xs
xsm
sm
md
lg

“พิพัฒน์”ต่อยอด”ยางพารา”สู่ถนนปลอดภัย”ลดบาดเจ็บ-เซฟชีวิต” สั่งทล.-ทช.ขยายปริมาณการใช้ช่วยชาวสวนยาง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



“พิพัฒน์” ดันยางพารา สู่ถนนปลอดภัย ชูผลวิจัยลดการบาดเจ็บ 40% สั่ง”ทล.-ทช.” เร่งทดสอบมาตรฐานขยายการใช้งาน “เนินชะลอความเร็วยางพารา หรือแผ่นยางกันลื่น” สร้างอุปสงค์การใช้ยางพาราภายในประเทศอย่างมหาศาลหนุนราคาช่วยชาวสวนยาง อุ้มเศรษฐกิจฐานราก


วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานประชุมเพื่อขับเคลื่อนนโยบายยกระดับความปลอดภัยบนโครงข่ายคมนาคมทั่วประเทศ ควบคู่ไปกับการดูแลเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของฐานราก โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกรชาวสวนยางพารา ซึ่งล่าสุดเตรียมผลักดันการนำนวัตกรรมและผลงานวิจัยผลิตภัณฑ์ยางพาราเข้าสู่ระบบทดสอบมาตรฐาน เพื่อมาใช้งานจริงบนท้องถนน สร้างมาตรฐานใหม่ในการป้องกันและลดความสูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนน โดยมี นายสมศักดิ์ ปะลาวัน ประธานเครือข่ายสถาบันเกษตรแปรรูปยางพาราไทย กลุ่มตัวแทนสหกรณ์ยางพาราทั่วประเทศ พร้อมด้วยนายจิระพงศ์ เทพพิทักษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม และอธิบดีกรมทางหลวงชนบท รองอธิบดีกรมทางหลวง เข้าร่วม

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ความปลอดภัยของประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนเป็นเรื่องสำคัญ โดยเล็งเห็นถึงศักยภาพของนวัตกรรมจากยางพาราธรรมชาติ ซึ่งมีผลการศึกษาวิจัยรองรับอย่างชัดเจนจากสถาบันชั้นนำ ม.สงขลานครินทร์ ว่าสามารถเพิ่มประสิทธิภาพความปลอดภัยได้อย่างเป็นรูปธรรม เช่น แผ่นยางครอบกำแพงคอนกรีต (RFB) หลักนำทางยางธรรมชาติ (RGP) และ แผ่นยางหุ้มราวเหล็ก (RGC) เป็นต้น ที่มีคุณสมบัติโดดเด่นในการดูดซับแรงกระแทกได้เพิ่มขึ้น 25-45% ลดความรุนแรงของการบาดเจ็บได้ถึง 35-40% และที่สำคัญยังมีความนุ่มนวลซึ่งเป็นมิตรต่อผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ ช่วยลดอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุข้างทางได้อย่างมีประสิทธิภาพ


โดยให้ กรมทางหลวง (ทล.) และ กรมทางหลวงชนบท (ทช.) บูรณาการความร่วมมือในการนำผลิตภัณฑ์นวัตกรรมจากยางพาราเหล่านี้ เข้าสู่กระบวนการทดสอบมาตรฐานการใช้งานจริงในพื้นที่ทดสอบ เพื่อประเมินความคุ้มค่าและประสิทธิภาพให้เป็นไปตามหลักวิศวกรรมจราจรขั้นสูงสุด ก่อนจะขยายผลการติดตั้งไปยังจุดเสี่ยงต่างๆ ทั่วประเทศ รวมถึงพิจารณาต่อยอดผลิตภัณฑ์อื่นๆ เช่น เนินชะลอความเร็วยางพารา หรือแผ่นยางกันลื่น เพื่อให้ครอบคลุมการใช้งานในทุกมิติ

ทั้งนี้หาก ทล. และ ทช. สามารถนำร่องทดสอบมาตรฐานจนนำไปสู่การใช้งานในวงกว้างได้สำเร็จ จะเป็นการสร้างอุปสงค์การใช้ยางพาราภายในประเทศอย่างมหาศาล ซึ่งจะส่งผลดีโดยตรงต่อราคายางพารา และเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของเครือข่ายสถาบันเกษตรกรแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางพาราไทย โดยเฉพาะสหกรณ์ยางพารากว่า 29 แห่ง ที่ได้ลงทุนด้านเครื่องจักรไปแล้ว ให้สามารถเดินหน้ากิจการต่อไปได้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืน