บริษัท ออริจิ้น โกลบอล เอมไพร์ จำกัด (มหาชน) หรือ EMPIRE มีธุรกรรมที่ถูกตั้งข้อสงสัยด้านความโปร่งใสอยู่บ่อยครั้ง ล่าสุดถูกสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) สั่งให้เปิดเผยข้อมูลการเข้าทำธุรกรรมรายการได้มาและรายการจำหน่ายไปซึ่งสินทรัพย์อันมีนัยสำคัญ โดยก่อนหน้านี้ถูกตลาดหลักทรัพย์ฯ สั่งให้ชี้แจงข้อมูลในงบการเงินปี 2568 เกี่ยวกับธุรกรรมการซื้อหุ้นบริษัทแห่งหนึ่งมาแล้ว
ก.ล.ต. สั่งการให้ EMPIRE ชี้แจงข้อมูลเกี่ยวกับการจะเข้าทำธุรกรรมการจำหน่ายหุ้นสามัญทั้งหมดของบริษัทย่อย 3 แห่ง ได้แก่ บริษัท ออกานิกส์ อินโนเวชั่นส์ จำกัด (OIN) บริษัท ออกานิกส์ กรีนส์ ฟาร์ม จำกัด (OGF) และบริษัท ด็อกเตอร์ เจล จำกัด (DRJ) รวมทั้งรายการได้มาซึ่งหุ้นบริษัท มัลทิตา จำกัด (MTT) และหุ้นเพิ่มทุนของบริษัท เอสพีที เอกซ์ จำกัด (มหาชน) (SPTX) ภายในวันที่ 13 พฤษภาคม 2569
คณะกรรมการ EMPIRE มีมติอนุมัติการจำหน่ายหุ้น OIN ทั้งหมด จำนวน 50,000 หุ้น ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ถือร้อยละ 100 ในราคาซื้อขายหุ้นละ 2,500 บาท คิดเป็นมูลค่ารวมไม่เกิน 125 ล้านบาท ให้ SPTX พร้อมทั้งให้ EMPIRE ตกลงรับโอนหนี้จำนวนไม่เกิน 9.1 ล้านบาท ตามสัญญากู้ยืมเงินระหว่าง MTT ในฐานะผู้ให้กู้ และ SPTX ในฐานะผู้กู้ โดยวิธีการแปลงหนี้ใหม่ ซึ่งมีผลให้หนี้เดิมของ SPTX ระงับลงและ EMPIRE เข้ามาเป็นลูกหนี้ของ MTT แทน SPTX
การทำรายการครั้งนี้ SPTX จะชำระค่าตอบแทนด้วยวิธีการโอนหุ้นสามัญของ MTT มูลค่าไม่เกิน 134.1 ล้านบาท ให้ EMPIRE เพื่อเป็นการชำระค่าตอบแทนสำหรับธุรกรรม
EMPIRE ได้รับอนุมัติจากผู้ถือหุ้นในการประชุมวิสามัญเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2567 ให้เข้าลงทุนในกลุ่มบริษัท DRJ เนื่องจากคณะกรรมการบริษัทเห็นว่า กลุ่มบริษัท DRJ จะสร้างรายได้ให้กับ EMPIRE
แต่เพียงระยะเวลา 1 ปีต่อมา คณะกรรมการ EMPIRE มีมติเปลี่ยนนโยบายการดำเนินธุรกิจจากการผลิตและจำหน่ายอาหารเสริม มามุ่งเน้นเฉพาะธุรกิจเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) เท่านั้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ที่ผู้ถือหุ้นคาดหวังว่าจะได้รับจากการลงทุนในกลุ่มบริษัท DRJ ที่ได้รับการอนุมัติไว้ก่อนหน้า
ปัจจุบันกลุ่มบริษัท DRJ มีผลประกอบการที่เติบโตและเป็นรายได้หลักของ EMPIRE ดังนั้น การที่คณะกรรมการ EMPIRE แจ้งว่าการจำหน่ายกลุ่มบริษัท DRJ ออกไปเพื่อเปลี่ยนนโยบายการลงทุนไปสู่กลุ่มธุรกิจ IT ของ MTT ซึ่งยังคงมีความเสี่ยงในลักษณะของธุรกิจสตาร์ทอัพ ขณะเดียวกันธุรกิจ IT ที่ EMPIRE ซื้อมาพร้อมกับกลุ่มบริษัท DRJ ก็ยังไม่สามารถดำเนินการได้ตามที่ได้แจ้งต่อผู้ถือหุ้นในครั้งนั้น
คณะกรรมการ EMPIRE จึงมีหน้าที่ต้องชี้แจงเหตุผลและข้อเท็จจริงต่อผู้ถือหุ้นว่า การจำหน่ายกลุ่มบริษัท DRJ เพื่อนำธุรกิจของ MTT เข้ามานั้น เป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของ EMPIRE หรือไม่
ผลประกอบการของ EMPIRE ย่ำแย่มา 3 ปีติดต่อกัน โดยขาดทุนต่อเนื่อง จนส่วนของผู้ถือหุ้นต่ำกว่าทุนจดทะเบียน และถูกตลาดหลักทรัพย์ขึ้นเครื่องหมาย CB เมื่อวันที่ 6 มีนาคมที่ผ่านมา
แม้จะเป็นบริษัทจดทะเบียนที่มีธุรกรรมการซื้อขายทรัพย์สินซึ่งถูกตั้งข้อสงสัยด้านความไม่โปร่งใสอยู่บ่อยครั้ง แต่หุ้น EMPIRE จัดเป็นหุ้นตัวหนึ่งที่มีมูลค่าการซื้อขายหนาแน่น ขณะที่ราคาหุ้นในบางช่วงถูกลากขึ้นอย่างร้อนแรง โดยในรอบ 12 เดือน ราคาเคยขึ้นไปสูงสุดที่ 1.83 บาท แต่ทรุดลงมาตลอด จนสร้างจุดต่ำสุดที่ 43 สตางค์
จำนวนผู้ถือหุ้นรายย่อยของ EMPIRE ลดเหลือ 2,437 ราย จากวันปิดสมุดทะเบียน 18 มีนาคม 2568 จากเดิม 4,433 คน (จากวันปิดสมุดทะเบียน 14 มีนาคม 2567) โดยผู้ถือหุ้นรายย่อยที่ลดลงประมาณ 2,000 ราย อาจประเมินว่า แนวโน้มผลประกอบการของบริษัทไม่สดใส และมีธุรกรรมที่ต้องสงสัยของฝ่ายบริหารจำนวนมาก จึงตัดสินใจเทขายหุ้นทิ้ง
นายกระทรวง จิรุศิวะ ซึ่งสร้างตัวจนเป็นที่รู้จักในฐานะนักลงทุนซื้อขายหุ้นรายวันหรือเดย์เทรด ได้ก้าวขึ้นมาเป็นนักลงทุนรายใหญ่ ถือหุ้นใหญ่อันดับ 2 ใน EMPIRE สัดส่วน 9.23% ของทุนจดทะเบียน
การสั่งให้ EMPIRE ชี้แจงข้อมูลธุรกรรมที่ถูกตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับความโปร่งใสในการซื้อขายหุ้นบริษัทต่าง ๆ ซึ่งเกิดขึ้นบ่อยครั้ง สะท้อนให้เห็นว่า ก.ล.ต. กำลังเฝ้าติดตามธุรกรรมของบริษัทจดทะเบียนแห่งนี้อย่างใกล้ชิด
และไม่มีใครบอกได้ว่า ก.ล.ต. กำลังติดตามการซื้อขายหุ้น EMPIRE อยู่ด้วยหรือไม่