SCB CIO ประเมินเศรษฐกิจและตลาดการลงทุนในไตรมาส 2 ปี 2569 ยังคงเผชิญความท้าทายจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลต่อราคาพลังงานและเงินเฟ้อโลก แต่มองผลกระทบเชิงลบต่อเศรษฐกิจโลกยังอยู่ในวงจำกัด หนุนมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นสหรัฐฯ และตลาดเกิดใหม่ โดยเฉพาะประเทศที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทาน AI แนะนำลงทุนโดยเน้นคัดเลือกกลุ่มหุ้นคุณภาพ กระจายลงทุนในอุตสาหกรรมนอกกลุ่มเทคโนโลยีที่มีการนำ AI มาใช้งานมากขึ้น เช่น กลุ่มเฮลธ์แคร์ และกระจายในตลาดหุ้นอื่นนอกสหรัฐฯ เช่น ญี่ปุ่น และ บราซิล พร้อมทั้งกลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน เป็นธีมการลงทุนที่น่าสนใจ สอดรับกับ Mega Forces ระยะยาว ที่ควรมีไว้ในพอร์ตลงทุน
นายศรชัย สุเนต์ตา, CFA Deputy Head of High Net Worth and Affluent Banking ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB CIO)เปิดเผยว่า SCB CIO ได้แลกเปลี่ยนมุมมองการลงทุนกับ BlackRock ผู้เชี่ยวชาญการลงทุนระดับโลก โดยประเมินว่า ในไตรมาส 2 ปี 2569 นี้ เศรษฐกิจโลกเผชิญความท้าทายจากภาวะช็อกด้านอุปทานและต้นทุนพลังงานที่ทรงตัวอยู่สูงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลให้เกิดภาวะเศรษฐกิจเติบโตไม่เท่ากัน โดยปัจจัยเสี่ยงหลักที่มีผลต่อการลงทุนยังต้องจับตา ได้แก่ ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ เป็นความเสี่ยงที่อาจทำให้เกิดภาวะช็อกด้านอุปทาน ซึ่งไม่เพียงสร้างความผันผวนต่อตลาดการเงิน แต่ยังทำให้เงินเฟ้อโลกทรงตัวอยู่ในระดับสูงนานกว่าที่ตลาดคาด
นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงจาก AI disruption แม้ AI ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ แต่ทำให้ความต่างของผลตอบแทนระหว่างบริษัทมีมากขึ้น จึงอาจสร้างแรงกดดันต่ออัตรากำไรในกลุ่มธุรกิจที่พึ่งพาแรงงานสูงและกลุ่มซอฟต์แวร์ ควบคู่กับความท้าทายเรื่องคอขวดของโครงสร้างพื้นฐานกายภาพและพลังงาน ที่อาจเติบโตไม่ทันรองรับกระแส AI และสุดท้ายคือ ความเสี่ยงจากความยั่งยืนทางการคลังของสหรัฐฯ เนื่องจากการขาดดุลที่เรื้อรังและภาระหนี้ภาครัฐที่ยังอยู่สูง ทำให้นักลงทุนกังวลและเรียกร้องส่วนชดเชยความเสี่ยงสูงขึ้น ซึ่งจะทำให้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond yield) ระยะยาว เพิ่มขึ้น ส่งผลให้เส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Yield curve) ชันขึ้น
นายศรชัยกล่าวอีกว่า จากสถานการณ์นี้ กลยุทธ์ลงทุนในตราสารหนี้ ควรเน้นพิจารณาผลตอบแทนจากดอกเบี้ยรับ และคัดเลือกตราสารหนี้มากขึ้น ท่ามกลางความแตกต่างด้านคุณภาพตราสารที่สูงขึ้น โดยควรระวังการลงทุนในตราสารหนี้กลุ่มซอฟต์แวร์ที่ถูก AI กดดัน และความเสี่ยงการผิดนัดชำระหนี้ซ้ำในตราสารหนี้อันดับความน่าเชื่อถือระดับ B ที่ให้ผลตอบแทนไม่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับระดับความเสี่ยง
ส่วนกลยุทธ์ลงทุนในตลาดหุ้นผ่านกองทุนรวม แนะนำให้เน้นคัดเลือกหุ้นเชิงรุกในกลุ่ม หุ้นคุณภาพสูง (Quality) ควบคู่การมองหาโอกาสในธีม AI ที่ขยายสู่กลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน และเฮลธ์แคร์ แต่ควรระมัดระวังการลงทุนในหุ้นขนาดเล็กที่ยังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนการเงิน ในภาวะที่อัตราดอกเบี้ยยังทรงตัวระดับสูง การเลือกลงทุนในหุ้นคุณภาพมีความสำคัญมากกว่าการพิจารณาเพียงแค่ระดับ Valuation ที่ถูกเพียงอย่างเดียว โดยควรเน้นบริษัทที่มีงบดุลแข็งแกร่ง มีกระแสเงินสดมั่นคง และมีอำนาจในการกำหนดราคา เพื่อรับมือกับแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและภาวะการเงินที่ตึงตัว ด้านการลงทุนใน ธีม AI ปัจจุบันนักลงทุนเริ่มเจาะลึกและคัดกรองบริษัทมากขึ้น ทำให้บริษัทที่สามารถนำ AI มาประยุกต์ใช้จนสร้างรายได้เพิ่มขึ้นได้จริงกลายเป็นเป้าหมายหลักในการเฟ้นหาหุ้นเชิงรุก
นอกจากนี้ การเติบโตของเทคโนโลยี AI เฟสปัจจุบันต้องอาศัยเงินลงทุนที่มากในโครงสร้างพื้นฐาน เช่น พลังงาน ระบบทำความเย็น และระบบประมวลผล ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้ผู้ได้ประโยชน์ขยายวงกว้างจากบริษัทกลุ่มแรกไปยังธุรกิจอื่นๆ ในห่วงโซ่คุณค่าของ AI ซึ่งมักมีแนวโน้มกำไรเติบโตดี และ Valuation ยังน่าสนใจ รวมทั้ง โอกาสการลงทุนยังเปิดกว้างไปยังอุตสาหกรรมนอกกลุ่มเทคโนโลยี โดยเฉพาะ กลุ่มเฮลธ์แคร์ ที่มีการนำ AI มาใช้งานมากขึ้น นอกจากนี้ แนะนำให้กระจายการลงทุนไปยัง ตลาดหุ้นญี่ปุ่น และ บราซิล โดยตลาดหุ้นญี่ปุ่นได้รับแรงหนุนเชิงนโยบาย และความคืบหน้าในการปฏิรูปบรรษัทภิบาล ขณะที่ ตลาดหุ้นบราซิลมีความน่าสนใจจาก Valuation ที่ค่อนข้างถูก และได้ปัจจัยหนุนจากแนวโน้มการลดดอกเบี้ยอย่างมีนัย
ธีมการลงทุนที่น่าสนใจ ได้แก่ กลุ่มโครงสร้างพื้นฐานที่สอดรับกับ Mega Forces ระยะยาว เช่น กลุ่มพลังงานทดแทน และระบบไฟฟ้าและเทคโนโลยีสะอาด (Electro-Tech) ที่ครอบคลุม ตั้งแต่ ระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage System) อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์กำลัง (Power Electronics devices) มอเตอร์ไฟฟ้า ไปจนถึงโครงข่ายไฟฟ้า รวมถึง วัตถุดิบต้นน้ำสำคัญอย่างทองแดง ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อการขยายโครงสร้างพื้นฐานทั่วโลก เนื่องจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงด้านพลังงานโลก ทำให้โครงสร้างพื้นฐานพลังงานกลายเป็นตัวแปรสำคัญต่อความยืดหยุ่นของเศรษฐกิจและตลาดทุน ทั้งนี้ เราประเมินว่า จีนมีภูมิคุ้มกันต่อภาวะช็อกด้านพลังงานเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน จากการเร่งเปลี่ยนผ่านสู่ระบบไฟฟ้าที่รวดเร็วกว่าภูมิภาคอื่น จนอาจก้าวเป็นประเทศที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยระบบไฟฟ้าและเทคโนโลยีสะอาดเป็นหลักชาติแรกของโลก และอาจกลายเป็นแม่แบบให้ประเทศอื่นหนุนการลงทุนในกลุ่มพลังงานทดแทน และ Electro-Tech ตาม เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันและก๊าซ
สำหรับคำแนะนำการลงทุนบนพอร์ตหลัก (Core Portfolio) SCB CIO แนะนำให้ทยอยลงทุนเพื่อสร้างกระแสเงินสดอย่างสม่ำเสมอ โดยเน้นคัดเลือก พันธบัตรและหุ้นกู้คุณภาพดี (Investment Grade) ระยะสั้นของสหรัฐฯ ซึ่งให้ผลตอบแทนจากดอกเบี้ยรับที่น่าสนใจกว่าการเก็งกำไรจากส่วนต่างราคา ควบคู่ไปกับการลงทุนในสินทรัพย์โครงสร้างพื้นฐาน และ REITs โดย REITs ของสิงคโปร์ยังน่าสนใจจากต้นทุนดอกเบี้ยที่ลดลง หลังการรีไฟแนนซ์ ซึ่งช่วยหนุนการเติบโตของผลตอบแทนต่อหน่วยลงทุน ส่วน REITs ของไทยมีความน่าสนใจจากระดับ Valuation ที่ค่อนข้างต่ำ และมีอัตราการจ่ายปันผลสูงถึงราว 8% ส่วนการสร้างโอกาสเติบโต แนะนำให้เน้นลงทุนผ่านกองทุนรวมใน ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เพื่อรับอานิสงส์จากกำไรของบริษัทที่เติบโตโดดเด่น และกระจายตัวในวงกว้างมากขึ้น รวมถึง ได้แรงหนุนจากโครงสร้างพื้นฐาน AI สำหรับ ตลาดหุ้นญี่ปุ่น แนะนำลงทุนแบบ Selective แม้จะได้รับปัจจัยบวกจากความคืบหน้าในการปฏิรูปบรรษัทภิบาล และความคาดหวังมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหลังการเลือกตั้ง แต่ปัจจุบันตลาดได้รับรู้ข่าวดีเหล่านี้ไปพอสมควรแล้ว ขณะที่ ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ ได้แรงหนุนจากอุปสงค์ชิปหน่วยความจำที่แข็งแกร่งตามกระแส AI ทั่วโลก และจากนโยบายปฏิรูปตลาดทุน นอกจากนี้ ควรลงทุน ทองคำ เพื่อกระจายความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ และเงินเฟ้อ ท่ามกลางแนวโน้มการสะสมทองคำอย่างต่อเนื่องในทุนสำรองของธนาคารกลางต่างๆ
ขณะที่พอร์ตเสริม (Opportunistic Portfolio) เหมาะกับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ปานกลางถึงสูงและต้องการหาโอกาสรับผลตอบแทนในระยะสั้น แนะนำลงทุนผ่านกองทุนรวมในธีมที่มีความโดดเด่น เริ่มจาก หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ ที่ได้อานิสงส์โดยตรงจากการเติบโตของการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ซึ่งช่วยหนุนกำไรตลอดห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะกลุ่มชิปหน่วยความจำที่โมเมนตัมกำไรเร่งตัวขึ้นอย่างมีนัย ถัดมาคือ หุ้นกลุ่มพลังงานยั่งยืน ที่เติบโตตามความต้องการใช้ไฟฟ้าทั่วโลกที่พุ่งขึ้นจากการขยายตัวของ AI โดยกลุ่มนี้ยังมี Valuation ที่ถูกกว่าหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี และให้อัตราปันผลที่สูงกว่า นอกจากนี้ ยังแนะนำลงทุน หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีโลก ที่ได้แรงหนุนจากการปรับเพิ่มประมาณการกำไรที่โดดเด่น ทั้งนี้ ควรเน้นบริษัทที่มีศักยภาพเติบโต มีความได้เปรียบเชิงโครงสร้างและไม่ถูกคุกคามจากเทคโนโลยี AI ปิดท้ายด้วยหุ้นตลาดเกิดใหม่ไม่รวมจีน ซึ่ง SCB CIO มีมุมมองบวกต่อเกาหลีใต้ และไต้หวันในฐานะฟันเฟืองหลักของห่วงโซ่อุปทาน AI รวมถึงบางประเทศอย่างบราซิลที่ได้ประโยชน์จากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่อยู่สูง