OKX เผยพฤติกรรมผู้บริโภคที่พลิกโฉม สถิติชี้ชัดว่าการใช้จ่ายด้วย คริปโตในปัจจุบันไม่ได้กระจุกตัวอยู่เพียงแค่สินค้าหรูหรา แต่แทรกซึมลึกซึ้งเข้าสู่การจับจ่ายใช้สอยในชีวิตประจำวัน ทั้งร้านอาหาร และซูเปอร์มาร์เก็ต สะท้อนให้เห็นถึงการบูรณาการสินทรัพย์ดิจิทัลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจระดับรากหญ้า ซึ่งกำลังท้าทายบัตรเครดิตแบบดั้งเดิมอย่างมีนัยสำคัญ
ข้อมูลธุรกรรมล่าสุดที่ถูกเปิดเผยเมื่อวันพุธที่ผ่านมา สะท้อนภาพความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของพฤติกรรมการใช้จ่ายในยุโรปอย่างเด่นชัด โดยพบว่าในช่วงเดือนแรกของการเปิดตัวบัตร OKX ผู้ใช้งานส่วนใหญ่เทเม็ดเงินไปกับการซื้อหาของชำ การรับประทานอาหารในร้าน และการจับจ่ายในชีวิตประจำวันเป็นหลัก
สถิติชี้ชัดว่า ตลอดช่วงเดือนแรกของการใช้งานบัตรทั่วทั้งเขตเศรษฐกิจยุโรป หรือ EEA สัดส่วนการทำธุรกรรมผ่านบัตร OKX สูงถึงร้อยละ 26 เกิดขึ้นที่ร้านขายของชำและซูเปอร์มาร์เก็ต ตามมาด้วยกลุ่มร้านอาหารและฟาสต์ฟู้ดที่ครองสัดส่วนรวมกันร้อยละ 18 ซึ่งเป็นตัวเลขที่แซงหน้าหมวดหมู่การท่องเที่ยวและมาร์เก็ตเพลสออนไลน์ไปอย่างขาดลอย ข้อมูลการวิเคราะห์นี้ครอบคลุมธุรกรรมที่ชำระราคาเสร็จสิ้นแล้วระหว่างวันที่ 28 มกราคม ถึง 26 กุมภาพันธ์ โดยเจาะลึกในกลุ่มร้านค้าชั้นนำ 20 ประเภทแรก ทั้งในแง่ของจำนวนธุรกรรม ปริมาณเม็ดเงิน และจำนวนผู้ใช้งานที่ไม่ซ้ำหน้า
โฆษกของบริษัท OKX ได้ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว Cointelegraph ว่า ฐานข้อมูลชุดนี้ครอบคลุมทุกตลาดในกลุ่ม EEA ที่บัตรเปิดให้บริการ โดยภาพรวมดังกล่าวได้ดักจับพฤติกรรมการใช้จ่ายรายวันที่เป็นกระแสหลัก รวมถึงธุรกรรมที่มีมูลค่าสูงผิดปกติบางรายการ เช่น การชำระค่าสาธารณูปโภค แต่ได้ตัดการทำธุรกรรมประเภทการโอนเงินระหว่างบุคคลออกไปจากการคำนวณ
เมื่อเจาะลึกลงไปในรายละเอียด ข้อมูลของ OKX ยังสะท้อนให้เห็นถึงรูปแบบการบริโภคที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของแต่ละประเทศ ซึ่งซ่อนอยู่เบื้องหลังค่าเฉลี่ยรวม ยกตัวอย่างเช่น ในประเทศฝรั่งเศส การทำธุรกรรมที่ร้านเบเกอรีมีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 5 ของธุรกรรมผ่านบัตร OKX ทั้งหมด ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยรวมของกลุ่ม EEA ที่อยู่เพียงร้อยละ 2 อย่างมีนัยสำคัญ สิ่งนี้ตอกย้ำถึงวัฒนธรรมการบริโภคขนมปังและร้านกาแฟที่ฝังรากลึกในสังคมฝรั่งเศส
ในขณะเดียวกัน ประเทศเยอรมนีมีสัดส่วนการทำธุรกรรมบนมาร์เก็ตเพลสออนไลน์สูงถึงร้อยละ 30 ซึ่งมากกว่าค่าเฉลี่ยของ EEA ที่ร้อยละ 13 ถึงสองเท่าตัว ทางด้านประเทศเนเธอร์แลนด์ก็ทุบสถิติด้วยสัดส่วนการใช้จ่ายในซูเปอร์มาร์เก็ตที่พุ่งสูงถึงร้อยละ 37 ซึ่งถือเป็นสัดส่วนการซื้อของชำที่สูงที่สุดในฐานข้อมูลชุดนี้ ส่วนประเทศโปแลนด์โดดเด่นในเรื่องการใช้งานบัตรแบบเจอหน้าสำหรับสินค้ามูลค่าต่ำ โดยพบว่าร้อยละ 16 ของการชำระเงินผ่านบัตร OKX เกิดขึ้นที่ร้านสะดวกซื้อ และอีกราวร้อยละ 9 เกิดขึ้นที่สถานีบริการน้ำมัน ซึ่งทั้งสองหมวดหมู่นี้มีตัวเลขสูงกว่าค่าเฉลี่ยรวมของทวีปยุโรป
โฆษกขององค์กรขยายความว่า พฤติกรรมการสลับขั้วจากการใช้เงินเฟียตมาเป็น คริปโต ในการชำระเงินรายวันถือเป็นเทรนด์ใหม่ที่กำลังก่อตัว พร้อมชี้ว่าชุดข้อมูลเหล่านี้เป็นการท้าทายทัศนคติเหมารวมที่มักมองว่าบัตรคริปโต เป็นเครื่องมือสำหรับซื้อหาสินค้าฟุ่มเฟือยเพียงอย่างเดียว ทว่าในความเป็นจริง มันกำลังชี้เป้าไปที่การซื้อกาแฟและของใช้ในบ้านโดยกลุ่มคนทั่วไปในชีวิตประจำวัน
ทางบริษัทประเมินว่า ความแตกต่างในระดับประเทศสะท้อนถึงอุปนิสัยและวัฒนธรรมดั้งเดิมของผู้คน แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือ มันเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าการชำระเงินด้วยบัตรที่อิงกับสเตเบิลคอยน์ กำลังเริ่มเข้ามาแย่งชิงพื้นที่และเบียดขับบัตรชำระเงินแบบดั้งเดิมออกจากกิจวัตรประจำวันของผู้บริโภค ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การใช้เพื่อซื้อของชิ้นใหญ่แบบนานๆ ครั้งอีกต่อไป
ภาพสะท้อนของแนวโน้มในวงกว้างของยุโรปไม่ได้ถูกผูกขาดอยู่แค่ข้อมูลของ OKX เท่านั้น เพราะข้อมูลการตลาดมหาภาคยังชี้ให้เห็นว่า ผู้ให้บริการบัตร คริปโต รายอื่นๆ ในยุโรปต่างก็รายงานแพตเทิร์นที่คล้ายคลึงกัน นั่นคือการเติบโตของการทำธุรกรรมรายวันที่มีมูลค่าไม่สูงนัก
รายงานจากแพลตฟอร์ม Cex.io ประจำปีพุทธศักราช 2568 พบว่า ประมาณร้อยละ 45 ของธุรกรรมผ่านบัตร คริปโต ในยุโรป เป็นการใช้จ่ายในยอดที่ต่ำกว่า 10 ยูโร หรือประมาณ 11.75 ดอลลาร์สหรัฐ และร้อยละ 40 ของการใช้จ่ายผ่านบัตรเหล่านั้นเกิดขึ้นบนช่องทางออนไลน์ ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่เกือบสองเท่าของค่าเฉลี่ยสัดส่วนการชำระเงินผ่านบัตรออนไลน์ของกลุ่มประเทศผู้ใช้สกุลเงินยูโรที่อยู่เพียงระดับร้อยละ 21
นอกจากนี้ ฐานข้อมูลที่แยกย่อยออกมาจาก Brighty ได้ตอกย้ำภาพความเปลี่ยนแปลงนี้ โดยระบุว่า ประเทศสเปนครองสัดส่วนธุรกรรมค้าปลีกประมาณร้อยละ 36 และกินส่วนแบ่งปริมาณธุรกรรมรวมร้อยละ 25 ในสเตเบิลคอยน์อิงเงินยูโร EURC ของบริษัท Circle ในช่วงระหว่างปีพุทธศักราช 2568 ถึงไตรมาสแรกของปีพุทธศักราช 2569 โดยมียอดชำระเงินเฉลี่ยต่อบิลอยู่ที่ราว 49 ยูโร หรือประมาณ 58 ดอลลาร์สหรัฐ ตัวเลขเชิงประจักษ์เหล่านี้เป็นดัชนีชี้วัดที่ชัดเจนว่า สเตเบิลคอยน์ได้ก้าวเข้ามามีบทบาทจริงในฐานะสื่อกลางสำหรับการซื้อของใช้ประจำวันและการโอนเงินระหว่างบุคคลในภูมิภาคดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว