โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย พาสื่อมวลชนชั้นนำจากไทย 3 สำนัก รวมถึง“MGR MOTORING” เพื่อเข้าร่วมงานนำเสนอและเยี่ยมชมโครงการ “Woven City” เมืองต้นแบบแห่งอนาคตของโตโยต้า ซึ่งงานนี้ เปิดให้สื่อมวลชนจากทั่วโลกเข้าร่วมสัมผัสประสบการณ์จริง สนามทดสอบนวัตกรรมการคมนาคมแห่งโลกอนาคต
โดยงานครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญเพื่อถ่ายทอดแนวคิดและวิสัยทัศน์ขององค์กรที่กำลังก้าวผ่านจาก “ผู้ผลิตรถยนต์” ไปสู่ “Mobility Company”ที่มองการเดินทางในมิติที่กว้างขึ้น ครอบคลุมทั้งระบบนิเวศ ไม่จำกัดเพียงยานพาหนะ แต่ขยายสู่การพัฒนาโซลูชันทั้งด้านฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และความร่วมมือกับพันธมิตรในหลากหลายอุตสาหกรรม
การเข้าชมพื้นที่จริงของ Woven City ในครั้งนี้ โดยได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจาก “Daisuke Toyoda” รองประธานอาวุโสของ Woven by Toyota ผู้มาเป็นผู้นำทัวร์และถ่ายทอดเจตนารมณ์เบื้องหลังเมืองนวัตกรรมแห่งนี้ด้วยตนเอง เริ่มต้นจากการสาธิตเครื่องทอผ้าโบราณ ผลงานของคุณปู่ทวด Sakichi Toyoda ซึ่งเป็นจุดกำเนิดของอาณาจักรโตโยต้า
ชื่อของ “Woven”หรือ “การถักทอ” ไม่ได้เป็นเพียงชื่อโครงการ แต่เป็นรากฐานทางปรัชญาที่โตโยต้าสืบทอดมาตั้งแต่สมัยที่ผู้ก่อตั้งอย่าง Sakichi Toyoda เริ่มต้นธุรกิจจากการผลิตเครื่องทอผ้า โดยมีแรงบันดาลใจหลักคือการสร้างนวัตกรรมเพื่อช่วยเหลือผู้คนและพัฒนาสังคม
ภายในงาน สื่อมวลชนได้รับโอกาสสำคัญในการเข้าชม Woven City เฟส1และ เฟส2 อย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกของโลก พร้อมทั้งเข้าร่วมการนำเสนอ การสาธิตเทคโนโลยี และการเยี่ยมชมพื้นที่จริงอย่างใกล้ชิด รวมถึงการเปิดตัว “Woven Inventors Garage”หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของโครงการ ซึ่งเป็นพื้นที่สำหรับนักนวัตกรรมในการพัฒนาและทดลองแนวคิดใหม่ด้านการคมนาคม
หัวใจหลักของ Woven City ที่ Daisuke Toyoda นำเสนอคือแนวคิด “Co-invention” ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่าง “ความร่วมมือ” และ “การประดิษฐ์” โดยเปลี่ยนบทบาทของผู้ใช้งานให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาอย่างแท้จริง กระบวนการนี้เริ่มต้นจากการที่นักประดิษฐ์ (Inventor) พัฒนาผลิตภัณฑ์หรือบริการขึ้นมา จากนั้นกลุ่มผู้ทดลองใช้หรือ “Weavers” ซึ่งประกอบด้วยพนักงานและบุคคลภายนอกที่ยินยอมร่วมบันทึกข้อมูล จะเข้ามาใช้ชีวิตจริงและทดสอบนวัตกรรมเหล่านั้น พร้อมให้ข้อเสนอแนะโดยตรง เพื่อให้นักประดิษฐ์นำไปปรับปรุงและต่อยอดให้สมบูรณ์แบบที่สุด
ภายใน “Living Laboratory” แห่งนี้ พื้นที่อดีตโรงงานฮิกาชิฟูจิ (Higashi Fuji) ที่เคยผลิตรถยนต์กว่า 7.52 ล้านคันตลอด 53 ปี ได้ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นสนามทดสอบที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีที่น่าทึ่ง ทั้งจากโตโยต้าและเหล่าพันธมิตรระดับโลก อาทิ หุ่นยนต์ส่งของ (Delivery Robots) อย่าง PPP และ Cyber ที่สามารถเคลื่อนที่ผ่านลิฟต์เพื่อส่งของถึงห้องพัก รวมถึงระบบรางใต้ดินที่รับสินค้าจากรถบรรทุกแล้วส่งตรงเข้าสู่แต่ละอาคารได้อย่างอัตโนมัติ นอกจากนี้ยังมีการนำเสนอ หุ่นยนต์ช่วยเหลือมนุษย์ (Human Support Robot) ที่ออกแบบมาเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตในครัวเรือนและการดูแลผู้ป่วย รวมถึงนวัตกรรม EVTOL (เครื่องบินขึ้นลงทางดิ่ง) ที่พัฒนาโดยบริษัท Joby ให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสผ่านระบบ Simulator
ในการพัฒนาโซลูชันเหล่านี้ โตโยต้าไม่เพียงเน้นเทคโนโลยีใดเทคโนโลยีหนึ่ง แต่ยังเปิดกว้างสำหรับเทคโนโลยีที่หลากหลาย ทั้งรถยนต์ไฟฟ้า (BEV),เซลล์เชื้อเพลิง (FCEV)และไฮบริด โดยมี “ข้อมูล” (Data )เป็นตัวแปรสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการโลจิสติกส์และการวางแผนการเดินทางผ่าน AI เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและลดเวลาในการสัญจรของผู้คน
ความน่าสนใจยังรวมไปถึงโปรเจกต์จากพันธมิตรที่เข้ามาร่วมทดลองในเมืองแห่งนี้ เช่น Daikin ที่นำระบบปรับอากาศและกรองอากาศอัจฉริยะมาทดสอบเพื่อลดปัญหาโรคแพ้เกสรดอกไม้ ซึ่งผลลัพธ์พบว่าสามารถลดปริมาณเกสรได้ถึง 90% ส่งผลให้คุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด, UCC Coffee ที่ศึกษาผลกระทบของกาแฟต่อการทำงานของสมองผ่านการใช้กล้อง AI วิเคราะห์พฤติกรรม และ ตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติจาก DyDo ที่ทำงานผ่านระบบมือถือได้อย่างไร้รอยต่อ รวมถึงยานพาหนะขนาดเล็กอย่าง Swake ที่มีระบบรักษาสมดุลในตัวเอง (Self-Balancing) เพื่อใช้เดินทางภายในชุมชน
วิสัยทัศน์ดังกล่าวถูกขับเคลื่อนผ่าน 3 หลักการสำคัญ คือ Mobility for Allเพื่อให้ทุกคนเข้าถึงการเดินทางได้อย่างเท่าเทียมและสะดวกสบาย, Sustainability การมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนอย่างเป็นรูปธรรม และ Contribution to Societyการสร้างคุณค่าให้แก่สังคมในทุกประเทศที่โตโยต้าเข้าไปดำเนินธุรกิจ การเปลี่ยนผ่านนี้เองที่ทำให้โตโยต้าก้าวไปไกลกว่าการพัฒนาเครื่องยนต์ สู่การบูรณาการโซลูชันที่ครอบคลุมทั้งฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และการผนึกกำลังกับพันธมิตรเพื่อตอบโจทย์วิถีชีวิตที่ซับซ้อนในอนาคต
หนึ่งในกุญแจสำคัญที่โตโยต้าหยิบยกขึ้นมาสื่อสารคือแนวคิด“Kakezan”หรือ “การคูณ” ซึ่งหมายถึงการผสา นMobility เข้ากับองค์ประกอบอื่นๆ เพื่อสร้างคุณค่าใหม่ เช่น Mobility × Safety (การเดินทางที่ปลอดภัย), Mobility × Healthcare (การเข้าถึงบริการทางการแพทย์) และMobility × Social Inclusion (การเข้าถึงโอกาสสำหรับทุกคน)เพื่อแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อน เช่น ความแออัดของจราจรและการเข้าถึงบริการทางการแพทย์
โตโยต้าย้ำชัดว่า Woven City ไม่ใช่ Smart City ในความหมายทั่วไป แต่เป็นสนามทดสอบด้าน Mobility ที่ครอบคลุม 4 มิติหลัก ได้แก่ การเคลื่อนย้ายผู้คน การขนส่งสินค้า การไหลเวียนของข้อมูล และการจัดการพลังงาน ซึ่งทั้งหมดถูกออกแบบให้เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบเพื่อตอบสนองต่อทุกจังหวะของการใช้ชีวิต