xs
xsm
sm
md
lg

สหรัฐฯ คงบัญชี WL ไทย ชมปราบปรามเข้ม คืบหน้าแก้กฎหมาย แต่ห่วงละเมิดออนไลน์

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ประกาศรายงานการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศคู่ค้า คงไทยอยู่บัญชีประเทศที่ต้องจับตามอง (WL) ร่วมกับอีก 18 ประเทศ ชมมีพัฒนาการการคุ้มครอง ปราบปราม การแก้ไขกฎหมาย แต่ยังห่วงการละเมิดออนไลน์ คำขอจดสิทธิบัตรคงค้าง การเก็บค่าลิขสิทธิ์ การละเมิดซอฟต์แวร์และลิขสิทธิ์ “อรมน” ยันเดินหน้าปราบปราม แก้กฎหมาย พัฒนาระบบจดทะเบียนต่อเนื่อง ตั้งเป้าสุดท้ายหลุดบัญชี WL

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 1 เม.ย.2569 ที่ผ่านมา สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ได้ประกาศรายงานสถานะการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศคู่ค้าสำคัญ ภายใต้กฎหมายการค้าสหรัฐฯ มาตรา 301 พิเศษ (Special 301) เพื่อประเมินระดับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศคู่ค้า โดยยังคงให้ไทยอยู่ในบัญชีประเทศที่ต้องจับตามอง (Watch List : WL) ร่วมกับอีก 18 ประเทศ/กลุ่มประเทศ ได้แก่ อัลจีเรีย อาร์เจนตินา บาเบโดส เบลารุส โบลิเวีย บราซิล แคนาดา โคลอมเบีย เอกวาดอร์ อียิปต์ สหภาพยุโรป กัวเตมาลา เม็กซิโก ปากีสถาน ปารากวัย เปรู ตรินิแดดและโทเบโก และตุรกี

โดยในปีนี้ สหรัฐฯ ได้เพิ่มความเข้มงวดในการประเมินยิ่งขึ้น จากปีก่อนที่ไม่มีประเทศใดถูกจัดไว้ในบัญชีประเทศที่มีการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญามากที่สุด (Priority Foreign Country: PFC) แต่ปีนี้ได้ปรับเวียดนามจากที่เคยอยู่ในบัญชี WL มาอยู่ในบัญชี PFC ในการประกาศครั้งล่าสุด และยังจัด 6 ประเทศไว้ในบัญชีประเทศที่มีการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญามากที่สุด (Priority Foreign Country: PFC) ได้แก่ ชิลี จีน อินเดีย อินโดนีเซีย รัสเซีย และเวเนซุเอลา ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ได้เพิ่มสหภาพยุโรปเข้ามาในบัญชี WL ปีนี้ด้วย

ทั้งนี้ รายงานดังกล่าว ระบุว่า สหรัฐฯ เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยและพัฒนาการของการคุ้มครองและป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาที่ก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการขับเคลื่อนมาตรการเชิงรุกด้านการปราบปรามการละเมิด การบูรณาการการทำงานของหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย การผลักดันการแก้ไขกฎหมายลิขสิทธิ์และกฎหมายสิทธิบัตร รวมทั้งการเตรียมการเข้าเป็นภาคีความตกลงระหว่างประเทศด้านทรัพย์สินทางปัญญาที่สำคัญ ได้แก่ สนธิสัญญาว่าด้วยการแสดงและสิ่งบันทึกเสียงขององค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO Performances and Phonograms Treaty) และความตกลงกรุงเฮกว่าด้วยการจดทะเบียนการออกแบบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมระหว่างประเทศ (Hague Agreement Concerning International Registration of Industrial Designs)

อย่างไรก็ดี สหรัฐฯ ขอให้ไทยเร่งปรับแก้ไขกฎหมายให้สำเร็จ เพื่อเข้าเป็นภาคีความตกลงระหว่างประเทศเหล่านี้ และขอให้ไทยขยายผลการปราบปรามการจำหน่ายสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา โดยเฉพาะในช่องทางออนไลน์ไปถึงผู้ค้ารายใหญ่หรือแหล่งผลิตให้มากขึ้น รวมทั้งยังเห็นว่ามีคำขอสิทธิบัตรค้างสะสม (backlog) ในบางสาขา โดยเฉพาะเภสัชภัณฑ์ การแอบอ้างสิทธิในการจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์ การใช้ซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์ และการละเมิดลิขสิทธิ์ออนไลน์ผ่านการใช้อุปกรณ์และแอปพลิเคชันดาวน์โหลดข้อมูลเนื้อหา (content) ที่มีลิขสิทธิ์โดยไม่ได้รับอนุญาต

นางอรมนกล่าวว่า ที่ผ่านมา นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้สั่งการให้กรมเดินหน้าปราบปรามสินค้าละเมิดอย่างต่อเนื่อง และส่งเสริมการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของไทย โดยในด้านการปราบปราม มีผลดำเนินงานช่วง 6 เดือน ปีงบประมาณ 2569 (ต.ค.2568-มี.ค.2569) จับกุมได้ 332 คดี ของกลาง 1.3 ชิ้น มูลค่าเสียหายทางเศรษฐกิจ 2,300 ล้านบาท และยังมุ่งจัดการย่านการค้าที่ถูกระบุว่าเป็นที่จำหน่ายสินค้าละเมิด จัดการขายสินค้าที่ขายผ่านทางออนไลน์ และจับกุมรายใหญ่ ส่วนในด้านการส่งเสริม ได้ปรับปรุงกฎระเบียบและกฎหมายให้ทันสมัย นำเทคโนโลยีมาใช้ในการจดทะเบียน มีการพัฒนากฎหมายด้านการจัดเก็บค่าตอบแทนการใช้งานอันมีลิขสิทธิ์อย่างเป็นธรรม

“การผลักดันให้ไทยหลุดจากบัญชี WL ยังคงเป็นเป้าหมายสำคัญของกรม โดยจะชี้แจงความก้าวหน้าด้านทรัพย์สินทางปัญญาของไทยให้สหรัฐฯ ทราบอย่างต่อเนื่อง พร้อมดำเนินการตามแผนงานด้านทรัพย์สินทางปัญญา (IP Work Plan) ที่ได้จัดทำร่วมกับ USTR ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการมุ่งมั่นทำงานกับหน่วยงานด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และกระบวนการยุติธรรม ใช้มาตรการปราบปรามเชิงรุกเพื่อตัดวงจรสินค้าละเมิดตั้งแต่ต้นตอ เน้นการจับกุมสินค้าละเมิดในย่านการค้า โกดังเก็บสินค้า ตลอดจนด่านศุลกากรข้ามแดน รวมทั้งยกระดับระบบทรัพย์สินทางปัญญาของไทยให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล ซึ่งนอกจากจะช่วยเสริมสร้างสภาพแวดล้อมด้านการค้าการลงทุนและความน่าเชื่อถือในสายตาของนานาชาติแล้ว ยังเป็นกลไกที่ช่วยสนับสนุนนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ของคนไทย เพิ่มขีดความสามารถและสร้างโอกาสทางการค้าให้ผู้ประกอบการไทยอย่างยั่งยืนอีกด้วย”นางอรมนกล่าว