xs
xsm
sm
md
lg

STA พลิกฟื้นกำไร 645 ล.รับธุรกิจยางธรรมชาติและถุงมือยางทยอยฟื้น

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



"ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี "ไตรมาสแรกพลิกทำกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นของบริษัทอยู่ที่ 645.4 ล้านบาท จากผลขาดทุนสุทธิ 325.7 ล้านบาท ในไตรมาส 4/2568 จากการทยอยฟื้นตัวของทั้งธุรกิจยางธรรมชาติและธุรกิจถุงมือยาง ภายหลังได้รับผลกระทบจากความผันผวนของราคายางธรรมชาติในตลาดโลก ส่วนไตรมาสแรก มีรายได้รวมจากการขายและการให้บริการ 26,841.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.6  %จากไตรมาสก่อน ขณะ   EBITDA อยู่ที่ 2,369.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 307.4 จากไตรมาสก่อน คิดเป็นอัตรากำไร EBITDA ที่ร้อยละ 8.8 สะท้อนการฟื้นตัวของผลการดำเนินงานในทั้ง 2 ธุรกิจหลักของบริษัทฯ





นายวีรสิทธิ์ สินเจริญกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) หรือ STA ผู้นำธุรกิจยางธรรมชาติครบวงจรรายใหญ่ที่สุดของโลกและผู้ผลิตถุงมือยางรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานของบริษัทฯ ทั้งธุรกิจยางธรรมชาติและธุรกิจถุงมือยาง เริ่มทยอยฟื้นตัวในไตรมาส 1/2569 หลังจากในช่วงก่อนหน้าได้รับแรงกดดันจากความผันผวนของราคายางธรรมชาติในตลาดโลก รวมถึงผลกระทบจากเหตุการณ์อุทกภัยในช่วงปลายปีที่ผ่านมา “ราคายางธรรมชาติในตลาดโลกเริ่มกลับมาเคลื่อนไหวสอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐานของอุตสาหกรรมมากขึ้น หลังจากในช่วงก่อนหน้าตลาดได้รับแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกและแรงเก็งกำไรบางส่วน ขณะที่ภาพรวมอุปทานยางธรรมชาติจากหลายประเทศผู้ผลิตหลักยังไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะประเทศไทยและอินโดนีเซียที่ยังคงเผชิญข้อจำกัดด้านผลผลิต ส่งผลให้อุตสาหกรรมเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะสมดุลมากขึ้น ทั้งนี้ ราคายาง TSR20 ณ ตลาด SICOM ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับประมาณ 215-220 เซนต์ต่อกิโลกรัม”

ธุรกิจยางธรรมชาติของบริษัทฯ เริ่มฟื้นตัวตามทิศทางราคายางในตลาดโลก โดยราคายางแท่ง TSR20 ณ ตลาด SICOM ในไตรมาส 1/2569 เฉลี่ยอยู่ที่ 191.5 เซนต์ต่อกิโลกรัม เพิ่มขึ้นร้อยละ 10.6 จากไตรมาสก่อน ขณะที่ปริมาณขายยางธรรมชาติอยู่ที่ 341,786 ตัน และอัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจยางธรรมชาติปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ร้อยละ 8.7 จากร้อยละ 5.7 ในไตรมาสก่อน ขณะเดียวกัน ธุรกิจถุงมือยางกลับมาดำเนินงานได้ตามปกติภายหลังเหตุการณ์อุทกภัยในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ปริมาณขายฟื้นตัวมาอยู่ที่ 9,159 ล้านชิ้น เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.6 จากไตรมาสก่อน และอัตราการใช้กำลังการผลิตปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ร้อยละ 84.2 จากร้อยละ 78.2 ในไตรมาสก่อน นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังเริ่มทยอยรับรู้รายได้ค่าสินไหมทดแทนจากเหตุการณ์อุทกภัยบางส่วนในไตรมาสนี้ ซึ่งช่วยสนับสนุนผลการดำเนินงานเพิ่มเติม

ในด้านฐานะทางการเงิน บริษัทฯ ยังคงมีความแข็งแกร่ง โดย ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 บริษัทฯ มีอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Net Debt to Equity) อยู่ที่ 0.63 เท่า และมีอัตราส่วนสภาพคล่อง (Current Ratio) อยู่ที่ 1.93 เท่า สะท้อนความสามารถในการบริหารสภาพคล่องและภาระหนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับแนวโน้มอุตสาหกรรมยางธรรมชาติในระยะถัดไป บริษัทฯ มองว่าราคายางมีแนวโน้มเคลื่อนไหวสอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐานของอุตสาหกรรมมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ได้แก่ ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก นโยบายการค้าโลก ความผันผวนของสภาพอากาศ รวมถึงสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนวัตถุดิบปิโตรเคมี โดยเฉพาะแนฟทา (Naphtha) ซึ่งเป็นวัตถุดิบต้นน้ำของบิวตาไดอีน (Butadiene Rubber) และเป็นส่วนประกอบสำคัญของยางสังเคราะห์ประเภท NBR และ SBR