Binance เปิดข้อมูลระบบรักษาความปลอดภัยของปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูงที่ช่วยปกป้องผู้ใช้หลายล้านรายจากการสูญเสียเงินมูลค่ากว่า 10.53 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงครึ่งปีแรก 2568 โดยระบบเทคโนโลยีทั้งการตรวจจับภาพปลอมแปลงและวิเคราะห์ภาษาเชิงลึก ถูกนำมาใช้เป็นเกราะป้องกันขั้นเด็ดขาด ขณะที่อีกด้านหนึ่งอาชญากรไซเบอร์ก็เร่งเครื่องใช้ Generative AI ก่อเหตุฉ้อโกงที่แนบเนียนและทำกำไรได้มากกว่าเดิมหลายเท่าตัว สะท้อนให้เห็นว่าสมรภูมิความปลอดภัยในโลกสินทรัพย์ดิจิทัลได้ก้าวเข้าสู่การแข่งกันด้วยอาวุธอัจฉริยะอย่างเต็มรูปแบบ
ปักกิ่งเดือด! ศึกความปลอดภัยในจักรวาลคริปโตเคอร์เรนซีกำลังยกระดับสู่การแข่งกันทางเทคโนโลยีขั้นสูง เมื่อ Binance ศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดในโลก ออกมาประกาศตัวเลขที่สร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับอุตสาหกรรม โดยระบุว่าระบบรักษาความปลอดภัยที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของตน สามารถป้องกันความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นกับผู้ใช้จากเหล่าอาชญากรคริปโตฯ ได้เป็นมูลค่ารวมมหาศาลถึง 10.53 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 3.81 แสนล้านบาท นับตั้งแต่ไตรมาสแรกจนถึงไตรมาสที่สองของปี 2568
รายงานจากบล็อกทางการของ Binance เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา เน้นย้ำว่า ขุมกำลังสำคัญเบื้องหลังความสำเร็จนี้มาจากชุดเครื่องมือความปลอดภัยที่ผสานพลัง AI กว่า 24 ประเภทซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อรับมือกับภัยคุกคามที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในธุรกรรมแบบ Peer-to-Peer (P2P) ซึ่งเป็นช่องทางที่แก๊งสแกมมักใช้แทรกซึม ระบบ “คอมพิวเตอร์ วิชัน” (Computer Vision) ถูกนำมาใช้ตรวจจับหลักฐานการชำระเงินปลอม ขณะที่การวิเคราะห์ภาษาแบบเรียลไทม์ช่วยเปิดโปงรูปแบบบทสนทนาที่มุ่งหลอกลวงให้โอนเงิน
สิ่งที่น่าจับตาเป็นพิเศษ คือ การรุกคืบเข้ามาของ AI ในกระบวนการตัดสินใจเพื่อควบคุมการทุจริต โดย Binance เปิดเผยว่า ปัจจุบัน AI มีบทบาทขับเคลื่อนมาตรการควบคุมการฉ้อโกงมากถึง 57% ของระบบทั้งหมด ซึ่งประสิทธิภาพที่ได้นั้นเหนือกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมอย่างเห็นได้ชัด ด้วยการกดอัตราการทุจริตผ่านบัตรให้ลดลงราว 60-70% นี่ไม่ใช่เพียงแค่การติดปีกให้ทีมความปลอดภัย แต่เป็นการเปลี่ยนโฉมหน้าวิธีการทำสงครามกับมิจฉาชีพทั้งระบบ
ในด้านการยืนยันตัวตน (KYC) ซึ่งเป็นด่านแรกของการปกป้องบัญชีผู้ใช้ Binance กำลังประลองยุทธ์กับเทคโนโลยี Deepfakes และการสร้างตัวตนสังเคราะห์ที่มีความสมจริงและล้ำหน้ามากขึ้นตามลำดับ จุดขายสำคัญอยู่ที่การนำ AI มาแทนที่กระบวนการตรวจสอบแบบเดิมที่ต้องใช้มนุษย์ ส่งผลให้ประสิทธิภาพการทำงานพุ่งทะยานขึ้นถึง 100 เท่าเมื่อเทียบกับระบบเก่า นี่คือการยกระดับศักยภาพครั้งมโหฬารที่ไม่เพียงแต่เพิ่มความรวดเร็ว แต่ยังทำให้การปลอมแปลงผ่านด่านตรวจสอบทำได้ยากขึ้นหลายเท่าตัว
บทวิเคราะห์เชิงลึกชี้ให้เห็นว่า ปรากฏการณ์นี้กำลังดำเนินไปบนเส้นขนานอันตราย เช่นเดียวกับที่หน่วยงานความปลอดภัยและตลาดซื้อขายงัด AI มาใช้ป้องกัน ขณะที่อาชญากรไซเบอร์ก็พลิกบทบาทนำ Generative AI มาเป็นอาวุธในการรันแผนฉ้อโกงที่แนบเนียนและปล่อยโค้ดอันตรายได้อย่างชาญฉลาดยิ่งขึ้น
นอกจากนี้รายงานของ Binance Research ถึงกับเคยประเมินไว้อย่างน่ากังวลว่า เทคโนโลยี AI ในปัจจุบันนั้น “เก่งกาจในการใช้หาประโยชน์มากกว่าการตรวจจับถึง 2 เท่า” และที่สะพรึงยิ่งกว่าคือ “สแกมที่ใช้ AI มีอัตราการทำกำไรสูงกว่าการหลอกลวงรูปแบบเดิมถึง 4.5 เท่า” สถิติดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าสมรภูมินี้ไม่ได้ราบเรียบ และผู้เล่นในตลาดไม่อาจวางใจได้เลย
ขณะที่ภายในไตรมาสแรกของปี 2569 เพียงไตรมาสเดียว Binance อ้างว่าสามารถปกป้องเม็ดเงินรวม 1.98 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากความพยายามในการสแกมและฟิชชิ่งสูงถึง 22.9 ล้านครั้ง พร้อมกับติดตามและกู้คืนเงินคืนให้ผู้เสียหายได้อีก 12.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากคดีทั้งหมด 48,000 รายการ
ขณะเดียวกัน เพื่อรับมือกับภัยคุกคามทางกายภาพหรือที่รู้จักกันในแวดวงว่า “Wrench Attack” บริษัทได้เปิดตัวฟีเจอร์ล็อกดาวน์การถอนเงิน ซึ่งทำหน้าที่เป็นนวัตกรรมป้องกันความเสียหายขั้นสุดท้าย ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นท่ามกลางรายงานของ CertiK ที่ระบุว่า เหตุการณ์ทำร้ายร่างกายที่มีแรงจูงใจจากคริปโตฯ ในปีนี้ มีแนวโน้มที่จะแซงหน้าสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในปี 2569 เรียบร้อยแล้ว
ทว่าในอีกมุมหนึ่ง ภาพลักษณ์ด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบและการสอดส่องดูแลของ Binance ตกเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา จากรายงานข่าวว่าบริษัทปลดพนักงานหลายราย หลังจากที่พวกเขาแจ้งเบาะแสการทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานในอิหร่านซึ่งถูกมาตรการคว่ำบาตร แม้ Binance จะออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว โดยย้ำกับ The Block ว่าบริษัทให้ความร่วมมืออย่างแข็งขันกับหน่วยงานกำกับดูแลและการปฏิบัติตามกฎหมายของสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง
ในการเปิดเผยข้อมูลล่าสุด Binance ยังเปิดเผยตัวเลขการทำงานเชิงรุกด้วยการยึดเงินที่ได้มาจากการกระทำผิดกฎหมายมูลค่า 131 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ พร้อมทั้งดำเนินการตามคำร้องขออย่างเป็นทางการจากหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายไปแล้วมากกว่า 71,000 คำขอ
นอกจากนี้ หน่วยปฏิบัติการร่วม T3 ซึ่งเกิดจากความร่วมมือระหว่าง Binance, Tether และ Tron ก็เพิ่งสร้างผลงานชิ้นโบแดงด้วยการอายัดเหรียญ USDT มูลค่ามหาศาลถึง 344 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเส้นทางการเงินได้โยงใยไปถึงหน่วยงานในอิหร่าน ตอกย้ำว่าระบบการเงินนอกสายตาแบบรวมศูนย์กำลังถูกท้าทายด้วยเครื่องมือทางการเงินดิจิทัลที่ทั้งเป็นอิสระและเป็นกุญแจไขไปสู่การตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกอีกด้วย