GULF รับรู้ Core Profit ไตรมาส 1/2569 สูงสุดเป็นประวัติการณ์ จำนวน 9,326 ล้านบาท เติบโต 43% จากปีก่อนจากธุรกิจพลังงาน และส่วนแบ่งกำไรจาก AIS ชี้ไตรมาส2/69โตต่อเนื่องจากธุรกิจพลังงานและรับรู้ผลกำไรจากการจำหน่ายหุ้น 51% ในโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำปากลายที่ลาว
นางสาวยุพาพิน วังวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (GULF) เปิดเผยผลประกอบไตรมาส 1/2569 บริษัทมีรายได้รวม 39,041 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และมีกำไรจากการดำเนินงาน (core profit) อยู่ที่ 9,326 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 43% จาก 6,506 ล้านบาท สาเหตุหลักมาจากการเติบโตของธุรกิจพลังงาน ทั้งกลุ่มโรงไฟฟ้าก๊าซฯและโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน
โดยธุรกิจโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ บริษัทฯ รับรู้ส่วนแบ่งกำไร core profit จากกลุ่ม GJP จำนวน 614 ล้านบาทในไตรมาส 1/2569 เติบโต 251% จากในไตรมาส 1/2568 เนื่องจากโครงการ IPP ทั้ง 2 โครงการภายใต้กลุ่ม GJP ได้แก่ โรงไฟฟ้ากัลฟ์ อุทัย (GUT) และโรงไฟฟ้ากัลฟ์ หนองแซง (GNS) มีปริมาณการขายไฟฟ้าให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เพิ่มขึ้น ส่วนกลุ่มโรงไฟฟ้า SPP จำนวน 7 โครงการภายใต้กลุ่ม GJP มีปริมาณการขายไฟฟ้าให้กลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้น จากความต้องการที่เพิ่มขึ้นของกลุ่มลูกค้าในหลายอุตสาหกรรม โดยมี load factor เฉลี่ยสำหรับกลุ่มลูกค้าอุตฯเพิ่มขึ้นจาก 56% ในไตรมาส 1/2568 เป็น 62% ในไตรมาสนี้
นอกจากนี้ โครงการโรงไฟฟ้ากัลฟ์ ศรีราชา (GSRC) และโครงการโรงไฟฟ้ากัลฟ์ ปลวกแดง (GPD) ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้า IPP ภายใต้กลุ่ม IPD มีกำไรเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากปริมาณการขายไฟฟ้าให้ กฟผ. ที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังรับรู้ส่วนแบ่งกำไร core profit จากโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ Jackson Generation ในประเทศสหรัฐอเมริกา จำนวน 208 ล้านบาท ในไตรมาส 1/2569 ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก 30 ล้านบาท ในไตรมาส 1/2568 จากค่า Capacity Payment ที่ปรับเพิ่มขึ้นจาก 29 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเมกะวัตต์ต่อวัน ในไตรมาส 1/2568 เป็น 270 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเมกะวัตต์ต่อวัน ในไตรมาส 1/2569 แม้ว่าปริมาณการจำหน่ายไฟฟ้าในไตรมาส 1/2569 จะลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากระยะเวลาในการปิดซ่อมบำรุงที่นานขึ้นในไตรมาสนี้
ในส่วนของธุรกิจพลังงานหมุนเวียน ในไตรมาส 1/2569 บริษัทฯ รับรู้ผลกำไรเต็มไตรมาสจากโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน (solar farms) และโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดินร่วมกับระบบกักเก็บพลังงาน(solar BESS) ในประเทศ ซึ่งได้เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์เพิ่มเติมอีก 7 โครงการ ในช่วงปลายปี 2568 รวมกำลังการผลิตติดตั้ง 597 เมกะวัตต์ ส่งผลให้ปัจจุบันบริษัทฯ มีโครงการ solar farms และ solar BESS ที่ทยอยเปิดดำเนินการไปแล้วรวม 12 โครงการ กำลังการผลิตติดตั้งรวม 1,129 เมกะวัตต์
สำหรับโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมแม่โขงในประเทศเวียดนาม บริษัทฯ ได้บรรลุข้อตกลงอัตราค่าไฟฟ้าใหม่กับการไฟฟ้าเวียดนาม (EVN) ที่ 7.2 เซนต์สหรัฐฯ ต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง เพิ่มขึ้นจากอัตราค่าไฟฟ้าเดิมที่เคยถูกปรับลดลงชั่วคราวมาอยู่ที่ 3.9 เซนต์สหรัฐต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง ส่งผลให้ในไตรมาสนี้ บริษัทฯ บันทึกรายได้ค่าไฟย้อนหลังตั้งแต่เดือนมกราคม 2567 ถึงเดือนมกราคม 2569 เป็นจำนวน 636 ล้านบาท และบริษัทฯ รับรู้ส่วนแบ่งกำไร core profit จากโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม Borkum Riffgrund 2 (BKR2) ในประเทศเยอรมนีจำนวน 381 ล้านบาท ในไตรมาส 1/2569 เพิ่มขึ้น 79% และรับรู้ผลกำไรจากโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวลกัลฟ์ จะนะ กรีน (GCG) จำนวน 50 ล้านบาท ในไตรมาส 1/2569 ซึ่งพลิกจากผลขาดทุนจำนวน 30 ล้านบาทในไตรมาส 1/2568
ในส่วนของธุรกิจทรัพยากร ในไตรมาส 1/2569 บริษัทฯ รับรู้ส่วนแบ่งกำไร core profit จากโครงการ PTT NGD จำนวน 124 ล้านบาท ลดลง 49% จาก 242 ล้านบาท ในไตรมาส 1/2568 ส่วนธุรกิจจัดหาและขนส่งก๊าซธรรมชาติภายใต้ GLNG และ HKH ในไตรมาส 1/2569 บริษัทฯ ได้นำเข้า LNG รวมทั้งสิ้น 18 ลำ หรือประมาณ 1.2 ล้านตัน ส่งผลให้บริษัทฯ รับรู้ผลกำไรจำนวน 204 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 140% จาก 85 ล้านบาท ในไตรมาส 1/2568 จากปริมาณการนำเข้า LNG ที่เพิ่มขึ้นและการดำเนินกลยุทธ์ LNG optimization
ในไตรมาส 1/2569 บริษัทฯ รับรู้ส่วนแบ่งกำไร core profit จาก AIS จำนวน 4,461 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 35% มีสาเหตุหลักมาจากผลประกอบการที่ดีขึ้นของ AIS จากการเพิ่มขึ้นของ ARPU ทั้งจากธุรกิจโทรศัพท์มือถือและธุรกิจ Fixed Broadband ประกอบกับต้นทุนการดำเนินงานที่ลดลงจากต้นทุนโครงข่ายและคลื่นความถี่ที่ลดลง
ส่งผลให้ในไตรมาส 1/2569 บริษัทฯ มีกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) จำนวน 16,134 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27% เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน และมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ (รวมผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน) ในไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 9,117 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 39%
“บริษัทฯ ยังคงประมาณการการเติบโตของรายได้รวมในปี 2569 อยู่ที่ประมาณ 10-15% จากการทยอยรับรู้รายได้จากกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นจากการเปิดดำเนินการของโครงการใหม่ ซึ่งในปีนี้โครงการโรงไฟฟ้าของบริษัทฯ จะเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์เพิ่มเติมรวมประมาณ 700 เมกะวัตต์ ได้แก่ โครงการ solar farms และ solar BESS ในประเทศจำนวน 6 โครงการ กำลังการผลิตติดตั้งรวม 623 เมกะวัตต์ โครงการโรงไฟฟ้าขยะชุมชนเชียงใหม่ เวสท์ ทู เอ็นเนอร์จี (CM WTE) กำลังการผลิตติดตั้ง 10 เมกะวัตต์ และโครงการ solar rooftop ภายใต้ GULF1 คาดว่าจะทยอยจ่ายไฟฟ้าให้กับลูกค้าเพิ่มอีก 60-70 เมกะวัตต์ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการเติบโตของรายได้ของบริษัทฯ”
นางสาวยุพาพิน กล่าวว่าแนวโน้มผลประกอบการในไตรมาส 2/2569 บริษัทฯ คาดว่าผลการดำเนินงานจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากกลุ่มธุรกิจพลังงาน ทั้งจากปริมาณการจำหน่ายไฟฟ้าให้ กฟผ. ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นตามความต้องการใช้ไฟฟ้าในประเทศในช่วงฤดูร้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเดือนเมษายน ประกอบกับผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งของโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ Jackson Generation ในประเทศสหรัฐอเมริกา จากค่า Capacity Payment ที่จะปรับเพิ่มขึ้นจาก 270 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเมกะวัตต์ต่อวัน เป็น 329 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเมกะวัตต์ต่อวัน ในเดือนมิถุนายนนี้ ซึ่งเป็นผลมาจากความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจาก data center ในตลาด PJM
นอกจากนี้ ในไตรมาส 2/2569 บริษัทฯ จะรับรู้ผลกำไรจากการจำหน่ายหุ้น 51% ในโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำปากลายให้ J-Power ประมาณ 1,900 ล้านบาท รวมถึงการรับรู้รายได้จากเงินปันผลรับจาก KBANK ประมาณ 2,800 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างกระแสเงินสดและผลการดำเนินงานโดยรวมให้เป็นไปตามเป้าหมาย
ทั้งนี้ บริษัทฯ ยังคงมุ่งสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่องและมั่นคงในระยะยาว สำหรับธุรกิจพลังงาน บริษัทฯ มีแผนที่จะเข้าร่วมพัฒนาโครงการต่าง ๆ ตามนโยบายของภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนภายในประเทศเพื่อสนับสนุนเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ โครงการโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติเพื่อเสริมความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในช่วงเปลี่ยนผ่านพลังงาน (energy transition) รวมถึงโครงการนำร่อง direct PPA ประมาณ 2,000 เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นการซื้อขายไฟฟ้าพลังงานสะอาดโดยตรงระหว่างผู้ผลิตและผู้ใช้ไฟฟ้า เพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงานสะอาดที่เพิ่มขึ้นจากกลุ่มธุรกิจ data center นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีแผนที่จะเข้าร่วมพัฒนาโครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชน กำลังการผลิตรวม 1,500 เมกะวัตต์ ซึ่งรัฐบาลเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้าร่วมพัฒนาเพื่อกระจายไฟฟ้าสะอาดสู่ภาคครัวเรือนทั่วประเทศ ขณะเดียวกัน บริษัทฯ มุ่งขยายฐานการลงทุนไปยังตลาดต่างประเทศที่มีศักยภาพสูง โดยเฉพาะในยุโรปและสหราชอาณาจักร พร้อมแผนจัดตั้งสำนักงานที่กรุงลอนดอน เพื่อเป็นศูนย์กลางในการบริหารจัดการการลงทุนและขับเคลื่อนการขยายธุรกิจในภูมิภาคยุโรปอย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว
บริษัทฯ ยังเห็นโอกาสการเติบโตในธุรกิจดิจิทัล ผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลอย่างครบวงจร โดยมุ่งเน้นการพัฒนา data center ระดับ hyperscale และตั้งเป้าขยายกำลังการให้บริการมากกว่า 1,000 เมกะวัตต์ภายใน 3-5 ปีข้างหน้า ควบคู่กับการให้บริการระบบคลาวด์ทั้งในรูปแบบ public cloud และ private cloud โดยร่วมมือกับผู้ให้บริการคลาวด์ชั้นนำระดับโลก ได้แก่ Oracle, Google และ Microsoft เพื่อพัฒนาบริการคลาวด์ที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างครอบคลุมทั้งลูกค้าองค์กร ลูกค้า SMEs หน่วยงานภาครัฐ และรัฐวิสาหกิจ พร้อมต่อยอดสู่เทคโนโลยี AI ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลก อาทิ Google, Kore.ai และ Agibot เพื่อพัฒนาโซลูชันดิจิทัลในการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลในระยะยาว