ผู้จัดการรายวัน 360 - แม่ทัพใหม่ของไลอ้อน (ประเทศไทย) กาง Road Map สู่เป้าหมายรายได้รวม 30,000 ล้านบาท พร้อมผลกำไรเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว ปรับยุทธวิธีรบใหม่ จัดโครงสร้างธุุรกิจ 4 กลุ่มหลัก เร่งทรานส์ฟอร์มองค์กรใหม่ 5 มิติ
นายประเสริฐ สุรัตนเมธากุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไลอ้อน (ประเทศไทย) จำกัด ที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งในปีนี้ กล่าวว่า ได้วางโรดแมพบริษัทไว้ชัดเจน (Mid-term Plan) เพื่อผลักดันองค์กรสู่เป้าหมายยอดขายรวม 30,000 ล้านบาท ให้ได้ด้วยสินค้าที่มีอยู่มากมายหหลายแบรนด์และหลากหลายกลุ่มสินค้า อาทิ โชกุบุสซึ ซอลส์ ซิสเท็มมา คิเรอิคิเรอิ เปา ไลปอนเอฟ โคโดโม เป็นต้น
บทเรียนจากหลายปีที่ผ่านมา การแข่งขันในตลาด FMCG แบบเดิมนั้น เป็นการแข่งขันในตลาดที่อิ่มตัว (Saturated Market) และเริ่มมีตัวเลขเติบโตติดลบทำให้มีการแข่งขันด้านราคาที่สูง เป็นตลาดแดงเดือดที่เน้นไปที่การทำโปรโมชัน 1 แถม 1
ทำให้กุญแจสำคัญของโรดแมปนี้ คือการสร้างวิธีการทำตลาดแบบใหม่ ๆ เพื่อเลี่ยงสงครามราคา รวมทั้งการสร้าง Growth Engine ใหม่ ที่จะช่วยให้บริษัทเติบโตแบบก้าวกระโดดและยั่งยืน
โดยนอกจากตั้งเป้าหมายยอดขาย 30,000 ล้าน ยังต้องการเพิ่มกำไรขึ้นอีกหนึ่งเท่าตัวผ่านการจัดโครงสร้างธุรกิจใหม่เป็น 4 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่
1. Mass FMCG: เน้นการเติบโตอย่างยั่งยืนและทำกำไรให้ดีขึ้น
2. ธุรกิจกลุ่ม 3Es (E-Commerce, E-Chemical, Export): เป็นกลุ่มที่เติบโตได้สูงมากในช่วงที่ผ่านมา และต้องการสร้างการเติบโตแบบก้าวกระโดดมากขึ้นอีก
3. Emerging Markets: รุกตลาดเพื่อนบ้านอย่าง ลาว พม่า กัมพูชา อย่างจริงจัง
4. Premium Personal Care: ธุรกิจใหม่ที่จะเข้ามาเสริมพอร์ตโฟลิโอเพื่อยกระดับผลกำไร
เพื่อให้เป้าหมายที่ท้าทายนี้ประสบความสำเร็จ บริษัทฯ จึงเร่งทรานส์ฟอร์ม พลิกโฉมองค์กร และได้จัดกิจกรรม Town Hall เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของบริษัท ณ KINGSQUARE Community Mall ในการเปิดเวทีให้ผู้บริหารได้แสดงวิสัยทัศน์ สื่อสารถึงทิศทาง เป้าหมาย การเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ โดยตรงกับพนักงานทั้งองค์กร เพื่อให้ทุกคนมีส่วนร่วมโดยพร้อมเพรียงกัน
“โลกทุกวันนี้เปลี่ยนไปแล้ว และไม่มีวันกลับไปเหมือนเดิม วิธีทำงานหรือทักษะแบบเดิมอาจใช้ไม่ได้อีกต่อไป เราต้องพร้อมเปิดกว้างและปรับตัวตลอดเวลา และต้องปรับแบบ Quick Change เพื่อให้เกิด Quick Win ด้วย” นายประเสริฐ ย้ำถึงความจำเป็นในการทรานส์ฟอร์มครั้งใหญ่ของบริษัทครั้งนี้
การทรานส์ฟอร์มองค์กรครั้งนี้จะครอบคลุม 5 มิติสำคัญ ได้แก่
1. การสร้างแบรนด์องค์กรใหม่ (Corporate Branding Transformation)
2. การหาแหล่งรายได้ทางธุรกิจใหม่ (New Growth Engine Transformation)
3. การสร้างองค์กรเป็น AI Digital และ Data Organization (AI Digital & Data Transformation)
4. การพลิกโฉมต้นทุนและกำไร (Costing & Profit Transformation)
5. และที่สำคัญที่สุดคือ การพัฒนาคน (People Transformation)
ไลอ้อนฯ กำลังขยับจากการเป็นเพียง “ผู้ผลิต” ไปสู่การเป็น “องค์กรด้านสุขภาพและคุณภาพชีวิต” ภายใต้แนวคิด Caring Innovation หรือนวัตกรรมที่เกิดจากความละเอียดใส่ใจแบบญี่ปุ่น เพื่อตอบโจทย์สุขภาพของผู้บริโภคอย่างแท้จริง
ในด้านเทคโนโลยี ไลอ้อนฯ มุ่งสู่การเป็น Smart Organization อย่างเต็มตัว มีการจัดตั้งทีม Business Intelligence เพื่อนำ Data มาวิเคราะห์และสร้างแบบจำลองทางธุรกิจเพื่อการตัดสินใจที่แม่นยำ ขณะที่ฝั่งโรงงานกำลังมุ่งหน้าสู่ Smart Factory ด้วยระบบ Automation และ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน พร้อมกันนี้ บริษัทได้ส่งเสริมการนำเครื่องมือดิจิทัลสมัยใหม่มาใช้ในการทำงาน อาทิ ChatGPT, Gemini, ระบบ Cloud, Microsoft Teams, OneDrive และ Canva เพื่อยกระดับทักษะและสร้างความคุ้นเคยในการใช้งานให้กับพนักงาน โดยมุ่งหวังให้พนักงานไลอ้อนก้าวสู่การเป็น AI & Digital Citizen อย่างแท้จริง
“ความดี” คือ DNA ที่ไม่เคยเปลี่ยน
แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงในเชิงธุรกิจอย่างมากมาย แต่สิ่งที่ไลอ้อนฯ ยังคงรักษาไว้เป็น “หัวใจในการดำเนินธุรกิจ” คือ ปรัชญา “ธุรกิจคู่คุณธรรม (Business with Ethics)” ที่มีวัฒนธรรมองค์กรคนดี ในการยกย่องคนดี ส่งเสริมคนเก่ง อย่างต่อเนื่องสืบมา และมาเสริมเพิ่มเติมด้วย ค่านิยมองค์กรใหม่ 5 LION’s Spirit ได้แก่ “Goodness (ความดี), Empowering (การให้พลัง) , Trust (ความเชื่อมั่น), Caring Innovation (นวัตกรรมที่ใส่ใจ), Sustainability (ความยั่งยืน)”
เป้าหมายของไลอ้อนฯ จึงไม่ใช่เพียงตัวเลข 30,000 ล้านบาท แต่คือการเปลี่ยนเป็นองค์กรที่ “ขับเคลื่อนด้วยเป้าหมาย (Corporate with Purpose)” เพื่อยกระดับสุขอนามัยและคุณภาพชีวิตของคนไทยให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน ควบคู่ไปกับเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมอย่างการก้าวสู่ Net Zero ในปี 2050