xs
xsm
sm
md
lg

“คามุคามุ” สู้ 45 แบรนด์ชิงชานม ซุ่มแบรนด์ใหม่เจาะกลุ่มGen Z

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



ผู้จัดการรายวัน 360 – “คามุคามุ” ซุ่มเปิดแบรนด์ใหม่ขยายฐานตลาดเจาะกลุ่ม Gen Z ไตรมาสสามนี้ ส่วนแบรนด์หลัก “คามุ คามุ” เดินหน้าลุย รับมือตลาดชานมแข่งดุมากกว่า 45 แบรนด์หลักที่แย่งตลาดกัน วางเป้าหมาย 3ปี ต้องมีครบ 300 สาขา สู่เป้ารายได้ 1,000 ล้านบาท ผ่านโมเดลลงทุนเองเป็นหลัก พร้อมขยายต่างประเทศ โฟกัสซีแอลเอ็มวี


นายทินกฤต สินทัตตโสภณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คามุ คามุ จำกัด (ชานมไข่มุก KAMU KAMU) เปิดเผยว่า ในไตรมาสสามปีนี้ บริษัทฯมีแผนที่จะเปิดตัวร้านใหม่อีกแบรนด์หนึ่งเชิงไลฟ์สไตล์ซึ่งเป็นแบรนด์ที่จะมาเจาะกลุ่มเป้าหมาย Gen Z คาแรคเตอร์สนุกสนาน สดใส มีพลังมากขึ้น เพื่อขยายฐานตลาดกว้างจากเดิม ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพัฒนาและเตรียมการ อย่างไรก็ตามเป็นเซ็กเมนต์ที่มีอยู่แล้วในตลาดรวม แบรนดื ใหม่นี้จะมาเป็นGrowth Engine อีกทางหนึ่ง เสริมกับแบรนด์เดิมคามุ คามุ ที่ยังเดินหน้าต่อเนื่อง ส่วนร้านคามุ คามุ สเปเชียลตี้นั้นคือร้านที่มีเครื่องดื่มกาแฟจำหน่ายด้วย อยู่ระหว่างการปรับรูปแบบการนำเสนอ

สำหรับ คามุ คามุ วางเป้าหมายขยายธุรกิจร้านชานมไข่มุกคามุคามุ ภายใน 3 ปี จากนี้หรือภายในปี 2572 ตลาดในไทยจะต้องเติบโตมีรายได้รวม 1,000 ล้านบาท และมีสาขารวม 300 แห่งซึ่งปัจจุบันทำธุรกิจมาแล้ว 15 ปี มีสาขาประมาณ 200 สาขา และมีรายได้รวมปีที่แล้วประมาณ 600 ล้านบาท ซึ่งยังไม่นับรวมธุรกิจในต่างประเทศอีกที่มีแล้วคือ กัมพูชา และ ลาว


อย่างไรก็ตาม แม้ว่าในภาพรวมตลาดเครื่องดื่มชานั้น จะมีมูลค่าตลาดมากกว่า 20,000 ล้านบาท เติบโตต่อเนื่อง ขณะที่เซ็กเมนต์ชานม มีมูลค่าไม่น้อยประมาณ 6,000 ล้านบาท ก็เติบโตดีเช่นกัน และมีผู้ประกอบการจำนวนมากทั้งแบรนด์ไทยและต่างประเทศโดยเฉพาะจากจีน กับ ไต้หวัน มองเป็นแบรนด์หลักๆที่มีบทบาทในตลาดไม่ต่ำกว่า 45 แบรนด์ จึงแข่งขันอย่างรุนแรง ผู้บริโภคเองก็มีทางเลือกมากขึ้น และเศรษฐกิจที่มีความผันผวน แต่ตลาดก็ยังโตได้

ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ท้าทาย KAMU KAMU มองว่ากลุ่มเครื่องดื่มยังคงเป็นหนึ่งในหมวด “affordable indulgence” หรือความสุขเล็ก ๆ ที่ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงได้ในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะสินค้าที่สามารถตอบโจทย์ทั้งคุณภาพ ประสบการณ์ และราคาที่เหมาะสม แม้ผู้บริโภคจะระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น แต่ยังคงให้ความสำคัญกับความสุขเล็ก ๆ ในแต่ละวัน เครื่องดื่มจึงเป็นหนึ่งในโมเมนต์ของการพัก เติมพลัง และสร้างความสุขระหว่างวัน


“คามุ คามุเอง ยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก ซึ่งทุกวันนี้เรามีสาขาอยู่ในกรุงเทพมากกว่า 80% ปีนี้เราจะพยายามขยายสาขาในต่างจังหวัดเช่น เชียงราย อุดรธานี มหาสารคาม หรือในจังหวัดที่มีแล้วก็ขยายเพิ่มเช่น เชียงใหม่ หรือขอนแก่น จันทบุรี ระยอง รวมทั้งการขยายทำเลต่างๆให้ลงลึกมากขึ้น เช่น ตามมหาวิทยาลัยต่างๆ โรงพยาบาล คอมมูนิตี้มอลล์ มากขึ้น ส่วนในปั๊มน้ำม้ันจากที่เป็นพัรธมิตรกับ ปตท. ก็มีโอกาสกเปิดในทำเลที่มีศักยภาพมากขี้นด้วย” นายทินกฤต กล่าว
ขณะที่ตลาดต่างประเทศ ตลาดหลักของคามุ คามุ คือ ไทย โดยมีซีแอลเอ็มวีเล็กน้อย ที่กัมพูชากับลาว ซึ่งจะเน้นมากขึ้น แต่ก็ยังมองที่อื่นหากมีโอกาสไม่ว่าจะเป็นสิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ญี่ปุ่น อเมริกา ออสเตรเลีย เป็นต้น

ทั้งนี้แผนงานหลักๆขับเคลื่อนผ่าน 3 กลยุทธ์หลัก ได้แก่

1. การขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง ผ่านรูปแบบร้านที่คล่องตัว โดยมีขนาดเฉลี่ยราว 23 ตารางเมตร เพื่อรองรับทำเลที่หลากหลายและเข้าถึงผู้บริโภคได้มากขึ้น

2. การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างสม่ำเสมอ โดยมีการเปิดตัวเมนูใหม่เฉลี่ยทุก 2 เดือน เพื่อสร้างความสดใหม่และตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

3. การสร้างแบรนด์ผ่านประสบการณ์และการสื่อสารที่ชัดเจน เพื่อให้ KAMU KAMU เป็นแบรนด์เครื่องดื่มที่มีบุคลิกชัดเจน ทันสมัย และอยู่ในใจผู้บริโภคในระยะยาว


โมเดลการขยายสาขามีทั้งบริษัทลงทุนเองเป็นหลัก 150 สาขา และแฟรนไชส์ 50 สาขา จากทั้งหมด 200 สาขาขณะนี้ ซึ่งจะเน้นลงทุนเองเป็นหลัก ในสัดส่วนระดับนี้ ซึ่งขณะนี้คามุ คามุ มีส่วนแบ่งในตลาดชานมไข่มุกประมาณ 10% คามุ คามุ วางตำแหน่งในระดับตลาดพรีเมียมแมส ระดับราคาเฉลี่ยที่ 80 บาท ไม่เกิน 150 บาท กลุ่มเป้าหมายหลักคือ เจนวาย

บริษัทจะมีการออกสินค้าใหม่เฉลี่ย 2 เดือนต่อครั้ง และมีการทำโปรโมชั่นต่อเนื่อง ทั้งในส่วนของหน้าร้าน กับในส่วนของดีลิเวอรี่ ซึ่งช่วยทำให้ยอดขายโตกว่าปกติ 10%-20% โดยเมนูยอดฮิตขายดีคือ ชานมไข่มุก สัดส่วน 60% รองมาคือ มัทฉะ โดยไตรมาสแรกที่ผ่านมายอดขายจากสาขาเดิมมีการเติบโต 24% มียอดขายรวม 160 ล้านบาท กลุ่มเครื่องดื่มชามีอัตราการเติบโต 40% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สูงกว่าการเติบโตของหมวดเครื่องดื่มโดยรวมของแบรนด์ที่ 10% สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของ “ชา” ในฐานะหมวดสินค้าที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ และยังมีโอกาสเติบโตต่อเนื่อง แม้ในภาวะเศรษฐกิจที่ท้าทาย


พฤติกรรมผู้บริโภคยังสะท้อนให้เห็นว่าเครื่องดื่มชามีบทบาทมากขึ้นในชีวิตประจำวัน โดยลูกค้าของ KAMU KAMU มีความถี่ในการบริโภคเฉลี่ย 2–3 ครั้งต่อสัปดาห์ และมีค่าใช้จ่ายต่อบิลเฉลี่ย 80 บาท ตอกย้ำศักยภาพของแบรนด์ในฐานะเครื่องดื่มคุณภาพที่เข้าถึงได้ และสามารถเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ประจำวันของผู้บริโภค

นายทินกฤต กล่าวว่า “ผู้บริโภคในปัจจุบันให้ความสำคัญกับความพรีเมียม คุณภาพของวัตถุดิบ และประสบการณ์ในการดื่มมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภควัยทำงานและคนรุ่นใหม่ ซึ่งจากฐานข้อมูลลูกค้าของ KAMU KAMU พบว่ามีสัดส่วนรวมกว่า 80% ของฐานลูกค้าทั้งหมด การยกระดับ ‘ชา’ ให้เป็นหัวใจของแบรนด์จึงเป็นทั้งการต่อยอดจากจุดแข็งเดิม และเป็นทิศทางสำคัญของการเติบโตในอนาคต”

การวางทิศทางดังกล่าวสะท้อนความตั้งใจของ KAMU KAMU ในการต่อยอด “ชา” จากเมนูหลักของแบรนด์ ไปสู่แกนการเติบโตในระยะยาว ผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ การรักษามาตรฐานคุณภาพ และการสร้างประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคในชีวิตประจำวัน