กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กางกลยุทธ์ 3E ผลักดัน SME ไทยเจาะตลาดสหภาพยุโรป (EU) ชี้เป้าสินค้า 5 กลุ่ม ที่มีโอกาสเติบโตในระยะ 3-5 ปีข้างหน้า ยันมีแผนช่วย SME ตั้งแต่เพิ่มพูนความรู้ ช่วยทำตลาดทั้งออฟไลน์ ออนไลน์ หาพันธมิตรการค้า แนะจุดสำคัญการเจาะตลาดให้สำเร็จ สินค้าต้องมีมาตรฐาน ตรวจสอบย้อนกลับได้ และปกป้องสิ่งแวดล้อม
น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยในการเสวนา “เปิดประตูสู่ตลาดสหภาพยุโรป : การเตรียมความพร้อมสู่ความสำเร็จด้านธุรกิจ” ที่จัดโดยสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ว่า DITP มีนโยบายในการสนับสนุนผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SME สู่เวทีโลกด้วยกลยุทธ์ 3E คือ Expand ขยายโอกาสการค้าด้วยการรักษาตลาดเดิมและบุกเบิกตลาดใหม่ ๆ ควบคู่ไปกับกิจกรรมสร้างภาพลักษณ์สินค้าและบริการของไทยในต่างประเทศ Enable ขับเคลื่อนผู้ประกอบการผ่านการใช้เทคโนโลยี ดิจิทัล และแพลตฟอร์มการค้าออนไลน์ เพื่อลดอุปสรรคทางการค้าและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำธุรกิจ และ Empower พัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ ทั้งด้านองค์ความรู้ การสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้า และการสร้างแบรนด์ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีสากล
สำหรับตลาดสหภาพยุโรป (EU) เป็นหนึ่งในตลาดเป้าหมายที่ DITP มุ่งเจาะ เพราะเป็นตลาดที่มีโอกาสและศักยภาพสูงสำหรับไทย มีฐานผู้บริโภคมากกว่า 450 ล้านคน มีกำลังซื้อสูง โดยกลุ่มสินค้าที่มีโอกาสเติบโตในระยะ 3-5 ปีข้างหน้า มี 5 กลุ่ม ได้แก่ 1. สินค้าสีเขียวและยั่งยืน ซึ่ง DITP มีแผนให้ความรู้ SME ต่อเนื่อง และส่งเสริมการนำผลผลิตเหลือใช้มาพัฒนาเป็นสินค้า 2. สินค้าอาหารคุณภาพสูง ทั้งออร์แกนิก อาหารเสริม มีกิจกรรมส่งเสริมการขายร่วมกับห้าง ผู้นำเข้าใน EU จัดเจรจาจับคู่ธุรกิจ เชิญผู้ซื้อผู้นำเข้ามาชมงานแสดงสินค้า นำไปร่วมงานแสดงสินค้า และมีโครงการ SMEs Pro-active ช่วยสนับสนุนการทำตลาด 3. สินค้าชิ้นส่วนยานยนต์และ EV 4. สินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยี และ 5. สินค้าไลฟ์สไตล์พรีเมียม สินค้าแฟชั่น งานดีไซน์ สินค้า Wellness ซึ่ง 3 กลุ่มหลัง มีการจัดเจรจาธุรกิจทั้งออฟไลน์ ออนไลน์ และเชิญผู้ซื้อ ผู้นำเข้าร่วมงานแสดงสินค้า เพื่อสร้างโอกาสในการขายต่อเนื่อง
น.ส.สุนันทา กล่าวว่า DITP ยังมีแผนผลักดัน SME ที่ไม่เคยเข้าสู่ตลาด EU โดยจะช่วยเพิ่มพูนความรู้ในการเข้าสู่ตลาด ทั้งการส่งออก การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การสร้างแบรนด์ กฎระเบียบต่าง ๆ และนำเข้าร่วมกิจกรรมเจรจาการค้าผ่านช่องทางออนไลน์ เพื่อทดลองตลาด และสร้างพันธมิตรทางการค้า และยังมีโครงการ SMEs Pro-active ที่จะช่วยสนับสนุนการออกไปทำตลาดต่างประเทศ รวมทั้งมีแผนส่งเสริมการขายสินค้าผ่านช่องทางอีคอมเมิร์ซ เช่น สินค้าอาหาร และสุขภาพความงาม เข้า Amazon ของสหรัฐฯ ได้สำเร็จ ส่วนตลาด EU มีสินค้าไทยเข้าไปวางจำหน่ายบนแพลตฟอร์ม Amazon ของเยอรมนีแล้ว เช่น ยาดมตราโป๊ยเซียน และมีแผนจะส่งเสริมสินค้าอาหารและเครื่องดื่มกับแพลตฟอร์ม JOYBUY ในประเทศเนเธอร์แลนด์อีกด้วย ขณะเดียวกัน จะร่วมกับห้างใน EU จัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย เพื่อสร้างการรับรู้สินค้าไทย และเปิดโอกาสให้สินค้า SME เข้าสู่ตลาดได้เพิ่มขึ้น
ส่วนการเตรียมตัวของ SME ในการเข้าสู่ตลาด EU สิ่งที่ต้องดำเนินการ คือ ยกระดับมาตรฐานสินค้าให้สอดคล้องกับกฎระเบียบของ EU เพราะเป็นตลาดที่มีมาตรฐานสูงมาก โดยสินค้าต้องผ่านการรับรองมาตรฐาน เช่น CE (เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องจักร และของเล่น) , Organic (อาหาร เกษตร) , Fair Trade (แรงงาน ค่าจ้าง สวัสดิการ) และ Food Safety อาทิ มาตรฐาน HACCP, ISO 22000 และต้องจัดทำระบบตรวจสอบย้อนกลับ มีนโยบายลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม ความโปร่งใส และธรรมาภิบาล รายละเอียดสินค้าต้องชัดเจน ซึ่งทั้งหมดนี้ DITP พร้อมที่จะช่วยเหลือและเป็นพี่เลี้ยงให้กับ SME ทั้งการเพิ่มพูนความรู้ และการชี้เป้าช่องทางการขยายตลาด เพราะมีข้อมูลจากทูตพาณิชย์ที่รายงานเข้ามาตลอดว่าตลาดไหนต้องการสินค้าอะไร โดยมั่นใจว่า จะช่วยส่งเสริมและผลักดันให้ SME ไทย ขยายตลาดเข้าสู่ตลาด EU ได้เพิ่มขึ้นแน่