xs
xsm
sm
md
lg

ภูฏานเทขายบิทคอยน์ไม่หยุด! ล่าสุดย้ายกระเป๋าอีก 100BTC ดันยอดระบายทะลุ 7.9 พันล้านบาท

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



ความเคลื่อนไหวของรัฐบาลภูฏานกำลังถูกจับตาอย่างหนัก หลัง "อาร์คแฮม" แพลตฟอร์มวิเคราะห์ข้อมูลออนเชน ตรวจพบการย้ายบิทคอยน์ครั้งใหม่ราว 100.44 BTC มุ่งหน้าไปยังวอลเล็ตนิรนามในช่วงเช้าวันอังคารที่ผ่านมา ตอกย้ำแนวโน้มการระบายสินทรัพย์ดิจิทัลที่เร่งเครื่องขึ้นต่อเนื่อง นับจากต้นปี 2569 เป็นต้นมา ยอดขายสุทธิของรัฐบาลเทือกเขาหิมาลัยแห่งนี้ทะยานเหนือระดับ 230 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือคิดเป็นมูลค่าเฉลี่ยกว่า 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเดือน นักวิเคราะห์ชี้หากยังเทขายในระดับราคาปัจจุบันอาจทำให้ภูฏานเดินออกจากตลาดพร้อมกำไรออนเชนมหาศาลถึง 767 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

ปฏิบัติการโยกย้ายบิทคอยน์ของรัฐบาลภูฏานยังคงเป็นประเด็นร้อนที่ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลไม่อาจมองข้าม ล่าสุดแพลตฟอร์มวิเคราะห์ธุรกรรมออนเชน "อาร์คแฮม" (Arkham) ซึ่งเริ่มตามรอยการถือครองบิทคอยน์ของอาณาจักรหิมาลัยเล็กๆ แห่งนี้มาตั้งแต่ปี 2567 ได้รายงานการเคลื่อนย้ายเงินทุนครั้งสำคัญอีกระลอก ข้อมูลระบุว่า ในวันอังคารที่ผ่านมา เวลาประมาณ 05:27 น. ตามเวลาสากลเชิงพิกัด (UTC) กระเป๋าเงินของรัฐบาลภูฏานได้ดำเนินธุรกรรม 3 รายการ โอนย้ายบิทคอยน์จำนวนราว 100.44 BTC หรือคิดเป็นมูลค่ากว่า 8.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ มุ่งหน้าไปยังปลายทางที่อยู่รูปแบบใหม่ซึ่งขึ้นต้นด้วย "bc1qn" โดยที่ยังไม่มีการระบุชื่อเจ้าของวอลเล็ตอย่างแน่ชัด

ลักษณะการโอนที่ถูกแบ่งออกเป็นหลายทอดเช่นนี้ ทำให้ทีมนักวิเคราะห์ของอาร์คแฮมตั้งข้อสังเกตว่า การเคลื่อนไหวดังกล่าวมีแนวโน้มสูงที่จะเป็นการจัดเตรียมเงินทุนเพื่อการ "เทขาย" ซึ่งสอดรับกับพฤติกรรมการระบายบิทคอยน์ออกจากกระเป๋าของรัฐบาลภูฏาน ที่ทวีความเข้มข้นขึ้นอย่างมีนัยสำคัญนับตั้งแต่เปิดศักราชใหม่ปี 2569 โดยเมื่อนำมูลค่าบิทคอยน์ที่ถูกถ่ายโอนออกไปทั้งหมดมารวมกันตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน พบว่าทะลุเพดานไปแล้วกว่า 230 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือเทียบเท่ากับอัตราการเทขายเฉลี่ยต่อเดือนที่ร้อนแรงถึง 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

การปลดล็อกกำไรในระดับนี้อาจส่งสัญญาณการปรับกลยุทธ์การบริหารพอร์ตสินทรัพย์มังกรหิมาลัยอย่างยิ่ง ด้านนักวิเคราะห์ของอาร์คแฮมยังเจาะลึกเข้าไปถึงขั้นประเมินสถานการณ์สมมติว่า "หากพวกเขาสามารถบริหารการขายจนปิดสถานะได้ทั้งหมด ณ ราคาปัจจุบันของบิทคอยน์ พวกเขาจะเดินออกจากตลาดด้วยกำไรออนเชนที่รับรู้ได้จริงสูงถึง 767 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ" ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงอัตราผลตอบแทนอันมหาศาลจากต้นทุนการผลิตที่ต่ำ เมื่อเทียบกับการได้มาซึ่งคริปโตเคอร์เรนซีของรัฐบาลประเทศอื่นๆ ทั่วโลก

อย่างไรก็ดี วัตถุประสงค์จำเพาะของการโยกย้ายเงินทุนครั้งล่าสุดนี้ยังคงเต็มไปด้วยปริศนาและชวนให้ตีความได้หลายมิติ แม้ว่าธุรกรรมในช่วงก่อนหน้านี้บางส่วนจะถูกสืบสาวไปจนพบว่า ปลายทางคือการฝากเงินเข้าสู่แพลตฟอร์มซื้อขายคริปโตเคอร์เรนซียักษ์ใหญ่อย่าง Binance และบริษัทจัดการการลงทุนระดับโลกอย่าง Galaxy Digital ซึ่งตอกย้ำสมมติฐานการขายทำกำไร แต่ในทางเทคนิคการโอนครั้งใหม่นี้ก็อาจถูกมองได้ว่าเป็นเพียงการบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานของกองทุนภายใน (Consolidation of Funds) โดยการย้ายสินทรัพย์จากที่อยู่บิทคอยน์แบบดั้งเดิมที่ขึ้นต้นด้วยเลข "3" ไปจัดเก็บไว้ในกระเป๋ารูปแบบที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพสูงกว่าอย่างที่อยู่แบบเนทีฟเซกวิต (Native SegWit) ซึ่งขึ้นต้นด้วย "bc1q" 

ประวัติยอดคงเหลือบิตคอยน์ของภูฏาน ภาพ: Arkham
เพื่อทำความเข้าใจประเด็นนี้อย่างลึกซึ้งในเชิงเทคนิค จำเป็นต้องพิจารณาวิวัฒนาการของที่อยู่บิทคอยน์ ที่อยู่แบบดั้งเดิมที่สุดคือรูปแบบ Legacy หรือ Pay-to-PubKey-Hash (P2PKH) ซึ่งจะขึ้นต้นด้วยเลข 1 ต่อมาจึงได้รับการพัฒนาเป็นรูปแบบ Pay-to-Script-Hash (P2SH) ซึ่งขึ้นต้นด้วยเลข 3 เพื่อรองรับฟังก์ชันที่ซับซ้อนมากขึ้น หลังจากนั้นจึงเกิดที่อยู่แบบ Native SegWit (P2WPKH) ซึ่งขึ้นต้นด้วย bc1q อันโดดเด่นด้วยค่าธรรมเนียมที่ต่ำกว่า และสุดท้ายคือรูปแบบที่ล้ำสมัยที่สุดในปัจจุบันอย่าง Taproot (P2TR) ซึ่งขึ้นต้นด้วย bc1p ที่ยกระดับความสามารถในการทำธุรกรรมที่ซับซ้อนและเพิ่มความเป็นส่วนตัว การโยกย้ายสู่กระเป๋า "bc1q" ของภูฏานจึงอาจเป็นนัยยะของการปรับปรุงระบบบริหารคลังคริปโตของประเทศให้ทันสมัยเพื่อลดต้นทุนในระยะยาว

ท่ามกลางแรงเทขายต่อเนื่องนี้ อาร์คแฮมระบุว่าภูฏานยังคงถือครองบิทคอยน์เหลืออยู่ในคลังประมาณ 3,119 BTC ซึ่งตีมูลค่าตามราคาตลาดปัจจุบันได้ราว 252.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งถือเป็นการหดตัวอย่างน่าใจหาย เมื่อเทียบกับจุดสูงสุดที่รัฐบาลนี้เคยมีบิทคอยน์ในครอบครองมากถึงประมาณ 13,000 BTC เมื่อเดือนตุลาคม 2567 และนับจากต้นปี 2569 มาจนถึงขณะนี้ ปริมาณบิทคอยน์ในคลังของภูฏานได้ลดลงไปแล้วเกือบ 3,000 BTC

ขุมกำลังจากเขื่อนพลังน้ำ สู่สมมติฐานที่ว่าเหมืองขุดอาจยุติลงแล้ว

บิทคอยน์ในความครอบครองของรัฐบาลภูฏานอยู่ภายใต้การดูแลของ Druk Holding & Investments ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านการลงทุนแห่งรัฐ ความมั่งคั่งทางคริปโตจำนวนนี้ทำให้ภูฏานผงาดขึ้นเป็นประเทศผู้ถือครองบิทคอยน์รายใหญ่อันดับที่ 8 ของโลกในกลุ่มรัฐบาลประเทศต่างๆ ตามข้อมูลจาก Bitcoin Treasuries โดยตามหลังยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกา (328,372 BTC), จีน (190,000 BTC), สหราชอาณาจักร (61,245 BTC), ยูเครน (46,351 BTC), เอลซัลวาดอร์ (7,649 BTC), สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (6,420 BTC) และคาซัคสถาน (3,544 BTC)

ทว่าเส้นทางการสะสมบิทคอยน์ของภูฏานนั้นแตกต่างจากประเทศส่วนใหญ่ในทำเนียบที่มักได้มาจากการอายัดทรัพย์สินทางอาญา เพราะรัฐบาลทิมพูเลือกใช้จุดแข็งด้านทรัพยากรธรรมชาติ นั่นคือ พลังงานน้ำมหาศาลภายในประเทศ มาเป็นพลังขับเคลื่อนการขุดบิทคอยน์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อสร้างคลังสำรองของประเทศ แต่กระนั้นการคาดการณ์ที่ว่าภูฏานอาจยุติปฏิบัติการขุดบิทคอยน์ลงแล้วก็เริ่มก่อตัวขึ้นหนาหู จากการเปิดเผยของอาร์คแฮมที่ชี้ว่า กระแสเงินทุนจากรายได้การขุดที่ไหลเข้ากระเป๋ารัฐบาลในงวดเดียวเกินกว่า 100,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ นั้นเกิดขึ้นครั้งสุดท้ายนานกว่าหนึ่งปีแล้ว

อย่างไรก็ดีนี่จึงกลายเป็นสมมติฐานสำคัญที่ตลาดกำลังจับตามองว่า กลยุทธ์การเปลี่ยนผ่านจาก "ผู้ผลิต" สู่ "ผู้ขายทำกำไร" ของดินแดนแห่งนี้ จะเป็นสัญญาณของการปิดฉากยุคตื่นทองขุดบิทคอยน์แห่งเทือกเขาหิมาลัย หรือเป็นเพียงจังหวะพักรบเพื่อรอวันกลับมาสะสมใหม่ในเกมภูมิรัฐศาสตร์การเงินโลกที่เดิมพันสูงขึ้นทุกขณะ