xs
xsm
sm
md
lg

“ไทยออยล์”กำไรQ1พุ่ง1.9หมื่นล. จับตา!ไตรมาส2ขาดทุนสต๊อกน้ำมัน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



“ไทยออยล์” ตามคาดกำไรไตรมาส1/2569กระฉูด 1.9 หมื่นล้านบาท ชี้เป็นกำไรจากสต๊อกน้ำมันถึง 85%โดยมีกำไรจากการดำเนินงานธุรกิจการกลั่นน้ำมัน 4,136 ล้านบาท ห่วงไตรมาส2/2569 เสี่ยงขาดทุนจากสต๊อกน้ำมัน เหตุต้นทุนราคาน้ำมันที่กลั่นอยู่ในไตรมาส2มีสูงกว่าราคาตลาดในขณะนี้ และค่าการกลั่นปรับลดลง ส่วนไตรมาส 3/2569 คาดค่าการกลั่นติดลบ 2.3 บาทต่อลิตร หวังรัฐปลดล็อกส่งออกน้ำมันJet และดีเซล หลังน้ำมันล้นถัง รวมถึงยุติการปรับลดราคาหน้าโรงกลั่น แต่เร่งคืนส่วนที่หักไปก่อนหน้า

นายพงษ์พันธุ์ อมรวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP เปิดเผยว่าผลการดำเนินงานในไตรมาส 1/2569 บริษัทจะมีกำไรสุทธิ 19,481 ล้านบาท ซึ่งนับว่าเป็นกำไรที่สูงมาก โดยเป็นกำไรจากสต็อกนํ้ามันสุทธิจากการเปลี่ยนแปลงมูลค่าสินค้าคงเหลือ 16,746 ล้านบาทคิดเป็น85%ของกำไรรวม และมีกําไรพิเศษจากการซื้อคืนหุ้นกู้ 2,436 ล้านบาท อย่างไรก็ตามไทยออยล์มีการรับรู้ค่าใช้จ่ายและขาดทุนอื่นๆ อีก 6,628 ล้านบาท หากตัดรายการดังกล่าวข้างต้นออกไปแล้ว ไทยออยล์จะมีกำไรสุทธิจากการดำเนินงานของกลุ่ม 6,927 ล้านบาท โดยคิดเป็นกำไรสุทธิจากการดำเนินธุรกิจการกลั่นน้ำมัน 4,136 ล้านบาท หรือคิดเป็น 0.9 บาทต่อลิตร

นายพงษ์พันธุ์ กล่าวว่าในช่วงเริ่มสงครามตะวันออกกลางจนถึงปัจจุบัน ไทยออยล์ยังคงรักษากำลังการผลิตในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง เดินเครื่องกลั่นที่ระดับ 113% หรืออยู่ที่ระดับ 3 แสนบาร์เรลต่อวัน เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ ขณะที่ไทยห้ามการส่งออกน้ำมันยัง ส่งผลให้ปริมาณน้ำมันสำเร็จรูปคงคลังเพิ่มขึ้นจนต้องใช้ถังน้ำมันของโครงการพลังงานสะอาด (Clean Fuel Project: CFP)จำนวน2ถังความจุรวม 46ล้านลิตร นำมาใช้เพื่อเก็บน้ำมันอากาศยาน(เจท) ก่อน และหากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย ไทยออยล์จำเป็นต้องพิจารณาปรับลดกำลังการกลั่นลง เพื่อบริหารจัดการสต็อกให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมและปลอดภัย


ทั้งนี้ไทยออยล์มีการจัดซื้อน้ำมันดิบล่วงหน้า 1-2 เดือนก่อนเดือนที่จะใช้ผลิต ส่งผลให้ต้นทุนน้ำมันทางบัญชีในไตรมาส 1/2569 เป็นต้นทุนที่ยังไม่ได้สะท้อนผลกระทบจากความผันผวนของราคาน้ำมันในช่วงความขัดแย้งอย่างเต็มที่ กำไรจากสต็อกน้ำมันดังกล่าวเป็นรายการชั่วคราว และอาจพลิกเป็นขาดทุนจากสต็อกน้ำมันได้ในอนาคตหากราคาน้ำมันปรับตัวลดลงเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย

นายพงษ์พันธุ์ กล่าวถึงแนวโน้มไตรมาส 2/2569 ว่า ขณะนี้น้ำมันดิบที่ใช้ในการกลั่นเป็นน้ำมันดิบที่จัดซื้อล่วงหน้าเพื่อคงกำลังการกลั่นในระดับสูงสุดในช่วงที่สถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางมีการปิดข่องแคบฮอร์มุซ (มี.ค. - เม.ย. 2569) เป็นช่วงที่ราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มขึ้นมาก และมีความผันผวนสูง ขณะนี้ราคาน้ำมันดิบอ่อนตัวลงจากสถานการณ์ความตึงเครียดเริ่มผ่อนคลาย ทำให้บริษัทมีด้านความเสี่ยงจากการรับรู้ผลขาดทุนจากสต็อกน้ำมันตั้งแต่ไตรมาส 2/2569 เป็นต้นไป

โดยค่าการกลั่น(รวมกำไรจากสต๊อกน้ำมัน) ไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 7.6 บาทต่อลิตร แต่ในไตรมาส 2 เป็นต้นไป ค่าการกลั่นจะทยอยปรับลดลง คาดว่าจะอยู่ที่ 2.6 บาทต่อลิตร ขณะที่ไตรมาส 3 นี้คาดว่าค่าการกลั่นจะติดลบ 2.3 บาทต่อลิตร และไตรมาส 4 จะอยู่ที่ 0.0 บาทต่อลิตร เฉลี่ยทั้งปี 2569 คาดว่าค่าการกลั่นจะอยู่ที่ 2.0 บาทต่อลิตร


นอกจากนี้ ไทยออยล์ยังมีความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง โดยไทยออยล์มีภาระเงินทุนหมุนเวียนเพิ่มขึ้นประมาณ 18,000 ล้านบาท เพื่อรองรับการจัดซื้อน้ำมันดิบที่มีราคาปรับเพิ่มสูงขึ้น รวมทั้งผลกระทบจากการปรับลดราคาน้ำมันดีเซลหน้าโรงกลั่นลง 2-5 บาทต่อลิตร ในช่วงวันที่ 9 เม.ย.–19 พ.ค. 2569 ส่งผลให้กระแสเงินสดลดลงประมาณ 2,800 ล้านบาทและยังมียอดเงินชดเชยค้างรับจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจำนวน 10,314 ล้านบาท (ณ วันที่ 5 พ.ค. 2569) ส่งผลให้สภาพคล่องของไทยออยล์ลดลงรวมประมาณ 31,000 ล้านบาท ซึ่งยังไม่รวมภาระต้นทุนทางการเงินและดอกเบี้ยจ่ายที่ต้องแบกรับเพิ่มขึ้นกว่า 900 ล้านบาท โดยต้นทุนที่เกิดขึ้นไม่ใช่ต้นทุนจากการดำเนินธุรกิจตามปกติ และไม่ได้ส่งผ่านในราคาน้ำมันให้เป็นภาระของผู้บริโภค แต่เป็นต้นทุนจากการลดความเสี่ยงของประเทศ เพื่อให้มั่นใจว่าประเทศจะไม่เกิดภาวะขาดแคลนน้ำมัน


“ ไทยออยล์ยังมีความเสี่ยงการขาดทุนจากการจำหน่ายน้ำมันดิบ เนื่องจากการเร่งจัดหาน้ำมันดิบล่วงหน้าภายใต้สถานการณ์ที่ตึงเครียด เพื่อให้มั่นใจว่าโรงกลั่นสามารถเดินเครื่องได้เต็มกำลังตลอดเวลา ทำให้ไทยออยล์อาจจำเป็นต้องจำหน่ายน้ำมันดิบส่วนหนึ่งตามราคาตลาด ณ เวลานั้น ถึงแม้ว่าจะมีราคาต่ำกว่าต้นทุนจัดซื้อ ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงต่อการขาดทุนทางบัญชี”

ส่วนการปรับลดราคาหน้าโรงกลั่นลง 2-5 บาทต่อลิตร ในช่วงวันที่ 9 เม.ย.–19 พ.ค. 2569 มาจากการคำนวณค่าการกลั่นย้อนหลัง ไทยออยล์เชื่อว่าจะเป็นมาตรการระยะสั้น ซึ่งค่าพรีเมียมน้ำมันดิบก่อนสงครามจะอยู่ที่ 1-2 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล แต่หลังสงครามกระโดดขึ้นไปอยู่ที่ 3-10 เท่า และสูงสุด 25 เท่าหรือ 50เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล รวมถึงค่าระวางขนส่งที่เพิ่มขึ้น จากเดิม 1-2 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล แต่หลังสงครามขึ้นไป 4-6 เท่า และสูงสุด 9 เท่า ซึ่งทางสำนักงานนโยบายพลังงาน (สนพ.)ไม่ได้นำค่าใช้จ่ายมาคำนวนทั้งหมด อย่างไรก็ตาม หากยังมีความจำเป็นที่ภาครัฐต้องการลดค่าการกลั่นอีก ไทยออยล์ก็พร้อมให้ความร่วมมือ แต่หากค่าการกลั่นปรับลดหรือหรือติดลบ ไทยออยล์จะขอค่าการกลั่นที่ลดลงไปก่อนหน้านี้คืน