"ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ " โชว์ฟอร์ม Q1 แกร่ง มีรายได้และส่วนแบ่งกำไรปกติ 1,003 ล้านบาท และกำไรสุทธิ (Net Profit) 303 ล้านบาท เติบโต 7% และ 35% ตามลำดับ อานิสงส์ดีมานด์น้ำเติบโตทุกผลิตภัณฑ์ ขณะที่ธุรกิจไฟฟ้า Solar Rooftop ขยายตัวโดดเด่น กวาดยอดเซ็นสัญญา Private PPA สะสมแตะ 372 เมกะวัตต์ ตอบโจทย์เทรนด์ลดคาร์บอน ด้าน CEO ส่งสัญญาณเติบโตต่อเนื่อง จับจังหวะนโยบาย PDP และ Direct PPA ที่กำลังเดินหน้า หนุนการขยายธุรกิจและสร้างฐานรายได้ที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น
บริษัท ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ WHAUP แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ถึงผลการดำเนินงานงวด 3 เดือนแรกปี 2569 มีรายได้และส่วนแบ่งกำไรปกติจำนวน 1,003 ล้านบาท เติบโต 7% (YoY) และมีกำไรสุทธิ จำนวน 303 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 35% (YoY) ในขณะที่มีกำไรปกติ (Normalized Net Profit) ซึ่งไม่รวมผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน 201 ล้านบาท ลดลง 12% (YoY) โดยรายได้จากธุรกิจจำหน่ายน้ำในประเทศเติบโตอย่างแข็งแกร่ง จากรับรู้รายได้ค่าธรรมเนียมการใช้น้ำ (Capacity Charge) จากกลุ่มลูกค้า Data Center และจากปริมาณจำหน่ายน้ำที่เพิ่มขึ้นโดยเฉพาะจากกลุ่มลูกค้าโรงไฟฟ้าและปิโตรเคมี รวมถึงรายได้จากธุรกิจไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์เติบโตโดดเด่น หนุนผลการดำเนินงานให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง
นายอัครินทร์ ประเทืองสิทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ WHAUP เปิดเผยถึงภาพรวมผลการดำเนินงานในไตรมาส 1/2569 ว่า ธุรกิจสาธารณูปโภค (น้ำ) มีรายได้รวมทั้งสิ้น 945 ล้านบาท เติบโต 64% YoY โดยมีปัจจัยหลักจากการรู้รายได้ค่าธรรมเนียมการใช้น้ำ (Capacity Charge) ที่เพิ่มขึ้นจากกลุ่มลูกค้าใหม่โดยเฉพาะกลุ่ม Data Center ที่ได้เซ็นสัญญาไปในปีที่ผ่านมา ในขณะที่ปริมาณยอดจำหน่ายและบริหารน้ำรวมเพิ่มขึ้น 9% (YoY) โดยมีปัจจัยหลักจากการฟื้นตัวของของความต้องการการใช้น้ำของกลุ่มลูกค้าโรงไฟฟ้าและปิโตรเคมี
ด้านธุรกิจพลังงาน ในไตรมาสแรกของปีนี้ รายได้จากธุรกิจพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ (Solar Rooftop) ยังคงเติบโตต่อเนื่อง บริษัทฯ รับรู้รายได้จากสัญญา Private PPA ทั้งสิ้น 163 ล้านบาท เติบโต 30% (YoY) จากการเพิ่มขึ้นของกำลังการผลิตไฟฟ้าที่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ โดย ณ สิ้นไตรมาส 1/2569 บริษัทฯ มีการลงนามในสัญญาโครงการ Private PPA สะสมจำนวน 372 เมกะวัตต์ นอกจากนี้ ในช่วงไตรมาส 1/2569 บริษัทฯ ได้มีการนามในสัญญาโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบ Feed-in Tariff (FiT) กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เพิ่มเติมอีก 1 โครงการจำนวน 9.9 เมกะวัตต์ ส่งผลให้ในปัจจุบันบริษัทฯ ได้ลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบ Feed-in Tariff (FiT) ครบทั้ง 6 โครงการเรียบร้อยแล้ว และคิดเป็นกำลังการผลิตตามสัดส่วนถือหุ้นเท่ากับ 136 เมกะวัตต์ ส่งผลให้ ณ สิ้นไตรมาส 1 ปี 2569 บริษัทฯ มีกำลังการผลิตไฟฟ้ารวมจากโรงไฟฟ้าทุกประเภทตามสัดส่วนการถือหุ้นอยู่ที่ 1,058 เมกะวัตต์ ซึ่งแบ่งเป็นกำลังการผลิตไฟฟ้าที่ดำเนินการแล้วจำนวน 735 เมกะวัตต์ และที่อยู่ระหว่างการพัฒนาจำนวน 323 เมกะวัตต์
อย่างไรก็ตาม ในไตรมาสแรกของปีนี้ บริษัทฯ รับรู้ส่วนแบ่งขาดทุนจากเงินลงทุนในธุรกิจไฟฟ้า จำนวน 140 ล้านบาท โดยมีสาเหตุหลักจากการที่โรงไฟฟ้าเก็คโค่-วัน (GHECO-One) ได้มีการหยุดซ่อมบำรุงเกือบทั้งไตรมาส ซึ่งการซ่อมบำรุงดังกล่าวได้ดำเนินการแล้วเสร็จและโรงไฟฟ้าได้กลับมาเดินเครื่องอีกครั้งตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา
นายอัครินทร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า บริษัทฯ ยังคงติดตามความชัดเจนของภาครัฐเรื่องแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) รวมถึงการเปิดเสรีการซื้อขายไฟฟ้า (Direct PPA) ซึ่งคาดว่าจะมีความชัดเจนในช่วงไตรมาส 3-4 ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญในการขยายธุรกิจของบริษัทฯ ต่อไป
นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา ที่ประชุมผู้ถือหุ้นมีมติอนุมัติจ่ายปันผลสำหรับผลการดำเนินงานปี 2568 ในอัตราหุ้นละ 0.2525 บาทต่อหุ้น แบ่งเป็นเงินปันผลระหว่างกาลที่ได้จ่ายให้ผู้ถือหุ้นไปแล้ว เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา จำนวน 0.0600 บาทต่อหุ้น และอนุมัติจ่ายปันผลเพิ่มเติมอีก 0.1925 บาทต่อหุ้น โดยกำหนดจ่ายวันที่ 18 พฤษภาคมนี้
ล่าสุดบริษัทฯ ประสบความสำเร็จในการเสนอขายหุ้นกู้ครั้งที่ 1/2569 มูลค่ารวม 4,000 ล้านบาท ให้แก่นักลงทุนสถาบันและรายใหญ่ โดยในจำนวนนี้เป็นหุ้นกู้เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (Green Bond) มูลค่า 1,000 ล้านบาท ซึ่งการออกและเสนอขายดังกล่าวได้รับการตอบรับจากนักลงทุนเป็นอย่างดีด้วยยอดจองที่ล้น 3 เท่า สะท้อนถึงศักยภาพความแข็งแกร่งของฐานะทางการเงินที่มั่นคงและการมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่สม่ำเสมอของบริษัทฯ รวมถึงการให้ความสำคัญกับ ESG ด้วยโครงการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและตอบโจทย์ลูกค้าภาคอุตสาหกรรม สอดคล้องกับเป้าหมายการเป็นผู้นำด้านสาธารณูปโภคและพลังงานที่มีส่วนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน