xs
xsm
sm
md
lg

บ้านปู โชว์กำไรQ1พุ่ง178%อยู่ที่377ล. รุกคืบธุรกิจก๊าซฯ-เพาเวอร์พลัสรองรับธุรกิจ Data Center ในสหรัฐฯ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



  บ้านปู เผยผลการดำเนินงานในไตรมาส 1 ปี 2569 มีกำไร 377ล้านบาท เพิ่มขึ้น178% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ขาดทุนสุทธิ 483ล้านบาท โดยไตรมาส1นี้มีรายได้จากการขายรวม 42,350 ล้านบาท และEBITDA 8,502 ล้านบาท แต่ขาดทุนจากผลการดำเนินงาน 1,675 ล้านบาท โดยรายได้ที่เพิ่มขึ้นมาจากทุกธุรกิจ โดยธุรกิจก๊าซธรรมชาติ เตรียมขยายโอกาสในการพัฒนาโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติแห่งใหม่ รองรับ AI และ Data Center 
นายสินนท์ ว่องกุศลกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) หรือ BANPU เปิดเผยผลประกอบการในไตรมาส 1 ปี 2569 ว่าบริษัทฯมีรายได้จากการขายรวม 1,340 ล้านเหรียญสหรัฐ เทียบเท่า 42,350 ล้านบาท กำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อมราคา (EBITDA) รวม 269 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือทียบเท่า 8,502 ล้านบาท แต่ขาดทุนจากผลการดำเนินงาน 53 ล้านเหรียญสหรัฐ เทียบเท่า 1,675 ล้านบาท และมีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนจำนวน 136 ล้านเหรียญสหรัฐเทียบเท่า 4,298 ล้านบาท จากการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เทียบกับเงินบาท ทำให้ไตรมาสแรกปีนี้ บริษัทกำไรสุทธิจำนวน 12 ล้านเหรียญสหรัฐ เทียบเท่า 377 ล้านบาท โตขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนที่ขาดทุนสุทธิ 483ล้านบาท

ทั้งนี้ บ้านปูยังคงเสริมความแข็งแกร่งของธุรกิจตามกลยุทธ์ Energy Symphonics โดยให้ความสำคัญกับการบริหารพอร์ตธุรกิจอย่างสมดุล ควบคู่กับการรักษาวินัยทางการเงินและความแข็งแกร่งด้านกระแสเงินสด เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมพลังงานในระยะยาวและตอบโจทย์สถานการณ์ตลาดพลังงานที่ผันผวนในระยะสั้น ขณะเดียวกัน การเติบโตของ AI และ Data Center กำลังเร่งให้เกิดการเปลี่ยนโครงสร้างการใช้พลังงานอย่างมีนัยสำคัญ บ้านปูจึงมุ่งพัฒนาระบบนิเวศด้านพลังงานที่เชื่อมโยงตั้งแต่ก๊าซธรรมชาติ โรงไฟฟ้า ระบบกักเก็บพลังงาน ไปจนถึงเทคโนโลยีลดการปล่อยคาร์บอน เพื่อสร้างสมดุลระหว่างความมั่นคงทางพลังงาน 
สำหรับผลดำเนินการในไตรมาสแรกของปีนี้ 4 กลุ่มธุรกิจของบ้านปูมีผลการดำเนินงานที่สำคัญ ดังนี้

กลุ่มธุรกิจเหมืองยุคใหม่ (Next-Gen Mining) ในไตรมาส 1 ปี 2569 ปริมาณการขายรวม 8.37 ล้านตัน ซึ่งราคาถ่านหินในตลาดโลกปรับตัวดีขึ้น ธุรกิจเหมืองในอินโดนีเซีย มีปริมาณขายลดลงเนื่องจากได้รับผลกระทบจากฝนตกหนัก แต่ยังรักษาอัตรากำไรขั้นต้นได้ที่ 38% ขณะที่ในออสเตรเลียได้รับผลกระทบชั่วคราวจากการเคลื่อนย้ายเครื่องจักรตามแผนของเหมืองจำนวน 2 แห่ง ส่วนที่จีนรับรู้ส่วนแบ่งกำไรเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน จากราคาขายที่ดีขึ้นและการควบคุมต้นทุนอย่างต่อเนื่อง และในมองโกเลียยังรักษาอัตรากำไรขั้นต้นในระดับสูงที่ 58% แม้ต้นทุนจะเผชิญแรงกดดันจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น รวมทั้งบริษัทยังหาโอกาสในการขยายการลงทุนในธุรกิจเหมืองแร่แห่งอนาคต (Strategic Minerals) รองรับความต้องการแร่ซึ่งเป็นต้นน้ำในห่วงโซ่คุณค่าของพลังงานแห่งอนาคต 

 


กลุ่มธุรกิจก๊าซธรรมชาติครบวงจรในสหรัฐฯ มีปริมาณการขายรวม 83.25 พันล้านลูกบาศก์ฟุต (Bcf) ได้รับแรงหนุนจากสภาพอากาศหนาวเย็น ขณะที่ราคาขายเฉลี่ยท้องถิ่นเพิ่มขึ้น 20%จากไตรมาสก่อน โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ Temple I และ II รายงานอัตราการใช้กำลังการผลิต (Capacity Factor) 62 %และค่าความพร้อมจ่าย (EAF) 87 %และผลกำไร 26 ล้านเหรียญสหรัฐ สำหรับธุรกิจ CCUS โครงการ Barnett Zero รายงานปริมาณการกักเก็บคาร์บอนจำนวน 36,000 ตัน ขณะที่โครงการ Cotton Cove ได้เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้ว โดยมีศักยภาพในการกักเก็บคาร์บอนประมาณ 32,000 ตันต่อปี และโครงการ Eagle Ford คาดว่าจะสามารถเปิดดําเนินการเชิงพาณิชย์ภายในไตรมาส 2/2569

ทั้งนี้ BKV บริษัทลูกของบ้านปู ได้ดำเนินการรวมงบการเงินของ BKV-BPP Power, LLC เสร็จสิ้นเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2569 พร้อมรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจากการเติบโตของเทคโนโลยี AI และธุรกิจ Data Center ในรัฐเท็กซัส อีกทั้งดำเนินการเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญ เช่น การทำสัญญาจัดหาเครื่องจักร (Combined Cycle Gas Turbine: CCGT) รวม 1,200 เมกะวัตต์ ซึ่งเอื้อต่อโอกาสการพัฒนาในรูปแบบที่หลากหลาย เช่น โอกาสพัฒนาโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ Temple III ขนาด 600 เมกะวัตต์ บนพื้นที่ Temple Complex (ใกล้เคียงกับโรงไฟฟ้า Temple I และ II) หรือการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ขนาด 600 เมกะวัตต์ บริเวณ North Central Texas ซึ่งการพัฒนาโครงการดังกล่าวจะขึ้นอยู่กับการเจรจากับพันธมิตรที่เกี่ยวข้องและสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาว (Power Purchase Agreements: PPAs)

กลุ่มธุรกิจไฟฟ้าและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง (Power+) โรงไฟฟ้าพื้นฐานยังคงสร้างกระแสเงินสดและความมั่นคงให้กับพอร์ต โดยโรงไฟฟ้าในลาวและโรงไฟฟ้าในไทยเดินเครื่องอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีค่าความพร้อมจ่าย (EAF) ในระดับที่น่าพอใจ แม้ทั้งสองแห่งจะหยุดเดินเครื่องเพื่อบำรุงรักษาตามแผนในไตรมาสนี้ ส่วนโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมในจีนมีผลประกอบการปรับตัวดีขึ้นจากปริมาณการขายไฟฟ้าและไอน้ำที่เพิ่มขึ้น รวมถึงต้นทุนถ่านหินต่อหน่วยที่ลดลง ธุรกิจพลังงานหมุนเวียน โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ Jinhu Qianfeng ขนาด 120 เมกะวัตต์ ในจีน ยังคงก่อสร้างตามแผนและคาดว่าจะเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ภายในไตรมาส 3/2569 ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) ได้ลงทุนเพิ่มใน 2 โครงการใหม่ที่ญี่ปุ่น ได้แก่ โครงการ Nikko และ Hiyoshibaru ส่งผลให้ปริมาณการกักเก็บพลังงานรวมของพอร์ต BESS เพิ่มขึ้นเป็น 2,340 เมกะวัตต์ชั่วโมง ครอบคลุม 10 โครงการใน 4 ประเทศ ได้แก่ ญี่ปุ่น จีน ออสเตรเลีย และสหรัฐฯ ขณะที่ธุรกิจซื้อขายไฟฟ้าในญี่ปุ่นมียอดจำหน่ายไฟฟ้ารวม 1,415 กิกะวัตต์ชั่วโมง ปัจจุบันได้นำ AI มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการซื้อขายไฟฟ้าและบริหารความผันผวนของตลาดอย่างต่อเนื่อง


กลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีแห่งอนาคต (Future Tech) เดินหน้าพัฒนาโซลูชันด้าน Net Zero อย่างครบวงจร ควบคู่กับการลงทุนในธุรกิจเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต ในไตรมาสนี้ บริษัท ดีพี เน็กซ์ (DP NEXT) ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง บ้านปู เน็กซ์และดูราเพาเวอร์ ได้ร่วมมือกับ Rapid Motors เพื่อต่อยอดธุรกิจแบตเตอรี่โดยพัฒนาโซลูชันการแปลงรถเครื่องยนต์สันดาปเป็นยานยนต์ไฟฟ้า (EV Conversion) โดยเริ่มจากกลุ่มรถกระบะ เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งและสนับสนุนการลดการปล่อยคาร์บอนในภาคขนส่งไทย ขณะเดียวกัน หน่วยงาน Corporate Venture Capital (CVC) ยังคงเดินหน้าบริหารการลงทุนเชิงกลยุทธ์อย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีการลงทุนรวมใน 16 กองทุน และลงทุนโดยตรงในอีก 6 บริษัท โดยมุ่งเน้นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI Data Center และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาด เพื่อเพิ่มโอกาสการสร้างผลตอบแทนและสนับสนุนการเติบโตระยะยาวของกลุ่มบ้านปู


“ท่ามกลางบริบทพลังงานโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่าน บ้านปูเชื่อว่าการขยายขีดความสามารถด้านพลังงานของโลกอย่างมีความรับผิดชอบ คือจุดมุ่งหมายของเรา เราจึงเดินหน้าพัฒนาพอร์ตธุรกิจที่มีความยืดหยุ่น ควบคู่กับการยกระดับองค์กรผ่านนวัตกรรม เทคโนโลยี และการพัฒนาศักยภาพคน เพื่อสร้างระบบพลังงานแห่งอนาคตที่ตอบโจทย์ทั้งภาคอุตสาหกรรม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน” นายสินนท์กล่าว