ประชาชน นักธุรกิจ มีการร้องเรียนต่อเนื่อง ที่เกาะพะงัน และเกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ได้ถูกคนต่างชาติยึดไปหมดแล้ว เพราะธุรกิจต่าง ๆ ที่เคยเป็นคนในพื้นที่ทำ แต่วันนี้มองไปทางไหน ก็มีแต่คนต่างชาติเข้ามาเป็นเจ้าของกิจการ จากการใช้ช่องว่างทางกฎหมาย ด้วยการจัดตั้งเป็นบริษัท ใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง หรือที่เรียกกันว่า นอมินี แล้วเข้ามาทำธุรกิจต่าง ๆ จนรายได้รั่วไหว เงินไม่เข้าประเทศ แต่เข้ากระเป๋าคนต่างชาติไปหมด จนสร้างความเสียหายกับธุรกิจคนไทย เศรษฐกิจของประเทศไทย และหากยังขืนปล่อยไว้ คำกล่าวที่ว่า ต่างชาติยึดไปหมดแล้ว จะเป็นจริงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ล่าสุดกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ในฐานะสารตั้งต้นการจดตั้งบริษัท ได้เปิดปฏิบัติการสแกนนิติบุคคลแหล่งท่องเที่ยวชื่อดัง “เกาะพะงัน-เกาะสมุย” จ.สุราษฎร์ธานี เพื่อสกัดกั้นทุนต่างชาติใช้คนไทยเป็นนอมินี หลังเกิดกระแสปากต่อปากต่างชาติยึดเกาะพะงัน-เกาะสมุยไปเรียบร้อยแล้ว
โดยผลการตรวจสอบ พบว่า จากจำนวนบริษัทที่มีชาวต่างชาติลงทุนประกอบกิจการบนเกาะพะงันและเกาะสมุย มีจำนวนถึง 11,426 ราย คิดเป็น 67.97% ของบริษัททั้งหมดบน 2 เกาะ ที่มีอยู่ 16,811 ราย ซึ่งบริษัทที่มีชาวต่างชาติลงทุนดังกล่าว มีทั้งที่ประกอบธุรกิจโดยถูกต้องตามกฎหมายและที่หลีกเลี่ยงโดยใช้คนไทยเป็นนอมินี
ยกเป็นวาระเร่งด่วน
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กรมได้หยิบยกขึ้นเป็นวาระเร่งด่วนที่ต้องเร่งดำเนินการปราบปรามอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมทั้งมีการทำงานเชิงรุกร่วมกับ 23 หน่วยงานพันธมิตรที่ได้ร่วมกันลงนาม MOU ป้องกันและปราบปรามการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (Nominee) ภายใต้แนวคิด “ลบรอยร้าวเศรษฐกิจ ร่วมพิชิตนอมินี” เมื่อวันที่ 29 เม.ย.2569 ที่ผ่านมา เพื่อนำตัวผู้กระทำความผิดในลักษณะนอมินีมาลงโทษให้สิ้นซาก
ทั้งนี้ ที่ผ่านมา กรมได้คำนึงถึงการอำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ มากกว่าการควบคุมการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจ อีกทั้งมองถึงเจตนาดีในการเข้ามาลงทุนของชาวต่างชาติ ซึ่งจะช่วยให้เกิดการจ้างงานในประเทศและสร้างความเจริญเติบโตแก่ระบบเศรษฐกิจ แต่ด้วยความเห็นแก่ได้ของนักลงทุนชาวต่างชาติบางรายที่ใช้คนไทยเป็นนอมินี ประกอบธุรกิจโดยมิได้รับอนุญาต รวมทั้งคนไทยบางกลุ่มที่เห็นแก่ผลประโยชน์เล็ก ๆ น้อย ๆ ยอมร่วมกระทำความผิดให้ความช่วยเหลือชาวต่างชาติ จึงทำให้การประกอบธุรกิจเกิดการบิดเบี้ยวและทำลายระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ
“นับแต่นี้เป็นต้นไป กรมพร้อมกำกับดูแลการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจที่มีชาวต่างชาติลงทุนอย่างรัดกุมและเข้มงวด หากเข้ามาประกอบธุรกิจโดยถูกต้องตามกฎหมาย ก็พร้อมให้การสนับสนุนเต็มที่ เพราะถือว่ามาร่วมสร้างความเจริญให้ประเทศ แต่หากเข้ามาในรูปแบบสีเทาใช้คนไทยเป็นนอมินี ตักตวงผลประโยชน์เข้าตนเองโดยฝ่าฝืนกฎหมาย ก็พร้อมปราบปรามอย่างหนักเพราะถือเป็นอาชญากรทางเศรษฐกิจที่เข้ามาบ่อนทำลายประเทศ”
เปิดจำนวนบริษัทเสี่ยงนอมินี
สำหรับข้อมูลที่กรมได้สแกนนิติบุคคลที่ จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมระดับโลก ที่มีโอกาสจะมีการประกอบธุรกิจในลักษณะนอมินีสูง พบว่า มีบริษัทจำกัดจำนวน 21,717 ราย โดยบริษัทที่มีชาวต่างชาติลงทุนถึง 11,649 ราย คิดเป็นสัดส่วน 53.6% ของบริษัทที่มีอยู่ทั้งหมด โดยสัญชาติที่ร่วมลงทุนสูงสุด 10 อันดับแรก ได้แก่ 1.ฝรั่งเศส 2,365 ราย สัดส่วน 20% 2.อังกฤษ 1,446 ราย สัดส่วน 12% 3.รัสเซีย 1,205 ราย สัดส่วน 10% 4.อิสราเอล 1,147 ราย สัดส่วน 10% 5.เยอรมัน 608 ราย สัดส่วน 5% 6.จีน 569 ราย สัดส่วน 5% 7.อเมริกัน 444 ราย สัดส่วน 4% 8.ออสเตรเลียน 335 ราย สัดส่วน 3% 9.อิตาเลียน 258 ราย สัดส่วน 2% และ 10.เบลเยียน 222 ราย สัดส่วน 2%
หากแยะเฉพาะเกาะพะงัน มีบริษัทจำกัดจำนวน 4,761 ราย โดยบริษัทที่มีชาวต่างชาติลงทุน 3,213 ราย สัดส่วน 67.48% ของบริษัทที่มีอยู่ทั้งหมด สัญชาติที่ร่วมลงทุนสูงสุด 10 อันดับแรก ได้แก่ 1.อิสราเอล 720 ราย สัดส่วน 22% 2.ฝรั่งเศส 426 ราย สัดส่วน 13% 3.อังกฤษ 359 ราย สัดส่วน 11% 4.รัสเซีย 306 ราย สัดส่วน 10% 5.เยอรมัน 194 ราย สัดส่วน 6% 6.อเมริกัน 144 ราย สัดส่วน 4% 7.อิตาเลียน 89 ราย สัดส่วน 3% 8.ยูเครน 69 ราย สัดส่วน 2% 9.ออสเตรเลียน 58 ราย สัดส่วน 2% และ 10.เบลเยียม 56 ราย สัดส่วน 2%
เกาะสมุย มีบริษัทจำกัดจำนวน 12,050 ราย โดยบริษัทที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุน 8,213 ราย สัดส่วน 68.16% ของบริษัทที่มีอยู่ทั้งหมด สัญชาติที่ร่วมลงทุนสูงสุด 10 อันดับแรก ได้แก่ 1.ฝรั่งเศส 1,937 ราย สัดส่วน 24% 2.อังกฤษ 1,077 ราย สัดส่วน 13% 3.รัสเซีย 885 ราย สัดส่วน 11% 4.จีน 478 ราย สัดส่วน 6% 5.อิสราเอล 419 ราย สัดส่วน 5% 6.เยอรมัน 406 ราย สัดส่วน 5% 7.อเมริกัน 291 ราย สัดส่วน 4% 8.ออสเตรเลียน 273 ราย สัดส่วน 3% 9.สวิส 173 ราย สัดส่วน 2% และ 10.อิตาเลียน 169 ราย สัดส่วน 2%
“จากข้อมูลตัวเลขบริษัทที่มีชาวต่างชาติลงทุน ณ เกาะพะงันและเกาะสมุย ที่มีจำนวนถึง 11,426 ราย คิดเป็น 67.97% ของบริษัททั้งหมดของทั้ง 2 เกาะ ที่มีอยู่ 16,811 ราย โดยจากการเจาะลึก พบว่า ชาวต่างชาติที่เข้ามาร่วมลงทุนบน 2 เกาะ เป็นนักลงทุนจากกลุ่มประเทศเดียวกัน จึงไม่แปลกใจที่จะได้ยินว่าต่างชาติยึดเกาะพะงัน-เกาะสมุยไปเรียบร้อยแล้ว”นายพูนพงษ์กล่าว
โชว์ผลงานจัดการที่ผ่านมา
นายพูนพงษ์กล่าวว่า ที่ผ่านมา กรมและหน่วยงานพันธมิตรที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันตรวจสอบธุรกิจบนเกาะพะงันไปบ้างแล้ว พบธุรกิจที่มีลักษณะต้องสงสัยเกี่ยวกับการใช้คนไทยเป็นนอมินี ใน 2 กลุ่มธุรกิจ คือ 1.สำนักงานบัญชี ภายใต้ชื่อสำนักงานเฟิร์สคอนซัลแทนส์ ยูนิเวอร์แซล เซอร์วิส (บริษัท เฟิร์ส คอนซัลแทนส์ 47 จำกัด) โดยเจ้าของสำนักงานแห่งนี้มีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นอยู่ใน 66 บริษัท โดยได้ลงพื้นที่มีความเชื่อมโยงกับเจ้าของสำนักงานบัญชีดังกล่าว (อาคารพาณิชย์ 2 แห่ง และบ้านพัก) พบว่า อาคารพาณิชย์ที่ลงตรวจเป็นที่ตั้งของนิติบุคคลรวมกันถึง 89 แห่ง โดยไม่ปรากฏการประกอบธุรกิจจริงในบางห้อง เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ตรวจยึดเอกสารและคอมพิวเตอร์เพื่อนำไปตรวจสอบว่ามีการใช้คนไทยเป็นนอมินีในการประกอบธุรกิจแทนชาวต่างชาติหรือไม่ และใช้เป็นหลักฐานในการดำเนินทางคดี
2.ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ (โครงการก่อสร้างอาคารวิลล่าโครงการศิธายา บีช ฟร้อนท์ วิลล่า) พบเป็นวิลล่าหรู 8 หลัง เปิดให้นักท่องเที่ยวต่างชาติ เช่าคืนละ 13,000 บาท โดยไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการโรงแรม เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง จึงได้เชิญผู้ดูแลโครงการและนักท่องเที่ยวต่างชาติ 6 ราย ไปสอบสวนเพิ่มเติม โดยพบข้อมูลที่น่าสงสัยเกี่ยวกับการถือครองที่ดินของโครงการวิลล่าดังกล่าวมูลค่ากว่า 152 ล้านบาท โดยมีบริษัทนิติบุคคลสัญชาติไทย 2 แห่งถือครอง แต่มีผู้ถือหุ้นชาวอิสราเอล ในสัดส่วน 49% และต่อมามีการเพิ่มบริษัทที่เป็นชาวอิสราเอลเข้ามาซื้อหุ้นเพิ่มอีก 1 บริษัท อาจเข้าข่ายเป็นการซื้อขายเพื่อหลบเลี่ยงการเสียภาษี และการถือหุ้นอำพรางเข้าข่ายเป็นนอมินี
ส่วนที่เกาะสมุย ตรวจพบนิติบุคคลที่อาจเข้าข่ายการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 เป็นพนักงานของสำนักงานรับจดทะเบียน รับทำบัญชี โดยให้ข้อมูลว่ามีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทร่วมกับคนต่างชาติ เพื่อให้สัดส่วนเป็นบริษัทไทย และอีก 1 ราย มีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นรวม 87 บริษัท โดยกรมได้นำส่งข้อมูลให้กรมสอบสวนคดีพิเศษเพื่อตรวจสอบเชิงลึกและดำเนินการเอาผิดแล้ว
นอกจากนี้ กรมยังได้นำส่งข้อมูลบริษัทขนาดใหญ่เข้าข่ายกลุ่มเสี่ยงนอมินีในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี จำนวน 34 ราย ให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (สำนักงาน ปปง.) ตรวจสอบความเคลื่อนไหวทางการเงินหรือธุรกรรมทางการเงิน (เส้นทางการเงิน) โดยทั้ง 34 ราย แต่ละรายมีสินทรัพย์รวมเกินกว่า 100 ล้านบาท และประกอบธุรกิจตามบัญชีท้าย พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นธุรกิจเกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์
โดยผู้กระทำผิดจะต้องได้รับโทษ คือ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของบุคคลต่างด้าว พ.ศ.2542 ตามมาตรา 36 กรณีคนไทยที่ให้ความช่วยเหลือสนับสนุนคนต่างด้าวให้กระทำความผิด และมาตรา 37 กรณีคนต่างด้าวที่ประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต โทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือ ปรับตั้งแต่ 100,000-1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยหากฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลต้องระวางโทษปรับรายวัน วันละ 10,000-50,000 บาท จนกว่าจะเลิกฝ่าฝืน
ลุยตรวจสอบจังหวัดอื่น ๆ ด้วย
นายพูนพงษ์กล่าวว่า กรมกำลังดำเนินการสแกนนิติบุคคลกลุ่มจังหวัดท่องเที่ยวอื่น ๆ เช่น จ.ชลบุรี จ.เชียงใหม่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ จ.ภูเก็ต จ.กระบี่ จ.พังงา เพื่อนำมาวิเคราะห์ความเสี่ยงและโอกาสที่จะเข้าข่ายการประกอบธุรกิจในลักษณะนอมินี โดยเฉพาะธุรกิจที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุนทั้ง 1.ต่างชาติถือหุ้นตั้งแต่ 50% ขึ้นไป และ 2.ต่างชาติถือหุ้น 0.01-49.99% ซึ่งกรมและหน่วยงานพันธมิตรจะเร่งเดินหน้าเชิงรุกเพื่อปราบปรามนอมินีทั้งชาวต่างชาติและชาวไทยให้หมดสิ้นไปในทุก ๆ พื้นที่ และทุกประเภทธุรกิจ เพื่อสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย และลดความเหลื่อมล้ำในการประกอบธุรกิจต่อไป
ขอ 23 หน่วยงานพันธมิตรร่วมฟัน
นายพูนพงษ์กล่าวว่า ปัญหาการทำธุรกิจของคนต่างด้าวแบบผิดกฎหมาย กรมไม่สามารถดำเนินการได้เพียงหน่วยงานเดียว เพราะสามารถตรวจสอบได้ในเรื่องของนอมินี แต่การจัดการในเรื่องอื่น ๆ ต้องใช้อำนาจตามกฎหมายของหน่วยงานพันธมิตร ซึ่งกรมจะขอความร่วมมือ 23 หน่วยงานพันธมิตรที่ได้ร่วมลงนาม MOU กันแล้ว ให้จับมือกันอย่างเหนียวแน่นเพื่อร่วมกันเปิดปฏิบัติการทลายนอมินีบนเกาะพะงันและเกาะสมุย โดยร่วมแรงร่วมใจใช้อำนาจหน้าที่ตามกฎหมายของแต่ละหน่วยงานมาบังคับใช้อย่างเข้มงวดและจริงจัง เพื่อร่วมกันเปลี่ยนการค้าการลงทุนที่ไม่ถูกต้อง ให้เป็นสิ่งที่ถูกต้องและเปลี่ยนจากการอำพรางให้กลายเป็นความโปร่งใส
โดยความร่วมมือของ 23 หน่วยงาน จะเน้น 3 ภารกิจหลัก ได้แก่ 1.บูรณาการฐานข้อมูล โดยเชื่อมโยงข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น เส้นทางการเงิน การถือครองที่ดินและทรัพย์สิน ระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชนอย่างเป็นระบบ 2.สร้างกลไกเฝ้าระวัง เพื่อร่วมกันป้องกันและปราบปราม ตลอดจนดำเนินคดีกับผู้ฝ่าฝืนกฎหมายอย่างจริงจังและถึงที่สุด ซึ่งจากนี้ไปไม่อยากได้ยินเรื่องละเว้นการจับกุมผู้กระทำความผิดหรือการจับกุมผู้กระทำความผิดแล้วมีการเคลียร์กันให้ได้ยินอีกต่อไป 3.สร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชนและนานาชาติว่าประเทศไทยพร้อมปราบปรามผู้กระทำความผิดอย่างจริงจัง และพร้อมให้การสนับสนุนนักธุรกิจที่ประกอบธุรกิจโดยสุจริต เป็นการส่งเสริมคนดีให้มีกำลังใจและพร้อมประกอบธุรกิจอย่างเต็มกำลังความสามารถ โดยมีภาครัฐเคียงข้างสนับสนุนและผลักดันให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ ขณะที่นักธุรกิจที่ประกอบธุรกิจโดยมิชอบ ภาครัฐก็พร้อมลงดาบปราบปรามให้หมดไป โดยใช้อำนาจหน้าที่ตามกฎหมายของแต่ละหน่วยงานมาบังคับใช้อย่างเคร่งครัด ซึ่งจะเป็นกลไกที่ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือแก่ภาคการลงทุน และเป็นพื้นฐานสำคัญที่ชาวต่างชาติจะเลือกประเทศไทยเป็นฐานการลงทุนประกอบธุรกิจ เพื่อให้นับจากนี้ เราต้องเปลี่ยนการค้าการลงทุนที่ไม่ถูกต้อง ให้เป็นสิ่งที่ถูกต้อง และเปลี่ยนจากการอำพรางให้กลายเป็นความโปร่งใส
สำหรับ 23 หน่วยงานพันธมิตรที่จะร่วมภารกิจจัดการปัญหา ประกอบด้วย 1.กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม 2.กระทรวงมหาดไทย 3.กรมการจัดหางาน 4.กรมการท่องเที่ยว 5.กรมที่ดิน 6.กรมโรงงานอุตสาหกรรม 7.กรมวิชาการเกษตร 8.กรมศุลกากร 9.กรมสรรพากร 10.กรมสอบสวนคดีพิเศษ 11.กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช 12.กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร 13.ธนาคารแห่งประเทศไทย 14.สมาคมธนาคารไทย 15.สำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า 16.สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน 17.สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา 18.สำนักงานตำรวจแห่งชาติ 19.สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน 20.สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม 21.กรมพัฒนาธุรกิจการค้า 22.สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และ 23.ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
ตรวจ 6,551 รายแอบทำธุรกิจสงวน
นายพูนพงษ์กล่าวว่า นอกจากการปราบปรามนอมินี กรมยังได้เปิดปฏิบัติการเชิงรุกตรวจสอบนิติบุคคลต้องสงสัย หลังพบคนต่างด้าวถือหุ้นตั้งแต่ร้อยละ 50 ลักลอบดำเนินธุรกิจที่อยู่ในบัญชีท้ายของ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 โดยไม่ได้รับอนุญาต โดยนำเทคโนโลยีมาวิเคราะห์และเชื่อมโยงฐานข้อมูลเพื่อคัดกรองนิติบุคคลที่มีความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจที่ผิดกฎหมาย เบื้องต้น พบนิติบุคคลต่างด้าวเข้ามาประกอบธุรกิจในไทยโดยไม่ได้รับอนุญาต อาจเข้าข่ายฝ่าฝืนกฎหมาย จำนวน 6,551 ราย ซึ่งขณะนี้กรมอยู่ระหว่างการตรวจสอบเชิงลึก พร้อมประสานความร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตร เช่น กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานด้านภาษี ในการขยายผลไปยังเครือข่ายที่เกี่ยวข้องแล้ว หากพบการกระทำความผิด จะดำเนินการตามกฎหมายเด็ดขาด เพื่อป้องกันประเทศเสียหายเพราะธุรกิจผิดกฎหมายเหล่านี้
สำหรับ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 กำหนดเงื่อนไขการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวไว้ 3 บัญชีท้าย เพื่อบ่งชี้สถานะการประกอบธุรกิจที่ชาวต่างชาติสามารถดำเนินการได้ในไทย ประกอบด้วย
บัญชีที่ 1 ห้ามชาวต่างชาติประกอบธุรกิจโดยเด็ดขาด บัญชีนี้เป็นธุรกิจที่ห้ามชาวต่างชาติประกอบกิจการด้วยเหตุผลพิเศษ เนื่องจากเกี่ยวข้องกับความเป็นอยู่พื้นฐานของคนไทย และสงวนไว้สำหรับคนไทย อาทิ การทำนา ทำสวน ทำไร่ การทำประมงในน่านน้ำไทย การทำไม้จากป่าธรรมชาติ การค้าขายที่ดิน
บัญชีที่ 2 เกี่ยวข้องกับกับความมั่นคง วัฒนธรรม และทรัพยากรของประเทศ บัญชีนี้เป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของประเทศ หรือมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมในระดับสำคัญ ชาวต่างชาติสามารถประกอบธุรกิจได้ แต่ต้องได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรี โดยการอนุมัติของคณะรัฐมนตรี อาทิ ธุรกิจเกี่ยวกับความมั่นคง เช่น อาวุธ ธุรกิจคมนาคม ขนส่ง ธุรกิจเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติ
บัญชีที่ 3 คนไทยยังไม่พร้อมแข่งขันต้องขออนุญาต บัญชีนี้เป็นธุรกิจที่คนไทยยังไม่มีความพร้อมในการแข่งขัน ชาวต่างชาติสามารถประกอบธุรกิจได้ แต่ต้องได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว อาทิ ธุรกิจบริการ เช่น บัญชี กฎหมาย ธุรกิจค้าปลีก ค้าส่ง ธุรกิจท่องเที่ยว ธุรกิจโรงแรม เป็นต้น
“กรมขอย้ำว่า ผู้ประกอบธุรกิจหรือนักลงทุนชาวต่างชาติ หากต้องการเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในไทย ต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 อย่างเคร่งครัด หากกระทำผิดกฎหมาย จะมีโทษทั้งจำคุกและปรับ โดยผู้ที่ประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต ผู้ที่รู้เห็นเป็นใจกับการกระทำความผิดหรือมิได้ป้องกันเกินสมควรไม่ให้เกิดการกระทำความผิด อาจถูกดำเนินคดีในฐานะผู้ร่วมกระทำความผิด มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 100,000 บาท ถึง 1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”นายพูนพงษ์กล่าว