xs
xsm
sm
md
lg

เจาะลึกบริษัทต่างด้าว 6,551 ราย เจอทำธุรกิจไม่ขอเพียบ เร่งสอบ ฟันผิดกฎหมาย

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเจาะลึกบริษัทที่มีคนต่างด้าวถือหุ้นตั้งแต่ 50% ขึ้นไป พบมีความเสี่ยงทำธุรกิจไม่ขออนุญาตตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 จำนวน 6,551 ราย ตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ มากที่สุด ตามด้วยชลบุรี สมุทรปราการ ทำธุรกิจการขายส่งสินค้าทั่วไปมากสุด ตามด้วยร้านขายปลีกเครื่องประดับ การขายส่งสินค้าทั่วไป ลุยสอบเชิงลึก ทั้งรายได้ ทรัพย์สิน งบการเงิน ก่อนส่งดีเอสไอ ตำรวจ สรรพากร ปปง. จัดการตามกฎหมาย

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้ตรวจสอบนิติบุคคลที่มีคนต่างด้าวถือหุ้นตั้งแต่ร้อยละ 50 ขึ้นไป เพื่อตรวจสอบการดำเนินธุรกิจ ที่อาจประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาตตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 โดยเบื้องต้นพบว่ามีจำนวน 6,551 ราย และ 10 จังหวัดที่มีการตั้งนิติบุคคลสูงสุด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร 3,934 ราย ชลบุรี 1,084 ราย สมุทรปราการ 413 ราย ระยอง 252 ราย ปทุมธานี 133 ราย สมุทรสาคร 110 ราย นนทบุรี 95 ราย ภูเก็ต 68 ราย ฉะเชิงเทรา 61 ราย และเชียงใหม่ 59 ราย

สำหรับแนวทางการตรวจสอบ กรมจะตรวจสอบว่า นิติบุคคลต่างด้าวดังกล่าว มีการประกอบธุรกิจฝ่าฝืน พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 ตามบัญชีแนบท้ายบัญชีใด โดยบัญชีหนึ่ง คือ ธุรกิจที่ไม่อนุญาตให้คนต่างด้าวประกอบกิจการด้วยเหตุผลพิเศษ อาทิ การทำนา ทำสวน ทำไร่ การทำประมงในน่านน้ำไทย การทำไม้จากป่าธรรมชาติ การค้าขายที่ดิน บัญชีสอง คือ ธุรกิจที่เกี่ยวกับความปลอดภัยหรือความมั่นคงของประเทศหรือมีผลกระทบต่อศิลปวัฒนธรรม จารีตประเพณี หัตถกรรมพื้นบ้าน หรือทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อาทิ ธุรกิจเกี่ยวกับความมั่นคง เช่น อาวุธ ธุรกิจคมนาคม ขนส่ง ธุรกิจเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติ บัญชีสาม คือ ธุรกิจที่คนไทยยังไม่มีความพร้อมที่จะแข่งขันในการประกอบกิจการกับคนต่างด้าว อาทิ ธุรกิจบริการ เช่น บัญชี กฎหมาย ธุรกิจค้าปลีก ค้าส่ง ธุรกิจท่องเที่ยว ธุรกิจโรงแรม เป็นต้น

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบ พบนิติบุคคลต่างด้าวประกอบธุรกิจ 10 อันดับแรก ที่อาจไม่มีการขออนุญาต ได้แก่ การขายส่งสินค้าทั่วไป 327 ราย ร้านขายปลีกเครื่องประดับ 284 ราย การขายส่งสินค้าทั่วไปโดยได้รับค่าตอบแทนหรือตามสัญญาจ้าง 280 ราย การขายส่งเครื่องจักรและอุปกรณ์อื่น ๆ ซึ่งมิได้จัดประเภทไว้ในที่อื่น 258 ราย การขายส่งสิ่งทอเสื้อผ้ารองเท้าเครื่องหนังและของใช้ในครัวเรือนโดยได้รับค่าตอบแทนหรือตามสัญญาจ้าง 222 ราย การซื้อและการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นของตนเองที่ไม่ใช่ เพื่อเป็นที่พักอาศัย 217 ราย การบริการด้านอาหารในภัตตาคาร/ร้านอาหาร 204 ราย การขายปลีกทางอินเทอร์เน็ต 161 ราย การก่อสร้างอาคารที่ไม่ใช่ที่พักอาศัย 152 ราย และการขายส่งนาฬิกาและเครื่องประดับ 145 ราย

โดยกรมจะนำกลุ่มเป้าหมายที่ได้ มาแบ่งเป็นแผนการตรวจสอบ 2 ระยะ ด้วยเกณฑ์รายได้ ทรัพย์สิน เพื่อทำการตรวจสอบเชิงลึก เช่น ตรวจสอบงบการเงินปีปัจจุบัน และ 5 ปี ย้อนหลัง เชื่อมโยงกับลักษณะของข้อมูลทางทะเบียนนิติบุคคล และส่งข้อมูลเหล่านั้นให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมสอบสวนคดีพิเศษ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง กรมสรรพากร สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เป็นต้น

นอกจากนี้ กรมจะใช้การวิเคราะห์งบการเงิน และข้อมูลการจดทะเบียน เพื่อทำการเรียกตรวจบัญชีธุรกิจกลุ่มเสี่ยง เช่น มีข้อมูลระบุว่าประกอบธุรกิจ ซื้อ ขาย ให้เช่า อสังหาริมทรัพย์ทุกชนิด และงบการเงินมีบัญชีที่ดิน ซึ่งต้องห้ามสำหรับต่างด้าว กรมก็จะพิจารณาส่งข้อมูลไปให้กรมที่ดินตรวจสอบ และกรณีที่มีรายได้จากการให้เช่า ก็จะถือว่าเข้าข่ายว่าเป็นธุรกิจบัญชี 3 ก็จะพิจารณาตามกฎหมายต่างด้าวต่อไป รวมทั้งจะพิจารณาตามมาตรฐานการบัญชีว่าธุรกิจ และผู้ทำบัญชีปฏิบัติตามกฎหมายบัญชีหรือไม่ หากพบว่าผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี เช่น ผู้ทำบัญชี ผู้สอบบัญชี รวมทั้งสำนักงานบัญชี ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายบัญชีและกฎหมายทางวิชาชีพบัญชี ก็จะดำเนินการทางตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด และส่งคณะกรรมการจรรยาบรรณดำเนินการทางวิชาชีพต่อไป