นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้(13พ.ค.69))ที่ระดับ 32.37 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง”
จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.40 บาทต่อดอลลาร์ และมองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.25-32.50 บาท/ดอลลาร์ โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจนในกรอบ Sideways ระหว่างโซนแนวรับ 32.30 บาทต่อดอลลาร์ กับโซนแนวต้าน 32.50 บาทต่อดอลลาร์ โดยเงินบาทมีจังหวะอ่อนค่าลงบ้าง ตามการทยอยแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ที่มาพร้อมกับการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ และจังหวะย่อตัวลงบ้างของราคาทองคำ (XAUUSD) หลังรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ในเดือนเมษายน ปรับตัวสูงขึ้นสู่ระดับ 3.8% สูงกว่าที่ตลาดคาด เช่นเดียวกันกับอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน Core CPI (ไม่รวมผลของราคาอาหารและพลังงาน) ที่ปรับตัวสูงขึ้นสู่ระดับ 2.8% สูงกว่าคาด ทำให้ผู้เล่นในตลาดทยอยปรับเพิ่มโอกาสที่ FED อาจขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปีนี้ เป็น 40%
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเงินเฟ้อสหรัฐฯ ผ่านรายงานดัชนีราคาผู้ผลิต PPI ในเดือนเมษายน พร้อมกับ รอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED หลังอัตราเงินเฟ้อ CPI ล่าสุด ได้เร่งตัวสูงขึ้น กว่าคาด และนอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานสต็อกน้ำมันจากทาง EIA ที่อาจกระทบต่อการเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันดิบ อย่าง WTI ในระยะสั้นได้
และบรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามการเจรจา Trump-Xi summit ควบคู่ไปกับการติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง พร้อมทั้งรอลุ้น รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน
สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท (USDTHB) การเคลื่อนไหวของเงินบาทที่ผันผวนสูงในช่วงนี้ ได้ย้ำมุมมองเดิมของเราว่า เงินบาทยังคงเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้เงินบาทอาจผันผวนในกรอบ Sideways ที่กว้างได้ ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง
ทั้งนี้ เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดอาจยังไม่รีบปรับสถานะถือครองอย่างชัดเจน เพื่อรอลุ้น การเจรจา Trump-Xi summit ในช่วงวันที่ 14-15 พฤษภาคม นี้ ขณะเดียวกัน ตลาดได้รับรู้ รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่อาจส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินสูง อย่าง อัตราเงินเฟ้อ CPI ไปแล้ว ทำให้ โดยรวมเงินบาทอาจแกว่งตัวในกรอบ Sideways แถวโซนแนวรับ 32.20-32.30 บาทต่อดอลลาร์ กับโซนแนวต้าน 32.50 บาทต่อดอลลาร์ ไปก่อนได้ จนกว่าตลาดจะรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มเติม
นอกจากนี้ ในช่วงระหว่างวัน เงินบาทอาจเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่าบ้าง ตามโฟลว์ธุรกรรมจ่ายเงินปันผลให้กับบรรดานักลงทุนต่างชาติ รวมถึงแรงขายสินทรัพย์ไทยจากบรรดานักลงทุนต่างชาติ ท่ามกลางภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงิน ทว่า การอ่อนค่าของเงินบาทอาจถูกจำกัดอยู่แถวโซนแนวต้าน เว้นแต่ว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางจะทวีความร้อนแรงมากขึ้น (ซึ่งเราประเมินว่า ถ้าจะเกิดขึ้น ควรจะต้องเกิดขึ้น หลังการเจรจา Trump-Xi summit) ซึ่งอาจกดดันให้ เงินบาทอ่อนค่าทดสอบโซนแนวต้านถัดไปในช่วง 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์