xs
xsm
sm
md
lg

ไขข้อสงสัย ‘ค่าการกลั่นน้ำมัน’ คืออะไร

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



ไขข้อสงสัย ‘ค่าการกลั่นน้ำมัน’ คืออะไร
ในช่วงที่ผ่านมา ประเด็น “ค่าการกลั่นน้ำมัน” กลายเป็นคำถามสำคัญในสังคม หลายคนตั้งข้อสงสัยว่า ตัวเลขค่าการกลั่นที่ปรับสูงขึ้น หมายความว่าโรงกลั่นได้กำไรมากผิดปกติหรือไม่ และภาครัฐควรดำเนินการอย่างไรในสถานการณ์นี้

ค่าการกลั่นคืออะไร
ค่าการกลั่น หรือ Gross Refining Margin (GRM) ในทางอุตสาหกรรมโรงกลั่น หมายถึง ส่วนต่างขั้นต้น ระหว่าง
“มูลค่าเฉลี่ยของน้ำมันสำเร็จรูปที่กลั่นได้” กับ “ต้นทุนน้ำมันดิบเฉลี่ยที่ซื้อเข้าโรงกลั่น” ดังนั้น ค่าการกลั่นจึงเป็นเพียงตัวเลขประมาณการกำไรเบื้องต้นของโรงกลั่นน้ำมันก่อนหักค่าใช้จ่ายต่างๆ ไม่รวมค่าพรีเมียมน้ำมันดิบ ค่าจ้างเรือที่เพิ่มขึ้น และอื่น ๆ ในกรณีเกิดภาวะไม่ปกติ เช่น ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง เป็นต้น

ค่าการกลั่น คำนวณอย่างไร
สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) อธิบายหลักการคำนวณค่าการกลั่นว่ามาจากส่วนต่างระหว่าง มูลค่าผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปเฉลี่ย – ต้นทุนน้ำมันดิบเฉลี่ย ซึ่งต้องดูรายละเอียดทั้งสองด้านพร้อมกัน ดังนี้

1. ต้นทุนน้ำมันดิบเฉลี่ย ในการคำนวณ สนพ. จะใช้น้ำมันดิบอ้างอิง 3 แหล่ง ได้แก่ Dubai Oman และ Tapis จากนั้นนำมาคำนวณต้นทุนเฉลี่ย และรวมค่าใช้จ่ายในการนำเข้า เช่น ค่าพรีเมียมน้ำมันดิบ ค่าขนส่งน้ำมัน ค่าปรับคุณภาพน้ำมัน ค่าสูญเสียระหว่างขนส่ง และค่าประกันภัย ซึ่งการรวมค่าใช้จ่ายเหล่านี้ทำให้ตัวเลขต้นทุนน้ำมันดิบสะท้อนต้นทุนวัตถุดิบจริงมากขึ้น

2. มูลค่าเฉลี่ยผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูป อ้างอิงจากราคาตลาดสิงคโปร์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการซื้อขายน้ำมันสำเร็จรูปรายใหญ่ในภูมิภาค โดยน้ำมันดิบ 1 บาร์เรล เมื่อเข้าสู่โรงกลั่น จะถูกแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์หลายชนิด เช่น เบนซิน ดีเซล น้ำมันก๊าด LPG น้ำมันเตา แนฟทา ฯลฯ ดังนั้น การคำนวณจึงไม่สามารถดูราคาผลิตภัณฑ์เพียงชนิดเดียวได้ แต่ต้องนำราคาของผลิตภัณฑ์ทุกชนิดมาคำนวณแบบเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักตามสัดส่วนการผลิต

เมื่อได้มูลค่าเฉลี่ยผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปแล้ว จึงนำไปลบกับต้นทุนน้ำมันดิบเฉลี่ยเพื่อหาค่าการกลั่น ซึ่งหากต้องการเปรียบเทียบให้ชัดเจนขึ้น อาจเปรียบเทียบธุรกิจโรงกลั่นกับธุรกิจร้านกาแฟ ดังนี้

น้ำมัน (โรงกลั่น)
• ต้นทุนเฉลี่ยน้ำมันดิบ
น้ำมันดิบหลายแหล่ง (Dubai, Oman, Tapis)
• มูลค่าผลิตภัณฑ์เฉลี่ย
ผลิตเป็นน้ำมันหลายชนิด (เบนซิน ดีเซล LPG น้ำมันเตา น้ำมันเครื่องบิน)
• ส่วนต่าง = ค่าการกลั่น (GRM) หรือ รายได้ขั้นต้นของโรงกลั่น

กาแฟ (ร้านกาแฟ)
• ต้นทุนเฉลี่ยเมล็ดกาแฟ
เมล็ดกาแฟหลายแหล่ง (เอธิโอเปีย บราซิล โคลอมเบีย)
• ราคาขายเฉลี่ย
ชงเป็นกาแฟหลายเมนู (ลาเต้ คาปูชิโน อเมริกาโน)
• ส่วนต่าง = รายได้ขั้นต้นร้านกาแฟ

ตัวอย่างการคำนวณ (จากข้อมูลของ สนพ. ณ วันที่ 18 มีนาคม 2569)

น้ำมัน
มูลค่าผลิตภัณฑ์ ≈ 34.05 บาท/ลิตร
ต้นทุนน้ำมันดิบ ≈ 29.14 บาท/ลิตร
ค่าการกลั่น ≈ 4.91 บาท/ลิตร

กาแฟ
ราคากาแฟเฉลี่ย ≈ 60 บาท/แก้ว
ต้นทุนเมล็ดกาแฟ ≈ 20 บาท/แก้ว
ส่วนต่าง ≈ 40 บาท/แก้ว

ทำไมช่วงนี้ค่าการกลั่นจึงสูงขึ้น
ค่าการกลั่นเป็นตัวเลขที่เปลี่ยนแปลงตามภาวะตลาดพลังงานโลก เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ตลาดกังวลเรื่องอุปทานน้ำมัน เช่น สงคราม ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ความเสี่ยงต่อเส้นทางขนส่งพลังงาน

นอกจากนี้ ราคาน้ำมันดิบและราคาผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปในตลาดโลกมักปรับตัวขึ้นพร้อมกัน แต่ในบางช่วงราคาผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปอาจปรับขึ้นเร็วกว่าต้นทุนน้ำมันดิบ ทำให้ค่าการกลั่นเพิ่มขึ้นในระยะสั้น

หากดูข้อมูลย้อนหลังจะพบว่า ในภาวะปกติ ค่าการกลั่นของไทยมักอยู่ประมาณ 1.50–2.00 บาทต่อลิตร แต่ในช่วงที่ตลาดโลกเกิดวิกฤติ เช่น สงครามรัสเซีย–ยูเครน ค่าการกลั่นก็เคยปรับตัวสูงขึ้นเช่นกัน ดังนั้น ระดับประมาณ 4.91 บาทต่อลิตร ในช่วงนี้จึงถือว่าสูงเมื่อเทียบกับภาวะปกติ แต่ไม่ได้เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในตลาดพลังงานโลก

อีกประเด็นสำคัญคือ ราคาน้ำมันหน้าปั๊มไม่ได้ขึ้นอยู่กับค่าการกลั่นเพียงอย่างเดียว เพราะโครงสร้างราคาน้ำมันในประเทศยังประกอบด้วยหลายองค์ประกอบ เช่น ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ค่าการกลั่น ภาษี เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ค่าการตลาด ค่าขนส่ง ดังนั้น การที่ค่าการกลั่นปรับตัวสูงขึ้น จึงไม่สามารถนำไปอธิบายราคาน้ำมันขายปลีกที่เราเห็นได้ทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม ในสถานการณ์ความผันผวนของตลาดพลังงานโลกเช่นนี้ ต้องยอมรับว่าได้สร้างความวิตกให้ประชาชนจำนวนมาก ถึงเวลาแล้วที่ภาครัฐจำเป็นต้องสื่อสารข้อเท็จจริงอย่างรวดเร็วและตรงไปตรงมา เพื่อให้ประชาชนเข้าใจสถานการณ์พลังงานโดยรวม จะได้ลดความตื่นตระหนกของประชาชน และลดการแพร่กระจายของข้อมูลที่คลาดเคลื่อนหรือข่าวปลอมเกี่ยวกับราคาพลังงานได้