เรียกกว่าเป็นการแจ้งเกิดอย่างเต็มตัวแล้วสำหรับแบรนด์รถยนต์ จีลี่ (Geely) ในประเทศไทย แม้จะเริ่มต้นด้วยการมีรถยนต์เข้ามาจำหน่ายเพียง 2 รุ่นเท่านั้น ได้แก่ EX5 และ EX2 แต่ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี โดยมียอดส่งมอบไปแล้วถึง 7,230 คัน หลังทำตลาดมาได้เพียงหนึ่งปีเศษเท่านั้น

สำหรับรถยนต์ที่ขายดีแจ้งเกิดให้กับแบรนด์คือรุ่น EX2 ซึ่งส่งมอบไปแล้ว 3,669 คัน (นับถึงเดือนเมษายน 2569) และรุ่น EX5 มียอดส่งมอบให้ลูกค้า 3,561 คัน ขณะเดียวกัน ยอดจองและรอส่งมอบของ EX2 ยังมีสูงถึงกว่า 3,000 คัน โดยทีมผู้บริหารได้ทำการเร่งนำเข้ารถอย่างเร่งด่วนที่ส่งให้ลูกค้าได้ทันต่อความต้องการ
“ภายในสิ้นเดือนพฤษภาคมนี้ เราจะสามารถส่งมอบรถที่ลูกค้าจองมาจากช่วงงานมอเตอร์โชว์ได้ครบถ้วนทั้งหมด เนื่องจากจะมีรถนำเข้ามาราว 3,000 กว่าคัน ฉะนั้นลูกค้าจึงไม่ต้องรอรถนานอีกต่อไป” คำกล่าวของ ณรงค์ สีตลายน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ธนบุรีนอยสเติน จำกัด ในงานแถลงข่าวล่าสุดของกลุ่มธนบุรี ซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์จีลี่ในประเทศไทย
โดยประเด็นสำคัญของการแถลงข่าวในคราวนี้ มีอยู่ด้วยกัน 2 เรื่องใหญ่ คือ หนึ่งการลาออกของประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ ข่าวการเข้ามาจัดตั้งบริษัท จีลี่ โฮลดิ้ง กรุ๊ป ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อทิศทางการทำตลาดรถยนต์จีลี่ในเมืองไทยอย่างไม่ต้องสงสัย

หัวเรือใหญ่ลาออก
ประเด็นแรก การลาออกของ ณรงค์ สีตลายน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หลังเข้ามาวางรากฐานทิศทางและนโยบายให้ จีลี่ แจ้งเกิดได้สำเร็จ ด้วยระยะเวลาเพียงปีกว่าเท่านั้น ถือว่าเป็นเรื่องน่าประหลาดใจอย่างยิ่ง เนื่องจากสัญญาการเป็นตัวแทนจำหน่ายของกลุ่มธนบุรีที่ทำกับจีลี่ นั้นมีระยะเวลา 3 ปี โดยเริ่มตั้งแต่ช่วงปลายปี 2024 เป็นต้นมา
ดังนั้น การสละเรือท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดรุนแรงแบบนี้ จึงเป็นเรื่องที่ต้องหาคำตอบและคนที่ตอบได้อย่างชัดเจนที่สุดคือ เจ้าตัว ที่ระบุแบบชัดเจนว่า “ต้องการหยุดพัก หลังทำงานหนักมาตลอด และแบรนด์จีลี่ แจ้งเกิดสำเร็จแล้ว”
ทั้งนี้ ได้ส่งไม้ต่อให้ “กุลชาติ ชุติเชาวน์กุล” ผู้จัดการทั่วไปสายงานขายและพัฒนาเครือข่ายผู้จำหน่าย เข้ามารักษาการณ์ในตำแหน่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ซึ่งจะมีผลตั้งแต่ต้นเดือน มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป
ในงานแถลงข่าวได้มีการระบุแผนงานต่างๆ พร้อมกับปรับเป้าหมายการขายของจีลี่ใหม่ จากเดิมที่ ปีนี้ ตั้งเป้าเอาไว้ที่ 13,000 คัน กลายเป็น 20,000 คัน พร้อมปรับเป้าการขยายโชว์รูมและศูนย์บริการจาก 65 แห่งกลายเป็น 80 แห่ง ทั่วประเทศ (ปัจจุบันเปิดดำเนินการแล้ว 40 แห่ง)
รวมถึงจะมีการตั้ง Flagship Store และ Technical Center ขึ้น คาดว่าจะอยู่บนถนนศรีนครินทร์ ซึ่งจะแล้วเสร็จภายในไตรมาส 3 ของปีนี้
สำหรับแผนการทำตลาดรถรุ่นใหม่ จะมีการเปิดตัวอีกหนึ่งรุ่นในช่วงไตรมาส 3 ของปีนี้ โดยยังไม่ระบุว่าเป็นรุ่นใด เพียงแต่มีการให้ข้อมูลว่าจะเป็นรถเอสยูวีพลังงานใหม่(NEV) ทำให้เราคาดการณ์ ว่าจะเป็นรุ่น Starray DM-i

การเข้ามาของบริษัทฯแม่
กลายเป็นประเด็นร้อนหลังมีกระแสข่าวว่า จีลี่ โฮลดิ้ง กรุ๊ป ซึ่งเป็นบริษัทฯ แม่ ได้เข้ามาจัดตั้งบริษัทฯ ในประเทศไทย ทำให้เกิดความสับสนว่า แล้ว บริษัท ธนบุรีนอยสเติน จำกัด จะอยู่ในฐานะอะไรในอนาคต
คำตอบของคำถามนี้ ทีมผู้บริหารของกลุ่มธนบุรี ระบุว่า การเข้ามาของบริษัทฯ แม่ถือเป็นเรื่องที่ดี เขาจะเข้ามาช่วยดูแลในส่วนของงานหลังบ้าน เช่น การสั่งรถ การเบิกอะไหล่ การประสานงานต่างๆ กับบริษัทฯ แม่ที่ประเทศจีน ช่วยลดภาระและขั้นตอนต่างๆ ได้
ซึ่งตามนโยบาย One Geely ไม่ใช่การรวมแบรนด์ แต่เป็นการรวมการทำงานให้เป็นหนึ่งเดียวกันลดความซ้ำซ้อนและใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ โดยแต่ละแบรนด์จะยังคงรูปแบบการดำเนินธุรกิจเหมือนเดิม เช่น แบรนด์ Geely ในไทยจะเป็นไปตามสัญญาที่ทำไว้ คือให้กลุ่มธนบุรีเป็นผู้จัดจำหน่าย(Distributor) ส่วน Zeekr และ Riddara จะเป็นบริษัทฯ แม่เข้ามาทำตลาดเอง
อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารของกลุ่มธนบุรีระบุว่า ยังไม่ได้รับการแจ้งจากบริษัทฯ แม่ ว่า จะมีการจัดตั้ง บริษัท จีลี่ โฮลดิ้ง กรุ๊ป ในประเทศไทยแต่อย่างใด และเรื่องของการต่อสัญญาอยู่ระหว่างการดำเนินการพูดคุย รวมถึงเรื่องของการตั้งโรงงานประกอบรถยนต์จีลี่ในประเทศไทย มีการพูดคุยกันแต่ยังไม่ถึงจุดที่จะมีการจัดตั้งโรงงานในเร็วๆ นี้
โดย จีลี่ นั้นมีโรงงานประกอบรถยนต์อยู่ที่ ประเทศมาเลเซียอยู่แล้ว และจีลี่ยังเป็นเจ้าของแบรนด์ Proton อีกด้วย (แบรนด์รถยนต์แห่งชาติของมาเลเซีย) ซึ่งแบรนด์นี้เคยทำตลาดในไทยมาก่อนและเกือบจะกลับมาทำตลาดอีกครั้ง แต่สุดท้ายแผนถูกล้มเลิกไป
สำหรับแบรนด์รถยนต์ในเครือ จีลี่ ประกอบไปด้วย Geely, Zeekr, Volvo, Polestar, Smart, Lynk&co, Proton, Lotus, Radar (Riddara), London EV และ Farizon

อนึ่ง จากการสอบถามข้อมูลจากแหล่งข่าวผู้บริหารค่ายรถยนต์ระดับสูงในเครือจีลี่ ระบุว่า ทางจีลี่ จะมีการจัดตั้ง บริษัท จีลี่ โฮลดิ้ง กรุ๊ป ในประเทศไทย เพื่อมาดูแลแบรนด์รถยนต์ในเครือทั้งหมด ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ลดภาระและการดำเนินงานที่ซ้ำซ้อน ซึ่งประเด็นนี้สอดคล้องถูกต้องตรงกันกับคำให้สัมภาษณ์ของผู้บริหารกลุ่มธนบุรี
แต่จะมีในส่วนของการดูแลแบรนด์รถยนต์จีลี่ในไทย ที่ยังไม่ชัดเจนว่า เมื่อสิ้นสุดสัญญาแล้วจะให้ทางกลุ่มธนบุรีดำเนินกิจการต่อหรือทางจีลี่จะเข้ามาดำเนินการเอง รวมถึงเรื่องของการจัดตั้งโรงงานประกอบรถยนต์ในไทย ที่อยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลก่อนตัดสินใจในขั้นสุดท้าย ซึ่งในช่วงปี 2566 จีลี่เคยได้เข้าพบคณะกรรมส่งเสริมการลงทุน(BOI)ของไทยและมีแผนจะตั้งโรงงานประกอบรถยนต์ในไทยแต่สุดท้ายล้มเลิกแผนการดังกล่าวไป
บทสรุป ไม่ว่าบริษัทฯ แม่ จะเข้ามาทำตลาดเองหรือไม่ แบรนด์จีลี่ ในไทย ถือว่าแจ้งเกิดสำเร็จแล้ว นับจากนี้คือการดูแลลูกค้าและสร้างความพึงพอใจ เพื่อรักษาความเชื่อมั่นอันส่งผลต่อยอดขายในระยะยาว ซึ่งความสำเร็จดังกล่าวนี้ ต้องยอมรับว่าเป็นผลมาจากฝีมือทีมบริหารที่เป็นคนไทย ซึ่งเข้าใจความต้องการของลูกค้าชาวไทยอย่างตรงจุดที่สุด
สำหรับรถยนต์ที่ขายดีแจ้งเกิดให้กับแบรนด์คือรุ่น EX2 ซึ่งส่งมอบไปแล้ว 3,669 คัน (นับถึงเดือนเมษายน 2569) และรุ่น EX5 มียอดส่งมอบให้ลูกค้า 3,561 คัน ขณะเดียวกัน ยอดจองและรอส่งมอบของ EX2 ยังมีสูงถึงกว่า 3,000 คัน โดยทีมผู้บริหารได้ทำการเร่งนำเข้ารถอย่างเร่งด่วนที่ส่งให้ลูกค้าได้ทันต่อความต้องการ
“ภายในสิ้นเดือนพฤษภาคมนี้ เราจะสามารถส่งมอบรถที่ลูกค้าจองมาจากช่วงงานมอเตอร์โชว์ได้ครบถ้วนทั้งหมด เนื่องจากจะมีรถนำเข้ามาราว 3,000 กว่าคัน ฉะนั้นลูกค้าจึงไม่ต้องรอรถนานอีกต่อไป” คำกล่าวของ ณรงค์ สีตลายน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ธนบุรีนอยสเติน จำกัด ในงานแถลงข่าวล่าสุดของกลุ่มธนบุรี ซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์จีลี่ในประเทศไทย
โดยประเด็นสำคัญของการแถลงข่าวในคราวนี้ มีอยู่ด้วยกัน 2 เรื่องใหญ่ คือ หนึ่งการลาออกของประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ ข่าวการเข้ามาจัดตั้งบริษัท จีลี่ โฮลดิ้ง กรุ๊ป ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อทิศทางการทำตลาดรถยนต์จีลี่ในเมืองไทยอย่างไม่ต้องสงสัย
หัวเรือใหญ่ลาออก
ประเด็นแรก การลาออกของ ณรงค์ สีตลายน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หลังเข้ามาวางรากฐานทิศทางและนโยบายให้ จีลี่ แจ้งเกิดได้สำเร็จ ด้วยระยะเวลาเพียงปีกว่าเท่านั้น ถือว่าเป็นเรื่องน่าประหลาดใจอย่างยิ่ง เนื่องจากสัญญาการเป็นตัวแทนจำหน่ายของกลุ่มธนบุรีที่ทำกับจีลี่ นั้นมีระยะเวลา 3 ปี โดยเริ่มตั้งแต่ช่วงปลายปี 2024 เป็นต้นมา
ดังนั้น การสละเรือท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดรุนแรงแบบนี้ จึงเป็นเรื่องที่ต้องหาคำตอบและคนที่ตอบได้อย่างชัดเจนที่สุดคือ เจ้าตัว ที่ระบุแบบชัดเจนว่า “ต้องการหยุดพัก หลังทำงานหนักมาตลอด และแบรนด์จีลี่ แจ้งเกิดสำเร็จแล้ว”
ทั้งนี้ ได้ส่งไม้ต่อให้ “กุลชาติ ชุติเชาวน์กุล” ผู้จัดการทั่วไปสายงานขายและพัฒนาเครือข่ายผู้จำหน่าย เข้ามารักษาการณ์ในตำแหน่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ซึ่งจะมีผลตั้งแต่ต้นเดือน มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป
ในงานแถลงข่าวได้มีการระบุแผนงานต่างๆ พร้อมกับปรับเป้าหมายการขายของจีลี่ใหม่ จากเดิมที่ ปีนี้ ตั้งเป้าเอาไว้ที่ 13,000 คัน กลายเป็น 20,000 คัน พร้อมปรับเป้าการขยายโชว์รูมและศูนย์บริการจาก 65 แห่งกลายเป็น 80 แห่ง ทั่วประเทศ (ปัจจุบันเปิดดำเนินการแล้ว 40 แห่ง)
รวมถึงจะมีการตั้ง Flagship Store และ Technical Center ขึ้น คาดว่าจะอยู่บนถนนศรีนครินทร์ ซึ่งจะแล้วเสร็จภายในไตรมาส 3 ของปีนี้
สำหรับแผนการทำตลาดรถรุ่นใหม่ จะมีการเปิดตัวอีกหนึ่งรุ่นในช่วงไตรมาส 3 ของปีนี้ โดยยังไม่ระบุว่าเป็นรุ่นใด เพียงแต่มีการให้ข้อมูลว่าจะเป็นรถเอสยูวีพลังงานใหม่(NEV) ทำให้เราคาดการณ์ ว่าจะเป็นรุ่น Starray DM-i
การเข้ามาของบริษัทฯแม่
กลายเป็นประเด็นร้อนหลังมีกระแสข่าวว่า จีลี่ โฮลดิ้ง กรุ๊ป ซึ่งเป็นบริษัทฯ แม่ ได้เข้ามาจัดตั้งบริษัทฯ ในประเทศไทย ทำให้เกิดความสับสนว่า แล้ว บริษัท ธนบุรีนอยสเติน จำกัด จะอยู่ในฐานะอะไรในอนาคต
คำตอบของคำถามนี้ ทีมผู้บริหารของกลุ่มธนบุรี ระบุว่า การเข้ามาของบริษัทฯ แม่ถือเป็นเรื่องที่ดี เขาจะเข้ามาช่วยดูแลในส่วนของงานหลังบ้าน เช่น การสั่งรถ การเบิกอะไหล่ การประสานงานต่างๆ กับบริษัทฯ แม่ที่ประเทศจีน ช่วยลดภาระและขั้นตอนต่างๆ ได้
ซึ่งตามนโยบาย One Geely ไม่ใช่การรวมแบรนด์ แต่เป็นการรวมการทำงานให้เป็นหนึ่งเดียวกันลดความซ้ำซ้อนและใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ โดยแต่ละแบรนด์จะยังคงรูปแบบการดำเนินธุรกิจเหมือนเดิม เช่น แบรนด์ Geely ในไทยจะเป็นไปตามสัญญาที่ทำไว้ คือให้กลุ่มธนบุรีเป็นผู้จัดจำหน่าย(Distributor) ส่วน Zeekr และ Riddara จะเป็นบริษัทฯ แม่เข้ามาทำตลาดเอง
อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารของกลุ่มธนบุรีระบุว่า ยังไม่ได้รับการแจ้งจากบริษัทฯ แม่ ว่า จะมีการจัดตั้ง บริษัท จีลี่ โฮลดิ้ง กรุ๊ป ในประเทศไทยแต่อย่างใด และเรื่องของการต่อสัญญาอยู่ระหว่างการดำเนินการพูดคุย รวมถึงเรื่องของการตั้งโรงงานประกอบรถยนต์จีลี่ในประเทศไทย มีการพูดคุยกันแต่ยังไม่ถึงจุดที่จะมีการจัดตั้งโรงงานในเร็วๆ นี้
โดย จีลี่ นั้นมีโรงงานประกอบรถยนต์อยู่ที่ ประเทศมาเลเซียอยู่แล้ว และจีลี่ยังเป็นเจ้าของแบรนด์ Proton อีกด้วย (แบรนด์รถยนต์แห่งชาติของมาเลเซีย) ซึ่งแบรนด์นี้เคยทำตลาดในไทยมาก่อนและเกือบจะกลับมาทำตลาดอีกครั้ง แต่สุดท้ายแผนถูกล้มเลิกไป
สำหรับแบรนด์รถยนต์ในเครือ จีลี่ ประกอบไปด้วย Geely, Zeekr, Volvo, Polestar, Smart, Lynk&co, Proton, Lotus, Radar (Riddara), London EV และ Farizon
อนึ่ง จากการสอบถามข้อมูลจากแหล่งข่าวผู้บริหารค่ายรถยนต์ระดับสูงในเครือจีลี่ ระบุว่า ทางจีลี่ จะมีการจัดตั้ง บริษัท จีลี่ โฮลดิ้ง กรุ๊ป ในประเทศไทย เพื่อมาดูแลแบรนด์รถยนต์ในเครือทั้งหมด ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ลดภาระและการดำเนินงานที่ซ้ำซ้อน ซึ่งประเด็นนี้สอดคล้องถูกต้องตรงกันกับคำให้สัมภาษณ์ของผู้บริหารกลุ่มธนบุรี
แต่จะมีในส่วนของการดูแลแบรนด์รถยนต์จีลี่ในไทย ที่ยังไม่ชัดเจนว่า เมื่อสิ้นสุดสัญญาแล้วจะให้ทางกลุ่มธนบุรีดำเนินกิจการต่อหรือทางจีลี่จะเข้ามาดำเนินการเอง รวมถึงเรื่องของการจัดตั้งโรงงานประกอบรถยนต์ในไทย ที่อยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลก่อนตัดสินใจในขั้นสุดท้าย ซึ่งในช่วงปี 2566 จีลี่เคยได้เข้าพบคณะกรรมส่งเสริมการลงทุน(BOI)ของไทยและมีแผนจะตั้งโรงงานประกอบรถยนต์ในไทยแต่สุดท้ายล้มเลิกแผนการดังกล่าวไป
บทสรุป ไม่ว่าบริษัทฯ แม่ จะเข้ามาทำตลาดเองหรือไม่ แบรนด์จีลี่ ในไทย ถือว่าแจ้งเกิดสำเร็จแล้ว นับจากนี้คือการดูแลลูกค้าและสร้างความพึงพอใจ เพื่อรักษาความเชื่อมั่นอันส่งผลต่อยอดขายในระยะยาว ซึ่งความสำเร็จดังกล่าวนี้ ต้องยอมรับว่าเป็นผลมาจากฝีมือทีมบริหารที่เป็นคนไทย ซึ่งเข้าใจความต้องการของลูกค้าชาวไทยอย่างตรงจุดที่สุด