xs
xsm
sm
md
lg

วัดใจหุ้นไทยเดือน พ.ค.69 หลังต่างชาติเริ่มถอยขายเฉียด5หมื่นล้าน!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



หุ้นไทย 4 เดือนแรกพุ่งพรวดกว่า 213 จุด แตะระดับ 1,493.69 จุด ทว่าเบื้องหลังการทะยานขึ้นเกือบ 17% นี้ อาจเป็นเพียง 'ภาพลวงตา' เมื่อรายย่อยต้องกลายเป็นผู้แบกเพียงลำพังกว่า 3.18 หมื่นล้านบาท สวนทางเจ้ามือตัวจริงอย่างสถาบันที่ทิ้งไพ่หนีตายด้วยยอดขายสะสมเกือบ 5 หมื่นล้าน! ขณะที่ต้นทุนน้ำมันดีเซลมหาโหดกำลังซุ่มกัดกินกำไร บจ. ในไตรมาส2 ทำให้โบรกเกอร์ต่างชาติสั่ง 'ถอย' สวนทางกับโบรกฯ ไทยที่ยังฝันไกลถึง 1,600 จุด คาดพฤษภาคมนี้คือ 'จุดวัดใจ'  
เดือนเมษายน 2569 ตลาดหุ้นไทย (SET Index) ปิดสถานะที่ระดับ 1,493.69 จุด เพิ่มขึ้นจากเดือนมีนาคมที่ปิดที่ 1,466.51 จุด คิดเป็นการเติบโต 27.18 จุด หรือ 1.85% (MoM) และหากนับจากต้นปี (5ม.ค.ปิดที่ระดับ 1,280.05จุด) พบว่าดัชนีบวกขึ้นมาแล้ว 213.64จุด หรือ 16.69% (YTD)

ขณะที่การซื้อขายสะสมของนักลงทุนในเดือนเมษายน พบว่า นักลงทุนรายย่อยซื้อสะสม 1.11 หมื่นล้านบาท โดยกลุ่มสถาบันเป็นผู้ขายสะสมมากที่สุด 5.40 พันล้านบาท ตามมาด้วยบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ขายสะสม 3.32 พันล้านบาท และนักลงทุนต่างประเทศ ขายสะสม 2.42 พันล้านบาท

ข้อมูลดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า นักลงทุนรายย่อยเป็นผู้รับของแค่กลุ่ม ในขณะที่อีก 3 กลุ่มประสานเสียงกัน "เทขาย" ถือเป็นสัญญาณอันตรายทางเทคนิค เพราะเงินในมือรายย่อยนั้นมีจำกัด และมักจะเป็นกลุ่มสุดท้ายที่ถือหุ้นก่อนตลาดจะปรับตัวลง ขณะเดียวกันพบว่าสัญญาณว่าการที่สถาบันเทขายหุ้นมากที่สุดสะท้อนว่า กองทุนเริ่มลดพอร์ต (De-risking) เพื่อรอรับแรงกระแทกในเดือนพฤษภาคม ขณะที่ผู้ขายอันดับสองเป็นพอร์ตบริษัทหลักทรัพย์นั่นเหมือนกับย้ำเตือนว่า พวกเขาได้เห็นยอดดอยเรียบร้อยแล้ว และตอกย้ำยิ่งขึ้นจากท่าทีของนักลงทุนต่างประเทศ แม้จะเทขายสะสมเพียง 2.421 พันล้าน แต่ก็เป็นเหมือนการส่งสัญญาณว่า พวกเขาก็"ไม่เอาด้วย" กับขาขึ้นครั้งนี้

ส่วนการซื้อสะสมตั้งแต่ต้นปี 2569 พบว่า กลุ่มสถาบันเป็นผู้ขายสะสมสูงสุดเช่นเดิม โดยขายสะสม 4.97 หมื่นล้านบาท โดยนักลงทุนรายย่อยเป็นผู้ซื้อสะสมสูงสุด 3.18 หมื่นล้านบาท ตามมาด้วยนักลงทุนต่างชาติขายสะสม 1.67 หมื่นล้านบาท และบัญชี บล.ขายสะสม 1.13 พันล้านบาท

ข้อมูลนี้ บ่งบอกว่า การที่สถาบันไทยสวมบทเป็นผู้ทิ้งไพ่หนีออกไปเจ้าเดียวถึง 4.97 หมื่นล้านบาท ถือเป็นตัวเลขที่ชี้ชัดว่า "เจ้ามือตัวจริง" ได้ถอนตัวออกจากวงนี้ไปกอดเงินสดรอเรียบร้อยแล้ว ทิ้งให้รายย่อยต้องติดดอยแบกโลกด้วยยอดซื้อสะสมสูงถึง 3.18 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นภาวะที่อันตรายอย่างยิ่งเพราะเป็นการแบกของหนักบนความคาดหวังที่ไร้เสาเข็มของสถาบันรองรับ ขณะที่นักลงทุนต่างชาติเองก็เริ่มออกอาการถอนสมออย่างเห็นได้ชัดจากการเปลี่ยนมาเป็นฝั่งเทขายในช่วงเมษายน ยืนยันว่า Momentum ขาขึ้นได้จบลงแล้ว และนี่คือภาพลวงตาของการฟื้นตัวที่ปล่อยให้รายย่อยกลายเป็นกลุ่มสุดท้ายที่ถือระเบิดเวลาไว้ในมือเพียงลำพัง




ภูมิรัฐศาสตร์โลกปั่นป่วน เงินทุนจึงสั่นคลอน

ทั้งนี้ การที่พฤษภาคม 2569 เปิดฉากด้วยความตึงเครียดระดับสูงสุดระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่าน ซึ่งไม่ใช่แค่ความขัดแย้งทางทหาร แต่คือ "สงครามค่าเงินและพลังงาน" ทำให้นักลงทุนทั่วโลกเริ่มย้ายฐานเงินทุนออกจากสินทรัพย์เสี่ยง (Risk-off) เข้าสู่ดอลลาร์สหรัฐและทองคำ ทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าแตะ 32.65 บาท/ดอลลาร์ สภาวะนี้บีบให้ Fund Flow ที่เคยไหลเข้าหุ้นไทยเริ่มเกิดอาการ "ชะงัก" และพร้อมจะไหลกลับ (Reverse) ได้ทุกเมื่อหากสถานการณ์บานปลาย
ขณะที่ราคาน้ำมันดีเซลที่เคยอยู่ระดับ 29.94 บาท ในช่วงต้นปี พุ่งทะยานสู่ 47.74 บาท/ลิตร ในเดือนเมษายน ก่อนที่ลดลงมาอยู่ที่ 40.80 บาท/ลิตร เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม ถือเมษายนเป็นการปรับขึ้นกว่า 59% นั้นส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนโลจิสติกส์ แม้หุ้นกลุ่มโรงกลั่นจะได้รับประโยชน์จากค่าการกลั่น (GRM) ที่สูงขึ้น แต่ในภาพใหญ่ "อำนาจการซื้อ" ของผู้บริโภคกำลังถูกกดดัน ซึ่งจะมีผลต่องบกำไรขาดทุนของหุ้นกลุ่มค้าปลีกและอุปโภคบริโภคในไตรมาสถัดไปอย่างเลี่ยงไม่ได้ นั่นทำให้ SET Index ต้องเร่งปรับตัว มิเช่นนั้น "มูลค่าที่แท้จริง" ของธุรกิจเดิมอาจกลายเป็นศูนย์ในระยะเวลาอันสั้น
ส่วนอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 1.00% ท่ามกลางเงินเฟ้อที่พุ่งตามราคาน้ำมัน ทำให้ กนง. ตกอยู่ในที่นั่งลำบาก เงินบาทที่อ่อนค่าอาจส่งผลดีต่อกลุ่มส่งออก (Export) แต่ในทางกลับกัน มันคือตัวเร่งให้ "เงินทุนต่างชาติไหลออก" เพราะขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน (FX Loss) นักลงทุนต้องจับตาดูว่า SET Index จะทานแรงขายจากต่างชาติที่สะสมมาตั้งแต่ต้นปีได้นานแค่ไหน
 งบQ1กลุ่มแบงก์และสื่อสารยังแกร่ง

แต่ท่ามกลางสมรภูมิเศรษฐกิจที่เต็มไปด้วยปัจจัยลบจากการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันและกำลังซื้อที่หดตัว การเริ่มทยอยประกาศผลประกอบการงวดไตรมาส 1/2569 ของบริษัทจดทะเบียนในขณะนี้ กลายเป็น "ตัวแปรสำคัญ" ที่เข้ามาเปลี่ยนหน้าหนังของตลาดหุ้นไทย

โดยพบว่าภาพรวมกำไรสุทธิไม่ได้ดิ่งเหวอย่างที่หลายฝ่ายกังวล แต่กลับมีลักษณะของการประคองตัวที่แข็งแกร่งเกินคาด โดยเฉพาะในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่ประกาศงบออกมาครบถ้วนแล้ว โชว์ศักยภาพการทำกำไรจากการบริหารส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ย (NIM) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้จะต้องเผชิญกับการตั้งสำรองหนี้เสียท่ามกลางเศรษฐกิจที่ซบเซา แต่ผลกำไรที่ออกมาในระดับที่น่าพอใจของแบงก์ใหญ่อย่าง SCBX และเจ้าอื่น ๆ ได้กลายเป็นกระดูกสันหลังสำคัญที่ช่วยพยุงไม่ให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนพังทลายลงไปมากกว่านี้

ขณะเดียวกัน ในฟากของกลุ่มสื่อสารและไอทีที่กำลังทยอยเปิดเผยตัวเลขออกมา พบว่ากลายเป็นกลุ่ม "หลุมหลบภัย" (Safe Haven) ที่แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการทำกำไรที่สม่ำเสมอสวนทางกับวิกฤตค่าครองชีพ โดยเฉพาะหุ้นเสาหลักอย่าง ADVANC ที่ยังคงรักษาฐานการทำกำไรได้ตามเป้าหมายจากความต้องการใช้ข้อมูลที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งงบการเงินที่ยังคงรักษาระดับได้ดีของทั้งสองกลุ่มนี้เองที่เป็นฟันเฟืองหลักช่วยค้ำดัชนี SET Index ไม่ให้ดิ่งลึกลงต่ำกว่า 1,450 จุด แม้จะถูกกดดันอย่างหนักจากแรงเทขายสุทธิสะสมเกือบ 5 หมื่นล้านบาทของสถาบันไทยตั้งแต่ต้นปีก็ตาม ภาพสะท้อนจากงบไตรมาส 1 จึงเป็นคำตอบว่า "กำไร บจ. ตัวจริง" คือกำแพงสุดท้ายที่กั้นระหว่างการฟื้นตัวกับการล่มสลายของตลาดหุ้นในเวลานี้


 จับตากลุ่มพลังงาน-ปิโตรหนุนเพิ่ม


สำหรับแนวโน้มกำไรของกลุ่มอุตสาหกรรมอื่นๆ ในไตรมาส 1/2569 ที่ไม่ใช่ธนาคารและสื่อสาร ผลวิเคราะห์จากโบรกเกอร์หลายแห่งชี้ให้เห็นถึง "ภาพที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง" ระหว่างกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากวิกฤตพลังงานและกลุ่มที่ถูกกดดันจากกำลังซื้อที่หดตัว

เริ่มที่ กลุ่มพลังงาน ปิโตรเคมี และโรงกลั่น ถูกคาดการณ์ว่าจะเป็น "พระเอก" อีกกลุ่มที่ช่วยประคองดัชนีในไตรมาสนี้ โดยมีทิศทางกำไรเติบโตโดดเด่นทั้งเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน (QoQ) และช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) ซึ่งปัจจัยบวกหลักมาจาก กำไรจากสต็อกน้ำมัน (Stock Gain) หลังจากราคาน้ำมันดิบเร่งตัวขึ้นอย่างรุนแรงจากผลของสงครามในช่วงปลายไตรมาส

นอกจากนี้ หุ้นในกลุ่มปูนซีเมนต์และวัสดุก่อสร้างอย่าง SCC ยังสร้างเซอร์ไพรส์ด้วยกำไรที่พุ่งแรงถึง 466% จากอานิสงส์ของสต๊อกปิโตรเคมีที่เป็นบวกกว่า 4 พันล้านบาท ขณะที่กลุ่มโรงไฟฟ้าอย่าง GULF ยังรักษาแนวโน้มกำไรที่เติบโตได้ต่อเนื่องจากการรับรู้รายได้จากโครงการใหม่ๆ ซึ่งทิศทางที่เป็นบวกของกลุ่มพลังงานนี้ถือเป็นเกราะป้องกันชั้นดีที่ช่วยลดแรงกระแทกจากการเทขายหุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมอื่นๆ

ในทางกลับกัน กลุ่มอุตสาหกรรมที่อิงกับการบริโภคและต้นทุนการผลิตสูงอย่าง ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ อาหาร และการแพทย์ มีแนวโน้มที่จะรายงานกำไรชะลอตัวลงทั้งเทียบต่อไตรมาสและต่อปี เนื่องจากถูกบีบด้วยต้นทุนค่าขนส่งที่พุ่งสูงขึ้นและค่าเงินบาทที่ผันผวนแรงในช่วงปลายไตรมาส

ขณะที่กลุ่มพาณิชย์และค้าปลีกจำเป็นอย่าง CPALL แม้จะคาดว่ากำไรยังเติบโตได้ราว 8% แต่ก็เป็นการเติบโตท่ามกลางความระมัดระวังจากกำลังซื้อที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ส่วนกลุ่มท่องเที่ยวและการบิน (เช่น BA, ERW) ยังคงมีทิศทางที่สดใสต่อเนื่องจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น ซึ่งภาพรวมกำไรของบริษัทจดทะเบียน (SET EPS) ปี 2569 ถูกคาดการณ์ว่าจะอยู่ที่ประมาณ 87 บาทต่อหุ้น โดยนักวิเคราะห์มองว่ากำไรกลุ่ม Real Sector ที่ออกมา "ดีกว่าคาด" ในบางบริษัทจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ดัชนีมีโอกาสปรับตัวขึ้น (Upside) มากกว่าจะดิ่งลงไปลึกกว่าจุดรับที่ 1,440-1,450 จุด


 


ต่างชาติเริ่มลดน้ำหนักต่อหุ้นไทย
จากการวิเคราะห์ของ J.P. Morgan ล่าสุดระบุว่า ตลาดหุ้นไทย (SET Index) กำลังเผชิญกับภาวะ "รั้งท้ายอาเซียน" (Laggard) โดยมีการหั่นคาดการณ์การเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียนไทยในปี 2569 ลงเหลือเพียง 4% ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามและสิงคโปร์ ความกังวลหลักมาจากโครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่ยังไม่สามารถฟื้นตัวได้เต็มที่ (GDP โตเพียง 1.3-1.6%) ประกอบกับหนี้ครัวเรือนที่ยังเป็นตัวฉุดรั้งกำลังซื้อ ส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติมองว่า "ไม่คุ้มเสี่ยง" ที่จะถือหุ้นไทยในระยะยาว ท่ามกลางกระแสการลงทุนโลกที่มุ่งเน้นไปยังอุตสาหกรรม AI และเทคโนโลยีที่ไทยยังไม่มีบทบาทเด่นชัด

ขณะเดียวกัน ข้อมูลจาก Trading Economics ชี้ให้เห็นว่าดัชนี SET50 และ SET Index ในเดือนพฤษภาคมยังคงมีความเสี่ยงทางเทคนิคอย่างรุนแรง หลังจากที่ดัชนีวิ่งทดสอบแนวต้าน 1,500 จุดในเดือนเมษายนแต่ไม่สามารถฝ่าไปได้ แรงกดดันหลักมาจากทิศทางเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ที่ยังคงไหลออกอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน (Currency Loss) หลังเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ สอดคล้องกับพฤติกรรมการเทขายสุทธิของนักลงทุนต่างชาติที่เริ่มเข้มข้นขึ้นในช่วงรอยต่อเดือนเมษายน ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนว่าสถานะ "Net Selling" อาจจะยังไม่สิ้นสุดลงง่ายๆ ในเดือนนี้

ในภาพรวม บทวิเคราะห์รวบยอดมองว่าหุ้นไทยกำลังติดอยู่ใน "กับดักสุญญากาศ" ของเม็ดเงินลงทุน เนื่องจากสถาบันในประเทศได้ใช้กระสุนในการพยุงตลาดไปจนเกือบหมดสิ้นแล้ว (ขายสุทธิไปเกือบ 5 หมื่นล้านบาทตั้งแต่ต้นปี) ทำให้ในเดือนพฤษภาคมนี้ ตลาดจะขาด "เจ้ามือ" ที่มีกำลังพอจะลากดัชนีสวนแรงขายของต่างชาติได้ ยิ่งเมื่อรวมกับปัจจัยลบด้านต้นทุนพลังงานที่ดีเซลเคยพุ่งแตะระดับ 47.74 บาท และนโยบายดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.0% ซึ่งดูเหมือนจะเป็นดาบสองคมที่แก้ปัญหาเงินเฟ้อไม่ได้แต่กลับฉุดกำลังซื้อให้ทรุดลง ทำให้นักวิเคราะห์ต่างชาติส่วนใหญ่ขยับฐานมุมมองเป็น "Underweight" (ให้น้ำหนักน้อยกว่าตลาด) และเตือนให้ระวังแรงกระแทกจากปรากฏการณ์ Sell in May ที่อาจจะรุนแรงกว่าทุกปี

เอเชียเชื่อกระแสเงินยังไหลออกไทย

ในฟากนักลงทุนเอเชียอย่าง Nomura กลับมีมุมมองที่สอดคล้องกับฝั่งสหรัฐฯ ในแง่ของความกังวลต่อโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ โดยระบุว่าตลาดหุ้นไทยในเดือนพฤษภาคมกำลังตกอยู่ในภาวะ "กับดักมูลค่า" (Value Trap) เนื่องจากดัชนีขาดอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ๆ ที่จะดึงดูดเม็ดเงินลงทุนต่างชาติได้จริง ท่ามกลางแรงกดดันจากหนี้สาธารณะและข้อจำกัดทางการคลังที่อาจส่งผลให้รัฐบาลไม่สามารถตรึงราคาน้ำมันดีเซลที่เคยพุ่งแตะระดับ 47.74 บาทไว้ได้ตลอดรอดฝั่ง ซึ่งปัจจัยนี้จะกลายเป็นตัวฉุดรั้งกำลังซื้อภาคประชาชนให้ทรุดตัวลงรุนแรงกว่าที่คาดการณ์ไว้
นอกจากนี้ Nomura ยังย้ำเตือนถึงความเสี่ยงของกระแสเงินทุนที่อาจไหลไปหาตลาดที่มีการเติบโตด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ชัดเจนกว่าไทย ส่งผลให้ SET Index ในเดือนพฤษภาคมมีโอกาสเผชิญกับภาวะซึมตัวมากกว่าการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง แม้ราคาหุ้นหลายตัวจะอยู่ในระดับที่ดูเหมือนถูก แต่หากกำไรบริษัทจดทะเบียน (EPS) ยังไม่สามารถแสดงสัญญาณการโงหัวขึ้นได้อย่างชัดเจน การขยับขึ้นของดัชนีก็จะติดเพดานอยู่ที่ระดับ 1,500 จุด และยากที่จะต้านทานแรงเทขายของสถาบันที่ยังคงมีสถานะพร้อมระบายของออกทุกเมื่อ

สัญญาณซื้อต้นปีมีการเร่งเกินไป


สำหรับมุมมองหุ้นไทยในเดือนพฤษภาคม บล.บัวหลวง (Bualuang Securities) มองว่าพฤษภาคมคือ "เดือนแห่งการคัดกรอง" โดยมีประเด็นหลัก 3 ข้อได้แก่ ภาวะ Overbought ในรอบ 12 ปี โดยเตือนว่าดัชนีที่วิ่งขึ้นมาแรงในช่วงต้นปีจนแตะ 1,500 จุด ทำให้เกิดสัญญาณ "ซื้อมากเกินไป" ที่รุนแรงที่สุดในรอบทศวรรษ ดังนั้นเดือนพฤษภาคมอาจเห็นการปรับฐาน (Correction) ลงมาทดสอบแนวรับที่ 1,400 - 1,450 จุด ซึ่งมองว่าเป็นเรื่อง "ปกติและจำเป็น" เพื่อสะสมกำลังไปต่อ

อย่างไรก็ตามแม้จะปรับฐาน แต่บัวหลวงย้ำว่าหุ้นไทยราคาถูกที่สุดในรอบ 16 ปีเมื่อเทียบกับดัชนีโลก (MSCI ACWI) โดยเทรดต่ำกว่าถึง 33% นี่คือเกราะป้องกันชั้นดีที่ทำให้ Fund Flow ต่างชาติไม่หนีหายไปไหนไกล และจะกลับมาซ้อนซื้อทันทีที่ราคาปรับตัวลงมา ทำให้แข็งวางเป้าสิ้นปีที่ 1,570 - 1,600 จุด โดยมองว่าครึ่งปีหลังจะเป็น "ปีแห่งการฟื้นตัวเชิงโครงสร้าง" จากอานิสงส์ของ Data Center และกลุ่ม Digital Transformation ที่จะเริ่มเห็นผลงานชัดเจนขึ้น

ขณะที่ บล.กรุงศรี (Krungsri Securities) มาในแนว "Selective Play" และให้ความสำคัญกับปัจจัยระดับมหภาค โดยประเมินเป้าหมายดัชนีสิ้นปีไว้ที่ 1,500 จุด และมองว่าเดือนพฤษภาคมจะแกว่งตัวในกรอบกว้างเพื่อรอความชัดเจนจากนโยบายภาครัฐและทิศทางดอกเบี้ยโลก

ทำให้ บล.กรุงศรีแนะนำให้นักลงทุนโฟกัสที่ 4 กลุ่มเด่นเพื่อทานแรงขาย คือ (1) หุ้นที่ได้ประโยชน์จากบาทอ่อน (2) กลุ่มที่กำไร Q1/69 ออกมาโตแกร่งสวนกระแสน้ำมันแพง (3) หุ้นที่ได้รับอานิสงส์จากการกลับมาของเม็ดเงินในประเทศ และ (4) กลุ่มที่ลุ้นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกในครึ่งปีหลัง

นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับแนวรับ 1,450 จุดเป็นพิเศษ โดยระบุว่าหากดัชนียังยืนเหนือระดับนี้ได้ท่ามกลางแรงกดดันจากราคาน้ำมันดีเซลที่เคยพุ่งไปถึง 47.74 บาท จะเป็นสัญญาณยืนยันว่า "ฐานของตลาดหุ้นไทยแข็งแกร่งพอ" ที่จะรอรับข่าวดีในอนาคต


พฤษภาคมเริ่มเข้าสู่การปรับฐาน?


บทสรุปของเกมหุ้นในเดือนเมษายนที่ปิดตัวลงระดับ 1,493.69 จุด เปรียบเสมือนภาพลวงตาที่สร้างขึ้นบนความเปราะบางอย่างยิ่งยวด เมื่อพิจารณาจากรอยเท้าการลงทุนสุทธิสะสมตั้งแต่ต้นปีที่ฟ้องชัดว่า "เจ้ามือตัวจริง" อย่างสถาบันไทยได้ตัดสินใจทิ้งไพ่หนีออกจากกระดานไปแล้วเกือบ 5 หมื่นล้านบาท ทิ้งให้กลุ่มนักลงทุนรายย่อยต้องกลายเป็นผู้แบกโลกด้วยยอดซื้อสะสมสูงสุดกว่า 3.18 หมื่นล้านบาทเพียงลำพัง ท่ามกลางกระแสการถอนสมอของนักลงทุนต่างชาติที่เริ่มรินขายสุทธิออกมาเพื่อหนีผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนในจังหวะบาทอ่อนค่า การขึ้นมาของดัชนีจึงเป็นเพียงชัยชนะบนยอดปราสาททรายที่ไร้เสาเข็มของ Big Money คอยรองรับ และพร้อมจะพังทลายลงได้ทุกเมื่อหากแรงกัดกินจากต้นทุนพลังงานที่ดีเซลเคยพุ่งแตะระดับ 47.74 บาท เริ่มสำแดงฤทธิ์ในงบการเงินไตรมาสถัดไป

ดังนั้น เดือนพฤษภาคมจึงเป็น "จุดวัดใจ" บนทางสองแพร่งที่นักลงทุนต้องเลือกระหว่างความหวังจากบทวิเคราะห์ในประเทศที่ยังมองเป้าไกลถึง 1,600 จุด ด้วยเหตุผลด้านราคาหุ้นที่ถูกที่สุดในรอบ 16 ปี กับความจริงอันโหดร้ายจากมุมมองอย่าง J.P. Morgan และ Nomura ที่ย้ำเตือนเรื่อง "กับดักมูลค่า" และอัตราการเติบโตที่ต่ำที่สุดในอาเซียน แม้จะมีปราการด่านสุดท้ายคือกำไรของบริษัทจดทะเบียนกลุ่มธนาคารและสื่อสารที่ยังแข็งแกร่งพอจะค้ำดัชนีไม่ให้หลุด 1,450 จุดไว้ได้ชั่วคราว แต่คำถามสำคัญที่ทิ้งค้างไว้คือ รายย่อยจะทานแรงเสียดทานของปรากฏการณ์ Sell in May ไปได้นานแค่ไหน ในวันที่เพดานดอกเบี้ยนโยบาย 1.0% กลายเป็นดาบสองคมที่แก้ปัญหาเงินเฟ้อไม่ได้ แต่กลับฉุดกระชากกำลังซื้อของคนทั้งประเทศให้ดิ่งลง