สนค. ทำรายงานข้อเสนอนโยบาย “อุปกรณ์อัจฉริยะ (Smart Devices) : สินค้าศักยภาพในยุคดิจิทัล” เผยเติบโตต่อเนื่อง จากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี การเข้าสู่สังคมสูงวัย การขยายตัวของเมือง และพฤติกรรมผู้บริโภคต้องการความสบาย 4 ประเทศสำคัญ จีน สหรัฐฯ เยอรมนี และเกาหลีใต้ ล้วนมียุทธศาสตร์ขับเคลื่อน ไทยก็มีแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ชง 6 แนวทางขับเคลื่อนอุตสาหกรรม ต้องบูรณาการทำงาน ส่งเสริมสีเขียว เข้มคุณภาพ เพิ่มความต้องการในประเทศ เร่งเจรจาการค้าเพื่อเปิดตลาด และเฝ้าระวังสวมสิทธิ์
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค. เล็งเห็นความสำคัญของอุปกรณ์อัจฉริยะ (Smart Devices) ที่เข้ามามีผลต่อชีวิตประจำวัน ธุรกิจ และการให้บริการ จึงได้จัดทำรายงานข้อเสนอนโยบาย เรื่อง “อุปกรณ์อัจฉริยะ (Smart Devices) : สินค้าศักยภาพในยุคดิจิทัล” ด้วยการศึกษาอุปกรณ์ที่สวมใส่ติดร่างกาย (Wearable Devices) และอุปกรณ์เครื่องใช้ภายในบ้าน (Home Appliances) พบว่า อุปกรณ์อัจฉริยะมีแนวโน้มเติบโตสูง เนื่องจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี การเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย การขยายตัวของเมือง และพฤติกรรมผู้บริโภคที่ต้องการสิ่งอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวัน
สำหรับอุปกรณ์อัจฉริยะ (Smart Devices) คือ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีความสามารถประมวลผลโดยอัตโนมัติ สามารถรับรู้และตอบสนองต่อบริบทผ่านเซ็นเซอร์ เชื่อมต่อเครือข่ายได้ แลกเปลี่ยนข้อมูลได้ ทำให้สามารถรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจหรืออำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาทิ อุปกรณ์สวมใส่ติดร่างกาย (Wearable Devices) เช่น แหวน สร้อย นาฬิกาข้อมือ และแว่นตา และอุปกรณ์เครื่องใช้ภายในบ้าน (Home Appliances) เช่น อุปกรณ์ทำความสะอาด เครื่องครัว กล้องวงจรปิด และกลอนประตู
ทั้งนี้ สนค. ยังได้ศึกษาแนวทางการส่งเสริมและพัฒนาความสามารถทางการแข่งขันธุรกิจอุปกรณ์อัจฉริยะใน 4 ประเทศ โดยจีนมีกรอบยุทธศาสตร์ Made in China 2025 (MiC2025) ที่ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเป้าหมาย 10 สาขา ซึ่งรวมถึงอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับอุปกรณ์อัจฉริยะ และแผนปฏิบัติการส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านคุณภาพสูง ที่มุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์ และอุปกรณ์ไฟฟ้าส่องสว่าง ให้เป็นผลิตภัณฑ์อัจฉริยะ สร้างระบบนิเวศบ้านอัจฉริยะ และสนับสนุนการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สหรัฐฯ ออกกฎหมาย CHIPS and Science Act 2022 สำหรับสนับสนุนการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ในประเทศ ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของอุปกรณ์อัจฉริยะทุกชนิด ผ่านการวิจัยและพัฒนา การออกแบบผลิตภัณฑ์ และการพัฒนาบุคลากร และแผนปฏิบัติการ Winning the Race: America’s AI Action Plan ในการสนับสนุนพัฒนาชิปและซอฟต์แวร์ AI ขั้นสูง และปรับปรุงกฎระเบียบให้เอื้อต่ออุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์มากขึ้น เยอรมนีมีแผนยุทธศาสตร์ชาติระยะยาวในการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 (Industry 4.0) เพื่อพัฒนาโรงงานอัจฉริยะ (Smart Factory) ที่ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (Internet of Things: IoT) และเซ็นเซอร์อัจฉริยะ และยุทธศาสตร์ National Digital Decade Strategic Roadmap (ค.ศ. 2024–2030) เพื่อเร่งการพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐานและทักษะดิจิทัลของประเทศ และเกาหลีใต้กำหนดแผนยุทธศาสตร์ด้านดิจิทัล Digital New Deal 2.0 เพื่อสนับสนุนการพัฒนาระบบนิเวศอุตสาหกรรมและบริการสาธารณะอัจฉริยะ กำหนดมาตรฐาน KC Certification เพื่อรับรองความปลอดภัยของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และส่งเสริมการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าประหยัดพลังงาน โดยสนับสนุนทางการเงินแก่ผู้ที่ซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพพลังงานสูง
สำหรับไทย มียุทธศาสตร์ แนวนโยบาย และกิจกรรมหลากหลาย ที่ช่วยส่งเสริมอุตสาหกรรมอุปกรณ์อัจฉริยะของไทย อาทิ ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี แผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ระยะที่ 1 (พ.ศ.2566–2570) และยุทธศาสตร์การส่งเสริมการลงทุน 5 ปี (พ.ศ.2566–2570) ซึ่งทำให้การค้าอุปกรณ์อัจฉริยะของไทยเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2568 การค้าอุปกรณ์อัจฉริยะของไทยมีมูลค่า 2.46 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 67.20% และในช่วงปี 2565–2568 เติบโตเฉลี่ย 22.70% ต่อปี โดยไทยเกินดุลการค้ามาโดยตลอด และจากการเปรียบเทียบดัชนีความสามารถในการแข่งขันเชิงเปรียบเทียบ (Revealed Comparative Advantage: RCA) ใน 2 ช่วงเวลา (ช่วงปี 2563–2567 เทียบกับช่วงปี 2558–2562) พบว่า ไทยมีศักยภาพและความสามารถในการแข่งขันในการส่งออกอุปกรณ์อัจฉริยะเพิ่มขึ้น ทั้งในภาพรวมและในหลายตลาด ทั้งนี้ ตลาดที่น่าสนใจที่ควรผลักดันการส่งออกอุปกรณ์อัจฉริยะของไทย อาทิ สหรัฐฯ เนเธอร์แลนด์ แคนาดา เม็กซิโก สหราชอาณาจักร จีน ฮ่องกง เยอรมนี และฝรั่งเศส อย่างไรก็ดี ไทยจำเป็นต้องส่งเสริม
การค้า เพื่อรักษาตลาด อาทิ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ นิวซีแลนด์ และรัสเซีย
ส่วนข้อเสนอการส่งเสริมและพัฒนาความสามารถทางการแข่งขันของธุรกิจอุปกรณ์อัจฉริยะไทย จะต้องครอบคลุมทุกมิติด้วย 6 แนวทาง ได้แก่ 1.บูรณาการนโยบาย การดำเนินงาน และข้อมูล ตลอดห่วงโซ่คุณค่า 2.กำหนดแนวทางส่งเสริมเศรษฐกิจสีเขียวและเศรษฐกิจหมุนเวียน 3.ยกระดับคุณภาพและมาตรฐานไทย เพื่อเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานที่น่าเชื่อถือ 4.จัดทำมาตรการขยายอุปสงค์ภายในประเทศ 5.เร่งเจรจาการค้า เพื่อสร้างหุ้นส่วนการค้าเชิงยุทธศาสตร์ กระจายความเสี่ยง และขยายโอกาสทางการค้า และ 6.เพิ่มความเข้มงวดในการเฝ้าระวังสินค้าสวมสิทธิ์ และการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า ควบคู่กับการส่งเสริมการใช้วัตถุดิบในประเทศ ซึ่งแนวทางเหล่านี้จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือของทุกหน่วยงาน เพื่อพัฒนาความสามารถทางการแข่งขันธุรกิจอุปกรณ์อัจฉริยะของไทยอย่างยั่งยืน