xs
xsm
sm
md
lg

ไอแบงก์ เดินหน้า สู่ Value-Based Intermediary ดันเป็นธนาคารอิสลามของไทยก้าวสู่เวทีโลก

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



ไอแบงก์ กลางแผนยุทธศาสตร์ เดินหน้า สู่ Value-Based Intermediary ภายใต้แนวคิด “เชื่อถือ เชื่อมั่น ยั่งยืน” หลังปรับโครงสร้าง แก้ปัญาภายในองค์กรทั้งระบบ จัดทัพใหม่พร้อมเจรจากับพันธมิตรที่สนใจเข้าร่วมลงทุน 3-4 ราย ยกระดับคุณภาพสินเชื่อและความยั่งยืน โชว์ผลงานปี 68 สินเชื่อเติบโตกำไรทะลุกว่า 841 ล้านบาท ได้รับการจัดอันดับโดย The Asian Banker ในลำดับที่ 69 จาก 100 ธนาคารอิสลามที่ใหญ่ที่สุดของโลก ประจำปี 2025 ซึ่งสะท้อนศักยภาพของธนาคารไทยในเวทีการเงินอิสลามโลก

ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) เปิดยุทธศาสตร์และผลการดำเนินงานในปี 2568 เติบโตอย่างต่อเนื่อง สามารถทำกำไรได้มากกว่า 841 ล้านบาท สินเชื่อเติบโตเหนือระบบ โดยมีมูลค่าสินเชื่อเพิ่มสุทธิกว่า 6,259 ล้าน บาท ด้วยฐานลูกค้า 1.22 ล้านราย ขยายสัดส่วนลูกค้าพันธกิจเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง อีกทั้งยังได้รับการจัดอันดับโดย The Asian Banker ในลำดับที่ 69 จาก 100 ธนาคารอิสลามที่ใหญ่ที่สุดของโลก ประจำปี 2025 ซึ่งสะท้อนศักยภาพของธนาคารไทยในเวทีการเงินอิสลามโลก

กางแผนยุทธศาสตร์ปี 2569 ประกาศยกระดับบทบาทสู่การเป็น Value-Based Intermediary ภายใต้แนวคิด “Belief + Trust + Future • Writing Our Future Together – เชื่อถือ เชื่อมั่น ยั่งยืน” มุ่งก้าวไปข้างหน้าอย่างมีความพร้อม ด้วยความเชื่อมั่นในหลักการที่ถูกต้องตามหลักชะรีอะฮ์ ควบคู่กับการใช้นวัตกรรมและดิจิทัลโซลูชั่นอย่างเหมาะสม เพื่อยกระดับประสบการณ์ทางการเงินที่โปร่งใส เป็นธรรม และเข้าถึงได้สำหรับทุกคน ซึ่งการตั้งศูนย์ความเป็นเลิศด้านการเงินอิสลาม (Center of Excellence in Islamic Finance) หวังผลักดันให้เป็นแหล่งบ่มเพาะองค์ความรู้ให้เกิดชะรีอะฮ์ภิบาลในเชิงสาธารณะเพื่อเน้นสร้างความเข้าใจการเงินอิสลามทั้งระบบ และการกลับมาเข้าสู่ภาคบริการทางการเงินอิสลามด้วยกับความเชื่อมั่นของผู้ใช้บริการที่เพิ่มมากยิ่งขึ้น

ดร.ทวีลาภ ฤทธาภิรมย์ กรรมการและผู้จัดการธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ปี 2568 เป็นปีที่ภาคการธนาคารเผชิญแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจที่ยังเปราะบางและความไม่แน่นอนหลายด้าน อย่างไรก็ตาม ไอแบงก์สามารถสร้างผลการดำเนินงานที่สะท้อนถึงความแข็งแกร่งและวินัยทางการเงิน โดยมีผลการดำเนินงานที่สำคัญ คือ
(1) กำไรเติบโตอย่างต่อเนื่อง ธนาคารมีกำไรจากการดำเนินงาน 841 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16% จากปี 2567 และมีกำไรสุทธิ 491 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% แม้สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจไม่เอื้ออำนวย ธนาคารยังคงรักษาความสามารถในการทำกำไรได้อย่างมั่นคง โดยสามารถทำกำไรได้ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5

(2) สินเชื่อเติบโตเหนือระบบ ธนาคารมีสินเชื่อเพิ่มสุทธิ (Net Growth) เติบโต 11% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของระบบ โดยมีมูลค่าสินเชื่อเพิ่มสุทธิ 6,259 ล้านบาท กลุ่มที่เติบโตโดดเด่นคือ SME โดยเฉพาะผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) และภาคธุรกิจสำคัญ เช่น ธุรกิจ ฮาลาล และกิจการในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ สำหรับสินเชื่อรายย่อยเติบโตในระดับ ที่เหมาะสม ภายใต้กรอบการบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ เพื่อไม่เพิ่มภาระเกินศักยภาพของลูกค้า

(3) ฐานลูกค้าและเงินฝากขยายตัว ธนาคารมีลูกค้ารวมกว่า 1.22 ล้านราย โดยมีลูกค้าใหม่เพิ่มกว่า 80,000 ราย เงินฝากอัลฮัจย์และอุมเราะห์เติบโต 59% รวมกว่า 3,400 ล้านบาท ขณะที่ฐานผู้ใช้ ibank Application โมบายแบงก์กิ้งไอแบงก์ เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว เป็นกว่า 230,000 ราย และมีธุรกรรมผ่านช่องทางดิจิทัลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนการยอมรับในบริการที่สะดวก โปร่งใส และสอดคล้องตามหลักชะรีอะฮ์

(4) ความมั่นคงและการบริหารความเสี่ยง ธนาคารได้ดำเนินการเตรียมความพร้อมรองรับมาตรฐาน TFRS 9 โดยมีการกันสำรองอย่างเพียงพอ พร้อมเดินหน้าบริหารจัดการสินทรัพย์ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPF) อย่างจริงจัง และปรับโครงสร้างงบดุลเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งในระยะยาว

(5) การยอมรับในระดับสากล ธนาคารยกระดับความเชื่อมโยงกับต่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (GCC) ผ่านการเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับธนาคารตัวแทน (Correspondent Banks) ระดับโลก เช่น Al Rajhi Bank ซึ่งเป็นธนาคารอิสลามที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของโลก รวมถึงพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์อื่น ๆ เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการค้า การลงทุน และการทำธุรกรรมทางการเงินระหว่างประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งธนาคารได้รับการจัดอันดับเป็นลำดับที่ 69 จาก 100 ธนาคารอิสลามที่ใหญ่ที่สุดของโลก ประจำปี 2025 โดย The Asian Banker ซึ่งสะท้อนศักยภาพของธนาคารไทยในเวทีการเงินอิสลามโลก”

ก้าวสู่ Value-Based Intermediary (VBI)

หนึ่งในสาระสำคัญของการแถลงนโยบายปีนี้ คือ การประกาศยกระดับบทบาทสู่การเป็น Value-Based Intermediary (VBI) หรือ “สถาบันตัวกลางทางการเงินที่ขับเคลื่อนด้วยคุณค่า” โดยมุ่งดำเนินธุรกิจที่ไม่ได้เน้นเพียงผลกำไร แต่สร้างคุณค่าร่วมให้กับลูกค้า ชุมชน และเศรษฐกิจ ผ่านการจัดสรรเงินทุนสู่ภาคเศรษฐกิจจริง การดำเนินงานอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม การบริหารความเสี่ยงอย่างมีวินัย ตลอดจนการคำนึงถึงผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อม
หลักชะรีอะฮ์เป็นรากฐานของแนวคิด Value-Based Banking อยู่แล้ว และในปี 2569 ธนาคารจะผลักดันแนวคิดดังกล่าวให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านนโยบายสินเชื่อ การออกแบบผลิตภัณฑ์ และการบริหารองค์กร พร้อมยกระดับชะรีอะฮ์ภิบาลในประเทศไทยผ่านศูนย์ความเป็นเลิศด้านการเงินอิสลาม (Center of Excellence in Islamic Finance) ที่ธนาคารจัดตั้งเพื่อทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางองค์ความรู้ด้านการเงินตามหลักชะรีอะฮ์ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจยุคใหม่ รวมถึงการเป็นที่ปรึกษาธุรกิจฮาลาลแบบครบวงจร ตั้งแต่ระดับผู้ประกอบการรายย่อย SMEs ไปจนถึงธุรกิจขนาดใหญ่

ปี 2569 วางรากฐานเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน ด้วยคุณภาพ วินัย และคุณค่า

ปี 2569 ถูกกำหนดให้เป็นช่วง Set the Foundation โดยมีเป้าหมายหลัก ได้แก่ การยกระดับคุณภาพสินเชื่อผ่านโครงการบริหารจัดการหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPF Management) การรักษาการเติบโตของสินเชื่อสุทธิอย่างระมัดระวัง การเพิ่มสัดส่วนเงินฝากต้นทุนต่ำ (CASA) การเพิ่มสัดส่วนธุรกรรมดิจิทัล การพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัล (Digital Platform)และธนาคารให้ความสำคัญกับการขยายฐานลูกค้าในพื้นที่ยุทธศาสตร์ ผ่านโมเดล “Southern Sandbox” ใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ด้วยผลิตภัณฑ์และบริการเพื่อเพิ่มสัดส่วนสินเชื่อกลุ่มมุสลิมและธุรกิจที่เกี่ยวข้อง สะท้อนความผูกพันระยะยาวระหว่างธนาคารกับชุมชนในพื้นที่ พร้อมทั้งขยายความร่วมมือกับพันธมิตรต่างประเทศ เช่น Al Rajhi Bank เพื่อรองรับธุรกรรมการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ ซึ่งธนาคารสามารถให้บริการโอนเงินต่างประเทศสกุลริยัลซาอุดีอาระเบีย (SAR) ไปยังซาอุดีอาระเบียได้โดยตรง โดยการเติบโตของธนาคารในปี 2569 จะไม่ใช่การขยายตัวเชิงปริมาณเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการเติบโตที่มีคุณภาพ มีวินัย และสร้างคุณค่าต่อระบบเศรษฐกิจ