xs
xsm
sm
md
lg

(ชมคลิป) กว่า 23 ปีชีวิตในต่างแดนจากเชฟค่าตัวแพงที่สุดในญี่ปุ่นสู่ “ครัวลุงวร” ตามสั่งอาหารญี่ปุ่นในราคาหลักสิบ!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



“คือกำไรอาจจะมีน้อย แต่อยากได้ลูกค้ามาก พูดง่าย ๆ ว่าอยากมีเพื่อนก็ทำแค่ว่า พอมีแรงทำ ถ้าจะมาหากำไรจริง ๆ ก็คงไม่ใช่ตรงนี้ คงไม่ใช่อย่างนี้ เพราะว่ามันเป็นไปไม่ได้ที่จะเอาอาหารญี่ปุ่นมาแล้ว “เนื้อ” ก็แสนจะแพง จะมาขาย 50-60 มันไม่ใช่ครับ

ลุงวรสมัยที่ทำงานอยู่ญี่ปุ่น
แต่ทีนี้ความหมายของผมคือ เปิดร้านอาหารผมอาจจะได้จากลูกค้าคนหนึ่ง 5 บาท แล้ววันหนึ่งได้ 100 คน ดีกว่าได้จากคนเดียว 20 บาทแล้ววันหนึ่งได้ 5 คน 10 คน” จาก 20 กว่าเมนูของอาหารญี่ปุ่นที่มีอยู่ในร้าน คือพูดง่าย ๆ ว่าอย่างตัวเด่นเขา 50 อย่าง ซึ่ง 20 เมนูนี้ก็อยู่ใน 50เมนูของเขา อย่างอาหารไทยผมมีไว้รองรับลูกค้า 18 อย่าง แล้ว “มื้อเที่ยง” เนี่ยผมเอนเตอร์เทนลูกค้านะผมให้ 60 บาทหมดเลย คุณจะทานอะไรก็ได้ มื้อเที่ยงผมให้ 60 บาท และก็น้ำฟรี ใน 1 ชั่วโมงนี้ 60 บาททุกเมนู มาเลย! “ลุงวร” หรือ คุณบวร จันทรประทักษ์ ในวัย 68 ย่าง 69 ปีแล้วซึ่งเป็นเจ้าของร้าน “ครัวลุงวร” อาหารไทยตามสั่งและโดยเฉพาะ “อาหารญี่ปุ่น” ในราคาหลักสิบ! ใครเลยจะไปเชื่อว่า ร้านตั้งอยู่ใจกลางของกรุงเทพฯชั้นในอย่างถนนแพร่งภูธร แขวงศาลเจ้าพ่อเสือ เขตพระนคร แบบนี้จะยังมีอาหารญี่ปุ่นราคาดีแบบนี้! แล้วยิ่งได้ทราบว่าเจ้าของร้านยังเป็น Chef ที่เคยทำงานอยู่ประเทศญี่ปุ่นมานานหลักสิบกว่าปีขึ้น บอกได้คำเดียวว่า น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง! และควรมีโอกาสได้ไปลิ้มลองรสชาติอาหารของที่นี่ดูสักครั้ง


“อาหารญี่ปุ่น” ในราคาหลักสิบ! อยู่ใจกลางกรุงแต่ว่ายังมีราคานี้
เพราะว่าถ้า 60 บาทเนี่ย กำลังของคนทำงานออฟฟิศเขาก็ทานได้ เพราะว่าคนทำงานออฟฟิศเราก็เข้าใจ Salary Man คือมนุษย์เงินเดือน เขาต้องเอาเงินมาแค่ใช้ชีวิตประจำวันของเขา อิ่มท้องมื้อนึง แล้วก็กลับไปทานที่บ้าน เช้าก็ออกมาจากบ้านแล้วก็มื้อเที่ยงเท่านั้นเอง พอหลังจากนั้นเขาก็ไม่กล้าฟุ่มเฟือยอยู่แล้วเพราะว่าเขาต้องทำงานรอเงินเดือน “คือเจตนาของผมนี้พอดีช่วงนั้นผมก็ไปอยู่ญี่ปุ่นมานานพอสมควร ก็พอได้อาหารทางญี่ปุ่นมา ก็เลยอยากจะมาเปิดทำเป็น “อาหารญี่ปุ่น” คือเงินน่ะอยากได้ แต่ว่าเบื้องต้นเนี่ยอยากได้เพื่อน ก็เลยขายไม่แพงนัก”มีนโยบายตรงนี้ขึ้นมาก็เลยขายเป็นอาหารญี่ปุ่นแต่พื้นฐานจริง ๆ ก็คือเป็น “อาหารไทย” แต่ว่าเอาญี่ปุ่นมาแจม อาหารไทยก็มีหลากหลาย ญี่ปุ่นก็น่าจะมีเกือบ 20 กว่าเมนูขึ้นไปครับ“ราคาก็จับต้องได้เลย ทั้งไทยและญี่ปุ่นราคาถูกมาก เริ่มต้นที่ 60 บาท เกือบทุกเมนู ยกเว้นลูกค้าแบบขอเป็นแบบพิเศษ(ขอเพิ่ม) ถึงจะราคาขยับตามขึ้นไป”พื้นฐานก็คือ 60 บาท มีเงินแค่นี้ก็มาทานได้เลย บ้านผมนี่มีน้ำให้ดื่มฟรี แล้วก็มี WiFi ให้เล่นฟรีด้วย


จากเด็กต่างจังหวัด ที่มาดิ้นรนหา “โอกาส” ให้ตัวเอง
พื้นฐานก็คือเป็นลูกชาวไร่ชาวนา เมื่อก่อนก็เรียนหนังสือ ก็เรียนพอระดับกลาง ๆ แต่ว่าคุณพ่อบอกว่าส่งไม่ไหว เหมือนคุณพ่อหมดกำลัง “ผมไม่ได้โทษพ่อหรอกครับผมก็เลยเข้ากรุงเทพฯ มาหาหนทางเอง เข้ามารับจ้างล้างถ้วยล้างจานตั้งแต่ปี 2518 ตอนนั้นก็อายุผมก็พอ ๆ กับพอศอครับ ทีนี้มาล้างจานแล้วก็ออกเสิร์ฟอาหาร หลังจากนั้นเหมือนกุ๊กเขาเห็นแวว ว่าผมนี่คล่องแคล่วก็เรียกเข้าไปช่วยในครัว”หลังจากนั้นอยู่ในวงการนี้ตลอดมา(ทำงานในร้านอาหารมาตลอดเลย) พูดง่าย ๆ ว่าไม่มีอาชีพอื่นเลย มีอาชีพเดียว แล้วตอนนี้เรื่องอาหารก็อยู่วงการนี้มานานมากครับ เกือบ 50 ปี ไม่ต้องกลัวว่าอาหารอะไรที่อยู่ในกรุงเทพฯ ทำไม่ได้ไม่มี!

จากศาลเจ้าพ่อเสือเดินมาถึงหัวมุม(ถนนแพร่งภูธร) เดินเข้าซอยไปนิดเดียวจะเห็นร้านของลุงวรมีป้ายเมนูอาหารเยอะ ๆ แบบนี้เลย
อยู่ห้องอาหาร ภัตตาคาร แล้วก็อยู่เหลา“คือฝึกมาตั้งแต่ ราดหน้า จนถึง หูฉลาม แล้วอีกอย่างคือด้วยความที่ผม เป็นเด็กที่ค่อนข้างจะจำและก็การคล่องตัวเยอะ เก่งกว่าทุกคน(เขาไม่ได้จับมือสอนแต่เราก็ค่อย ๆ เรียนรู้เองมา) คือผมเนี่ยจะหัวไวแล้วก็จะคล่องแคล่ว ทีนี้หัวหน้าเขาก็จะรัก เพราะว่างานอะไรเขาก็ลื่นไปหมด” สมัยก่อนปลาเนี่ยนะครับ ปลาเผา แล่ยังไง ปลาราดพริก แล่ยังไง แล้วปลานึ่ง แล่ยังไง ลูกพี่เขาจะไม่มองเลยเขามองว่า แล่มาเนี่ยเขารู้เลยว่าเอามาให้ทอด หรือให้ต้ม หรือให้ผัด หรือให้ทำยังไง งานในครัวสมัยก่อนนี้ต้องทำแบบนั้น ถ้าไม่ทำก็ไม่ได้ เพราะลูกพี่เขาเมื่อก่อน “เชฟใหญ่” คือต้องมาจากจีนจริง ๆ ผมไม่ได้เรียนอยู่กับคนไทยนะครับ เรียนอยู่กับจีน“จีนมันจะมี กวางตุ้ง ไหหลำ และก็แต้จิ๋ว สมัยก่อนนี้ผมไปอยู่กับทุกอาจารย์” เมื่อก่อนนี้ก่อนจะฝึก “กุ๊ก” เนี่ย น้ำบ๊วยต้องต้มเองนะครับ น้ำจิ้มไก่แม่ประนอมที่เขาขายอยู่ตอนนี้ก็ต้องทำเอง และก็แป้งโกกิก็ไม่มีต้องตีแป้งเอง และก็พวกมายองเนสหรือน้ำสลัดก็ต้องทำเองนะ ต้องตีเองหมด แล้วอาจาดก็สอนให้ทำเอง เอาตะเกียบกับโถมาเนี่ยตีน้ำสลัดทั้งข้นทั้งใสต้องตีเองหมดเลย


หัวไวใจสู้จนจับพลัดจับผลูได้ไปเมืองนอก แบบไม่ต้องจ่ายเองสักแดงเดียว!
ทำอาหารเมื่อก่อน ตลาดหลักทรัพย์ ผมก็ไปขึ้นจัดเลี้ยงอยู่ประจำ และก็บริษัทบริดจ์สโตนไปจัดเลี้ยงทีเป็นพันกว่าคนนะ แล้วก็ ปตท. และก็ทำอาหารส่งเครื่องบิน(แต่ไม่ใช่การบินไทย) เป็นสายการบินภายในประเทศ เสร็จแล้วปี พ.ศ.2549 คือลูกสาวของเพื่อนเขาได้แฟนญี่ปุ่น ทีนี้เขาไปเปิดร้านอาหารในญี่ปุ่นเขาก็บอกว่า ต้องผม ถึงจะเอาร้านอยู่ถึงจะเอาลูกค้าได้ “นี่แหละครับคนนี้แหละที่เขามา เขาก็มาทำเรื่องเอาผมไปหมดเลย บาทเดียวผมไม่ต้องเสีย ในขณะที่คนอื่นเขาเสียเงินไปเป็นแสน ไม่เคยเสียครับ ทุกอย่างเขาเป็นคนจัดการให้ผมหมดเลย” พอไปแล้วก็ไม่ได้ทำให้เขาผิดหวังครับ ไม่ได้ทำให้เขาผิดหวังเลยไปจนเขาก็มีชื่อเสียงเลยแหละ ชื่อร้านสยามเฮ้าส์อยู่ที่อินางิของญี่ปุ่น เซ็นสัญญาเอาผมไป 2 ปี ก็สตาร์ทคิดเป็นเงินเดือนไทยก่อนว่าผมพอใจไปกี่หมื่น อยากได้กี่หมื่นก็เขียนลงไปตอนนั้นปี 2549 ผมก็เรียกเบา ๆ ครับ ผมก็คือ ผมก็ต้องการสร้างผลงานก่อน ผมเรียกเขาไปเป็นเงินไทย(คือผมไม่ได้เสียค่าใช้จ่ายอะไร) ผมบอกว่าผมขอ 6 หมื่น อีกอย่างหนึ่งก็อยากไปโชว์ฝีมือว่าตัวเองทำได้ขนาดไหน”

ทีนี้พอเปิดออกมาเขาก็ไม่ได้ผิดหวัง ลูกค้าจะทานอะไร ผมก็ทำได้หมดอยู่แล้วครับ บางครั้งนี่ญี่ปุ่นเขามาเที่ยวบ้านเรา เขาก็ไปทานอาหารปักษ์ใต้บ้าง เชียงใหม่บ้าง เขาก็ถ่ายรูปไป เขาก็เอารูปไปบอกอันนี้ทำได้ไหม ผมบอกว่านั่งรอเลย 10 นาที เดี๋ยวได้ทาน เขาก็พอใจ แล้วเขาก็มากันอยู่บ่อย ๆ“ลูกค้าก็ติดกัน ผมทำเงินให้แกไม่ธรรมดา ช่วยแก 2 ปีเสร็จแล้วผมบอกว่า ผมปั๊มเงินให้เยอะแล้ว ขยับค่าเหนื่อยได้ไหม ผมถามคนนี้ เจ้าญี่ปุ่นเขาค่อนข้างจะหนืด ๆ หน่อยหรือเปล่าก็ไม่รู้นะ เขาก็เลยอ้ำ ๆ อึ้ง ๆอยู่แบ่งรับแบ่งสู้ผม แต่ทีนี้ผมหมดสัญญา 2 ปีผมหมดสัญญา ผมสามารถที่จะไปไหนก็ได้”ตอนนั้นคนก็เริ่มรู้จักผม (เริ่มมีคนมาจีบไปทำงานด้วยเยอะเลย) เขาจะซื้อตัวเยอะเลย ผมก็เลยขอตัวเขา ไปอยู่อีกร้านหนึ่งคนละเมือง จากอินางิก็เข้าไปที่ตัวเมืองชิบะ ก็ยังเป็นร้านของคนไทยอยู่เหมือนเดิม เขาก็มาเอาตัวไป เขาก็มีที่พักให้พร้อม คือเชฟเนี่ยมันดีอย่างหนึ่งคือหนึ่งที่พักฟรี อาหารฟรี ทั่วโลกก็เป็นแบบนั้นเขาจัดไว้ให้


สู่ Chef คนไทยที่มีค่าตัวแพง! หนึ่งเดียวในญี่ปุ่นที่ใคร ๆ ก็อยากได้ตัว
ผมคนเดียวผมกล้าท้าเลยในญี่ปุ่น มีผมคนเดียวที่ได้เงินเดือน 3 แสนญี่ปุ่นคนเดียว ในช่วงเวลานั้น“อายุ 48-49 ปีจะเข้า 50 กำลังโอ้โหสู้งาน แข็งแรงเลย โอ้โหเขาแย่งตัวเลย มีคนมาจีบที่จะเอาไปทำร้านเยอะแยะ จากร้านอาหารไทยจ๋า ออกจากไทยจ๋าไปก็จะเป็นอาเซียน(เป็นร้านที่ 3 ที่ 4 แล้วนะ) เขาจะมีพวกอินเดีย มาเลเซีย ญี่ปุ่น ไทย ที่ทำงานอยู่ด้วยกัน เขาก็เก็บงานเรา เราก็เก็บงานเขา ทีนี้แล้วแต่ใครจะเก็บของใครได้เยอะ” อยู่กับอินเดียอยู่กับร้านอาหารที่เรียนรู้กันเนี่ย 6-7 ปีนะ กับที่อยู่ไทยจ๋าก็ต่างหาก สรุปแล้วอยู่ที่ญี่ปุ่นทั้งหมด 16 เกือบจะ 17 ปี อยู่ยาวเลยจนกระทั่งกลับมา“แล้วผมไม่ค่อยกลับบ้าน คือปีหนึ่งเนี่ย ร้านอาหารจริง ๆ เขาจะให้กลับปีละเดือน ถ้าเราไม่กลับ เขาก็ชดเชยตรงนั้นให้” ที่ผมไปอยู่ญี่ปุ่นเนี่ยครับ ทำไมผมไม่ได้โม้ว่าผมค่าเหนื่อยสูงกว่าทุกคนเพราะอะไรรู้ไหมครับ หนึ่ง เส้นก๋วยเตี๋ยวผมยังทำให้เขาเลย ไม่ต้องซื้อ สอง พวกพริกเผาถ้าซื้อก็แพงไง พริกเผาผมก็ทำเองปั่นเองหมด แล้วเจ้านายอยากจะทำอะไรอยากจะขายอะไรบอกผม ผมไม่มีคำว่าปฏิเสธ คือทำให้ได้หมด


กว่า 23 ปี “ชีวิตในต่างแดน” เริ่มต้นจากบรูไนก่อนสู่ “ญี่ปุ่น”
ผมอยู่เบื้องต้นเลยคือ อินางิ แล้วก็มาชิบะ แล้วก็ไปอิบารากิ แล้วก็ไปมิโตะ หลังจากนั้นอยู่ในโตเกียวก็จะมี ชินจูกุ ฮาราจูกุ ชิบูยา“ผมแทบจะทั่วโตเกียวแล้วครับ อยู่ไปทั่ว เพราะว่าผมอิสระแล้วไงผมออกจากสัญญา ใครซื้อตัวผมไป ผมก็ไปไงฮะ ขายตัว(หัวเราะ) ครับไปหาเงิน”คือใครให้ข้อเสนอเรื่องค่าทำงานที่เยอะขึ้น ก็ไปทำงานด้วย แล้วคนอื่นเนี่ย น้ำจิ้มไก่ก็ต้องซื้อ น้ำจิ้มบ๊วยก็ต้องซื้อ เส้นเล็ก-เส้นใหญ่อะไรเขาก็ต้องซื้อ แต่ได้ผมไปนี่มัน “10 in 1” เลยนะ ผมทำให้เขาทุกอย่าง ลูกค้าจะทานอะไรแม้แต่ “ข้าวหมกไก่” ผมก็ทำให้หมด ข้าวซอย ขอให้คุณพูดว่าคุณอยากทานอะไร

พูดถึง “อาหารนานาชาติ” เนี่ยเขาแทบจะมี รสเดียว ครับคือคุณสามารถทำ “ซุป” ให้อร่อย ผมว่าตรงนั้นคือจบ แต่อาหารไทยยากมาก! เพราะมันมีเผ็ด เปรี้ยว เค็ม หวาน ไม่มีอาหารประเทศไหนทำยากเท่าไทยครับ จีนนี่ก็เหมือนกัน คือญี่ปุ่นเนี่ยพื้นฐานจริง ๆ ก็คือลูกจีน คือถ้าซุปอร่อยแล้วเนี่ยจบ! เพราะอย่างอื่นมันเป็นแค่องค์ประกอบMain ก็คือซุป แต่ของคนไทยไม่ใช่ คนไทยนี่ไม่ใช่เลยครับ

แต่การไปอยู่เมืองนอกผมว่าสิ่งที่ผมได้ หนึ่งก็คือทัศนวิสัยมันก็กว้างขึ้น แล้วเราก็เห็นระเบียบ กฎกติกา ประเพณีของชาติเขามากขึ้น ก็เลยสิ่งที่ตามมาอีกอันนึงที่ได้เหนือกว่าเชฟบ้านเราก็คือ ภาษา“เมื่อก่อนเมนูเนี่ย ต้องรันเป็นนัมเบอร์มา ความหมายคือนึกออกไหมอย่าง ยำวุ้นเส้น เบอร์ 46 เขาเขียนมา 46 ปุ๊บ ผมเขียนไว้ข้างฝานะว่า 46 คืออะไร เราต้องสื่อสารกับลูกค้าแบบนั้นเลย คือไปอยู่ญี่ปุ่นเนี่ยเขาเป็นชาตินิยม คุณจะเก่งภาษาอะไรไม่เกี่ยว แต่มาอยู่บ้านฉัน คุณต้องพูดภาษาฉัน เสร็จแล้วทีนี้เขาก็ต้องให้ไปเรียนภาษา เขาจะมี Volunteer สมมติร้านหยุดวันจันทร์ ก็ให้ไปเรียนภาษาวันนึง 2-3 ชั่วโมง พอกลับมาค่อย ๆ รู้ ค่อย ๆ สื่อสาร นี่ล่ะครับถึงจะอยู่เมืองเขาได้” นอกจากญี่ปุ่นแล้วก็เคยไปอยู่ที่ “บรูไน” ด้วย บรูไนนี้ที่จริงไปก่อนญี่ปุ่นด้วยซ้ำ โรงแรม River View นี่ใหญ่ที่สุดที่บรูไน พอไปอยู่บรูไน(บรูไนนี่ก็บาทเดียวก็ไม่ได้เสียเหมือนกัน) เจ้าของร้านเขามาเอาไปเอง เหมือนไปญี่ปุ่นบาทเดียวก็ไม่ได้เสีย ถ้าเสียตังค์เองก็ไม่ไป(หัวเราะ) ทีนี้ผมไปอยู่บรูไน 6 ปี6 ปีนี่ก็พอเข้าทำงานเนี่ย เขาจะไม่ไห้พูดภาษาไทยพอตอกบัตรเข้าไปเขาจะให้คุยอังกฤษ คุณพูดได้แค่ไหนก็พูด แต่อย่าพูดภาษาอื่น ก็บ้านเรานะครับรู้แต่ศัพท์ ศัพท์ก็คือ ไก่ หมู เห็ด เป็ด ไก่ นี่คือได้ศัพท์หมด แต่มันไม่ใช่ไปใช้แค่ศัพท์ มันต้องสร้างประโยค สมมติว่าเขาสั่งต้มยำ เขาไม่เอาเผ็ดก็ without chili อะไรอย่างเงี้ยเขาก็จะบอกมา don’t to much sour ห้ามเปรี้ยว ห้ามเผ็ด อย่างเงี้ย เราก็ค่อย ๆ ได้วันละคำ ครึ่งคำไป หลังจากนั้นก็พอสื่อสารได้”

กิวด้ง หรือข้าวหน้าเนื้อที่เสิร์ฟมาพร้อมกับผักดองเองของลุงวร คนรักเนื้อไม่ควรพลาดชิมเมนูนี้
เราไม่มีปริญญาแต่มี “จรรยาบรรณ” เพราะว่ามันเป็นอาชีพของเรา
ลุงวร หรือ คุณบวร จันทรประทักษ์ เจ้าของร้าน “ครัวลุงวร” ยังบอกด้วย อาชีพนี้ถ้าอยู่ในความซื่อสัตย์และมี “จรรยาบรรณ”
ให้ตัวเองหน่อย ผมว่าก็เป็นอาชีพที่น่ารักนะครับ“ไม่ได้คิดว่าไปทำเอาเงินเดือน ทำส่ง ๆ ไปให้ลูกค้า ต้องมองลูกค้าเหมือนที่เขาเทียบว่า เหมือนพระเจ้า จริง ๆ แล้วลูกค้าผมมองเป็นว่า ก็เหมือนญาติพี่น้องเรา ต้องทำให้เขากินให้เขามีความสุข”เพราะว่าเราไม่มีปริญญา แต่เราต้องมีจรรยาบรรณ เพราะว่าเป็นอาชีพของเรา

อุด้ง เทมปุระ (ซุปปลาแห้ง ไข่ออนเซ็น ร้อน)
อยู่ญี่ปุ่นเนี่ย เพราะว่าหัวใจผมกับงานเนี่ยสบายอยู่แล้ว ไม่ใช่เบื่อหน่าย แต่สิ่งที่ผมอยากกลับคือ หนึ่ง ค่าเงินมันลง แต่เสียภาษีเท่าเดิม สมมติสมัยก่อน 1 แสน มัน 3 หมื่นกว่าบาท แต่ตอนนี้1 แสน เหลือ 2 หมื่น แต่ภาษีเสียเท่าเดิม เพราะฉะนั้นตรงนี้เหมือนทำงานแล้วเราได้ส่วนต่างน้อย“เพราะว่าเสียภาษีก็มี 2 กรณี การเสียภาษีในญี่ปุ่นจะเป็น 2 กรณี ต้องตกลงกันก่อนกับนายจ้าง ว่าคนละครึ่ง หรือว่านายจ้างเสีย หรือว่าเราเสียเอง ต้องคุยกันไว้ก่อน ตอนที่ไปเบื้องต้นน่ะ นายจ้างเสียให้หมดทุกอย่าง แต่พอเราออกมาที่อื่นก็กลายมาเป็น คนละครึ่ง”

ประกอบกับแฟนและก็ลูกสาวบอกว่า เราก็อายุมากแล้ว มาหาอะไรทำเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่บ้านเราดีไหม พอกลับมาแฟนก็มาถามบ้านที่ติดกัน(ร้านปัจจุบัน) เขาปิดไว้ก็เลยถามแก แกก็บอกเอาสิ ทั้ง ๆ ที่ตอนแรกยังไม่ได้มีแพลนอะไรเอาไว้มาก่อน“คือกลับมาเนี่ยเบื้องต้น จริง ๆ ผมมี “นายเก่า” อยู่ครับ นายเก่าที่สมัยทำอาหารส่งเครื่องบินทำอาหารส่งอะไร ยังติดต่อกันอยู่ นายเก่าก็บอกว่าถ้าไม่มีอะไรทำ ก็มา มีที่ให้ทำ” ป้าลองถามดู พอถามปุ๊บ เพราะว่าจริง ๆ พวกผมเนี่ยเป็นคนตรง ๆ ก็ค่อนข้างว่าไม่เคยทะเลาะเบาะแว้งอะไรกับใคร ไม่ได้มีปัญหาอะไรกับเพื่อนบ้าน พอถามปุ๊บเขาก็บอก ถ้าสำหรับป้ากับลุงวรเขายกกุญแจให้เลย
คนอื่นมาถามไม่น้อยเขาไม่เอา



คือร้านนี้ พอดียังพอมีกำลังอยู่ ก็เลยทำตามที่กำลังมี ไม่ได้มุ่งหวังว่าจะต้องอยู่สักกี่ปีหรือว่ายังไง ทีนี้ถ้ายังพอมีค่าขนม มีเงินเข้าบ้านนิด ๆ หน่อย ๆ ก็จะทำไปเรื่อย ๆ ครับ“เขาเรียกว่าอยู่แบบมีค่า ถ้าไม่มีอะไรทำเลย ก็เหมือนไม่มีค่า” แล้วก็มีเพื่อน ๆ ที่สภาพก็ไปหาทำร้านไหนไม่ได้แล้ว เพราะว่า ไม่ใช่ทำงานไม่ได้นะ สภาพร่างกายน่ะไม่ได้ แต่ทีนี้ก็เลยมา ๆ ช่วยกัน แล้วก็แบ่งค่าขนมกันไปแค่นั้นแหละ เป็นเด็กฝึกงานด้วยกัน ไปต่างประเทศด้วยกัน แล้วกลับมาก็ดีกว่าอยู่เปล่า ๆ

“คือตอนนี้ผม เหมือน 50 : 50 เพราะว่าผมเป็นร้านใหม่ อาจมีทั้งลูกค้าต่างชาติและลูกค้าไทย แต่ว่าหลังจากมาทานแล้วก็มีการตอบรับที่โอเค แล้วอีกอย่างหนึ่งผมมาผมคุยกับลูกค้าเนี่ย ผมบอกว่า อะไรไม่ดีช่วยติ เสียงติคือเสียงสวรรค์ ผมยินดี แล้วอะไรที่ทานไม่ได้ ผมเปลี่ยนให้เลย ผมไม่เสียดายของ แต่เสียดายลูกค้า”

กว่า 23 ปีชีวิตในต่างแดนจากเชฟค่าตัวแพงที่สุดในญี่ปุ่นสู่ “ครัวลุงวร” ตามสั่งอาหารญี่ปุ่นในราคาหลักสิบ! ร้านเปิดตั้งแต่เวลา 10.00น. ถึง 4 ทุ่ม(ทุกวัน) ตั้งอยู่ที่ ถนนแพร่งภูธร แขวงศาลเจ้าพ่อเสือ เขตพระนคร กรุงเทพฯ โทร.089-085-4484