ความรู้สึกต่อบิทคอยน์ในโลกออนไลน์พุ่งสู่ระดับ “กระทิงสุดขีด” ในรอบ 4 เดือน หลังราคาดีดตัวทะลุ 80,000 ดอลลาร์อย่างรวดเร็ว เปลี่ยนบรรยากาศจากความหวาดกลัวเป็นความ “กลัวตกขบวน” หรือ FOMO ในชั่วพริบตา ข้อมูลจากซานติเมนต์ (Santiment) เผยอัตราส่วนความเห็นบวก-ลบแตะ 1.37 สูงสุดนับตั้งแต่ต้นปี 2569 พร้อมส่งสัญญาณว่า นักลงทุนจำนวนไม่น้อยกำลังเข้าซื้อเมื่อราคาวิ่งไปไกลแล้ว ซึ่งเพิ่มความเสี่ยง “จุดสูงสุดเฉพาะที่” และแรงเทขายทำกำไรที่อาจตามมาอย่างไม่ทันตั้งตัว ขณะที่ฝั่ง Bitfinex มองว่า การดีดตัวรอบนี้มีลักษณะ “หลอกล่อ” และตลาดยังไม่ได้วางรากฐานสำหรับขาขึ้นอย่างแท้จริง ด้านนักวิเคราะห์เทคนิคฟันธง บิทคอยน์ต้องทะลุ 89,000 ดอลลาร์ให้ได้ก่อน จึงจะยืนยันฐานที่มั่นคงได้ มิฉะนั้นอาจเป็นเพียงกับดักกระทิงอีกระลอก
ความเชื่อมั่นของนักลงทุนในโลกคริปโตปรับเปลี่ยนฉับพลันอีกครั้ง เมื่อ Santiment แพลตฟอร์มวิเคราะห์ข้อมูลเชิงสังคม เปิดเผยว่าดัชนีวัดความรู้สึกเชิงบวกต่อบิทคอยน์ (BTC) พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 4 เดือน ณ วันที่ 7 พฤษภาคม 2569 หลังจากราคาสกุลเงินดิจิทัลเบอร์หนึ่งของโลกดีดตัวทะลุแนว 80,000 ดอลลาร์ในช่วงต้นสัปดาห์เดียวกัน
ตัวเลขจากระบบแมชชีนเลิร์นนิงของซานติเมนต์ชี้ว่า อัตราส่วนระหว่างความคิดเห็น “กระทิง” ต่อ “หมี” (Positive/Negative Sentiment) บนโซเชียลมีเดียแพลตฟอร์มหลัก ณ ปัจจุบันอยู่ที่ 1.37 ซึ่งนับเป็นระดับสูงที่สุดนับตั้งแต่ช่วงต้นเดือนมกราคม 2569 อันเป็นจังหวะที่ตลาดยังได้รับแรงหนุนจากการปิดฉากปลายปี 2568 อย่างแข็งแกร่ง ตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิงกับช่วงกลางเดือนเมษายน 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งดัชนีตัวนี้เคยทรุดฮวบลงสู่แดนลบอย่างรุนแรงหลังเกิดเหตุแฮ็ก KelpDAO จนซานติเมนต์เคยตั้งข้อสังเกตในตอนนั้นว่า “ความตื่นตระหนก” ที่แผ่ขยายเป็นวงกว้าง แท้จริงแล้วเป็นสภาพแวดล้อมที่ดีต่อการฟื้นตัวของราคา เพราะได้ทำหน้าที่ “เขย่า” นักเก็งกำไรที่ไม่แข็งแกร่งให้หลุดออกจากตลาด
และแล้วปรากฏการณ์นั้นก็เกิดขึ้นจริง เมื่อราคาของบิทคอยน์ดีดกลับขึ้นมาอย่างรวดเร็ว แต่ซานติเมนต์ก็ได้ตอกย้ำถึงอีกด้านหนึ่งของเกมจิตวิทยามวลชนเชิงลึกว่า ทันทีที่ความกลัวสลายหายไปและ FOMO (Fear of Missing Out) หรือ “อาการกลัวตกขบวน” เข้าครอบงำพื้นที่ นักลงทุนรายย่อยจำนวนมากมัก “เปิดสถานะช้าไป” ท่ามกลางการปรับตัวขึ้นของราคา ซึ่งเป็นการเพิ่มโอกาสของการเกิด “จุดสูงสุดเฉพาะที่” (Local Top) การเทขายทำกำไร และความผันผวนแบบฉับพลันโดยไม่ทันตั้งเนื้อตั้งตัว
“นี่ไม่ได้หมายความว่าตลาดขาขึ้นระลอกนี้จะสิ้นสุดลง แต่มันหมายความว่า แผนภูมิความเสี่ยงในปัจจุบันนั้นปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อนที่นักลงทุนส่วนใหญ่ยังคงจมอยู่กับความหวาดหวั่น” นี่คือการตั้งธงเตือนที่กำลังบอกนักลงทุนว่าแม้ท้องฟ้าจะดูสดใส แต่เมฆหมอกแห่งความผันผวนก็พร้อมจะก่อตัวขึ้นได้ทุกเมื่อ
ในด้านข้อมูลราคา บิทคอยน์เคลื่อนไหวอยู่ที่ประมาณ 81,000 ดอลลาร์ ณ เวลาที่เขียนรายงานนี้ โดยปรับตัวขึ้นราว 7.5% ในรอบ 7 วัน และก้าวกระโดดถึง 18% ในรอบ 1 เดือนที่ผ่านมา เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 มันยังได้แตะระดับ 82,000 ดอลลาร์เป็นเวลาสั้น ๆ ซึ่งถือเป็นจุดสูงสุดในรอบ 3 เดือน ก่อนจะอ่อนตัวลงมาเล็กน้อย โดยมีกรอบการซื้อขายใน 24 ชั่วโมงตามข้อมูลของ CoinGecko อยู่ระหว่าง 80,800 ถึง 82,800 ดอลลาร์
ทว่าภาพของการฟื้นตัวอาจไม่ได้สดใสอย่างที่ปรากฏ นักวิเคราะห์จากบิตไฟแนกซ์ (Bitfinex) กลับมองว่า การดีดขึ้นไปยังระดับ 80,000 ดอลลาร์นั้น “ทำให้เข้าใจผิด” (misleading) และตั้งข้อสังเกตว่าตำแหน่งของตลาดโดยรวมไม่ได้บ่งชี้ถึงการเตรียมพร้อมสำหรับแนวโน้มขาขึ้นที่แข็งแกร่งแต่อย่างใด ตรงกันข้าม อาจเป็นเพียงแค่ “หลุมอากาศ” ที่ลวงให้นักลงทุนกระโจนเข้าใส่ก่อนที่จะเกิดแรงขายตามมา
ขณะเดียวกัน นักวิเคราะห์ทางเทคนิคอีกกลุ่มหนึ่งกำลังเฝ้าจับตามองว่า บิทคอยน์จะสามารถยึดคืนระดับราคาที่รับรู้ (Realized Price) ในระดับสูงได้หรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแนวต้านที่เชื่อมโยงกับกลุ่มนักลงทุนซึ่งเข้าซื้อในช่วงปลายปี 2568 ถึงต้นปี 2569 และยังคงแบกรับภาวะขาดทุน (Underwater Holders) อยู่ โดย IT Tech นักวิเคราะห์ตลาดอิสระ ได้ให้มุมมองที่เฉียบคมว่า บิทคอยน์จำเป็นต้องทะลุผ่านและยืนเหนือระดับ 89,000 ดอลลาร์ให้ได้อย่างมั่นคงเสียก่อน จึงจะสามารถยืนยัน “ฐานที่มั่นคง” (Durable Bottom) ได้อย่างแท้จริง
เขาชี้ให้เห็นว่าในโซนราคาตั้งแต่ 89,000 ไปจนถึง 112,000 ดอลลาร์นั้น เป็นบริเวณที่มี “ผู้ซื้อติดดอย” กระจุกตัวอยู่หนาแน่น พวกเขาเหล่านี้กำลังอดทนรอจังหวะที่จะ “ปลดล็อก” ตำแหน่งของตัวเองทันทีที่ราคาฟื้นกลับมา ซึ่งอาจกลายเป็นแรงขายมหาศาลที่พร้อมจะสกัดการเดินหน้าของขาขึ้นรอบนี้เอาไว้ได้ทุกเมื่อ
กล่าวโดยสรุป การกลับมาของ FOMO ไม่ใช่สัญญาณว่าโลกคริปโตจะโรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่เป็นเครื่องเตือนว่าเกมนี้เต็มไปด้วยกับดักทางจิตวิทยาที่พร้อมจะเปลี่ยน “ขาขึ้น” ให้กลายเป็น “ขาลง” ได้ในพริบตา หากนักลงทุนไม่ประเมินความเสี่ยงของตนเองด้วยความสุขุมเยือกเย็นไม่ประมาทในการลงทุน