“สรรเพชญ”เร่งชงครม.ตั้งบอร์ดกทท. คาด”เดชา พฤกษ์พัฒนรักษ์”อดีตอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน นั่งประธาน เดินหน้าสรรหาผอ.กทท.คนใหม่ใน 90 วัน ดันสร้างทางด่วน S1 แก้รถติด มอบนโยบาย 6 ด้าน พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน–เทคโนโลยี เชื่อมโลจิสติกส์
วันที่ 30 เมษายน 2569 นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยหลังตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายการดำเนินงาน การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) ว่า กทท.อาจจะมีปัญหาในการทำงาน ในช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากไม่มีคณะกรรมการ (บอร์ด) ดังนั้น จะเร่งดำเนินการแต่งตั้งบอร์ดกทท.ชุดใหม่ เสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายใน 1-2 สัปดาห์นี้ เพื่อเข้ามาแก้ปัญหางานคั่งค้างและขับเคลื่อนองค์กร โดยเฉพาะเรื่องเร่งด่วน การสรรหาผู้อำนวยการ กทท.คนใหม่ ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาไม่เกิน 90 วัน
ทั้งนี้การสรรหาผู้อำนวยการ กทท.มีกระบวนการตามขั้นตอน โดยบอร์ดกทท.จะต้องแต่งตั้งคณะกรรมการสรรหาฯผู้อำนวยการ กทท. จากนั้นจะมีการกำหนดหลักเกณฑ์คุณสมบัติและประกาศรับสมัคร และพิจารณาคัดเลือกฯ
พร้อมกันนี้จะเร่งรัดผลักดันโครงการพัฒนาเส้นทางเชื่อมต่อท่าเรือกรุงเทพและทางพิเศษสายบางนา-อาจณรงค์ (S1) ระยะทาง 2.25 กม. วงเงินลงทุนรวม 4,445.80 ล้านบาท ซึ่งโครงการศึกษาเสร็จแล้ว เพื่อลดผลกระทบปัญหาจราจรรอบท่าเรือกรุงเทพ โดยให้กทท.เร่งดำเนินการเจรจาการลงทุนร่วมกับการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) และการพัฒนาพื้นที่ท่าเรือกรุงเทพ (คลองเตย) ในเชิงพาณิชย์ ซึ่งมีแผนอยู่เดิมให้นำมาพิจารณาให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เคยกล่าววาระบุว่า ได้เสนอชื่อ นายเดชา พฤกษ์พัฒนรักษ์ อดีตอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เป็นประธานบอร์ดกทท.คาดว่าจะเสนอครม.ในสัปดาห์หน้า
นายสรรเพชรกล่าวต่อว่า สำหรับนโยบายที่มอบให้ กทท. คือขอให้มุ่งเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยี พร้อมบูรณาการเชื่อมโยงโลจิสติกส์ มุ่งสู่การเป็นท่าเรือสีเขียวที่เติบโตเคียงคู่ชุมชน ซึ่งการท่าเรือฯ เป็นหน่วยงานสำคัญที่มีบทบาทต่อเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่ง 1 ใน 4 นโยบายเร่งด่วนของกระทรวงคมนาคมคือมุ่งพัฒนาระบบคมนาคมและโลจิสติกส์ให้มีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมควบคู่กับการวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานและบริการด้านคมนาคมเพื่อรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจในอนาคต และที่ผ่านมาการท่าเรือฯ ได้พัฒนาศักยภาพอย่างต่อเนื่องเพื่อก้าวสู่การเป็นท่าเรือระดับสากลและศูนย์กลางการขนส่งทางน้ำของภูมิภาค
ทั้งนี้ เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงคมนาคมและสามารถผลักดันภารกิจสำคัญให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมจึงขอมอบนโยบายในการดำเนินงาน 6 ด้านสำคัญ ดังนี้
1.มุ่งพัฒนาและเพิ่มขีดความสามารถของโครงสร้างพื้นฐานท่าเรือให้รองรับปริมาณการขนส่งสินค้าที่เพิ่มขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมเร่งรัดโครงการท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 โดยเฉพาะการหาข้อสรุปแนวทางดำเนินงานท่าเทียบเรือ F1 และ F2 ซึ่งกำหนดเป็นภารกิจเร่งด่วน รวมถึงการพัฒนาโครงการท่าเรืออัตโนมัติที่ท่าเรือกรุงเทพ การบริหารจัดการพื้นที่ลานวางตู้สินค้าให้เกิดประโยชน์สูงสุด และการยกระดับศูนย์กระจายสินค้าและคลังสินค้าให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ในส่วนของท่าเรือภูมิภาค ให้ศึกษาความเหมาะสมในการพัฒนาท่าเรือระนอง เพื่อพัฒนาสู่ประตูการค้าหลักฝั่งทะเลอันดามัน เชื่อมโยงการขนส่งไปยังกลุ่มประเทศ BIMSTEC และการเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ระบบบริหารจัดการและการให้บริการของท่าเรือพาณิชย์เชียงแสนและท่าเรือเชียงของเพื่อให้เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระดับภูมิภาคลุ่มน้ำโขง
2. เร่งเชื่อมโยงระบบการขนส่งของประเทศทั้งทางถนน ทางราง และทางน้ำ อย่างไร้รอยต่อ ผ่านการพัฒนาระบบ Multimodal และการปรับรูปแบบการขนส่ง (Shift Mode) พร้อมเร่งรัดโครงการเชื่อมต่อท่าเรือกรุงเทพกับทางพิเศษสายบางนา–อาจณรงค์ (S1) โดยเลือกรูปแบบการลงทุนที่เหมาะสม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งและลดปัญหาจราจร รวมถึงผลักดันการพัฒนาท่าเรือบก (Dry Port) ในพื้นที่ที่ศึกษาไว้แล้วให้เกิดผลเป็นรูปธรรม สนับสนุนการเพิ่มสัดส่วนการขนส่งทางราง โดยดำเนินการร่วมกับการรถไฟแห่งประเทศไทยและเร่งการบริหารจัดการ SRTO ทั้งด้านระบบ เครื่องมือ และพื้นที่ เพื่อรองรับความต้องการขนส่งทางรางที่เพิ่มขึ้น ตลอดจนวางแผนพัฒนาระบบรางให้สอดรับกับโครงการท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 อย่างเป็นระบบ
3. เร่งยกระดับการบริหารจัดการท่าเรือด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อก้าวสู่การเป็น Smart Port โดยผลักดันการพัฒนาระบบ PCS (Port Community System) ให้สามารถใช้งานได้อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมกับการปรับปรุงระบบ Truck Queue ให้มีเสถียรภาพและสะดวกต่อการใช้งาน
4. เร่งแก้ไขปัญหาการจราจรในพื้นที่ท่าเรือหลักทั้งท่าเรือแหลมฉบังและท่าเรือกรุงเทพ พร้อมนำเทคโนโลยีและเครื่องมือมาใช้ในการจำลองสถานการณ์จราจรและคิวรถบรรทุก (Truck Queue) เพื่อทดสอบมาตรการก่อนนำไปปฏิบัติจริง รวมถึงเร่งบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท และการทางพิเศษแห่งประเทศไทย เพื่อพัฒนาโครงข่ายคมนาคมให้เชื่อมโยงกัน และจัดหาพื้นที่รองรับรถบรรทุก (Buffer Zone) เพื่อลดความแออัดของการจราจรบนถนนหลัก
5. กำหนดทิศทางการพัฒนาสู่การเป็น Green Port มุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero อย่างชัดเจนเป็นรูปธรรม พร้อมกับการใส่ใจดูแลชุมชนอย่างรอบด้านและเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ เพื่อให้การพัฒนาท่าเรือเกิดความสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม
6. มุ่งยกระดับศักยภาพองค์กรให้พร้อมรับความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทาน พร้อมจัดทำแผนบริหารความเสี่ยงรองรับหลายสถานการณ์ รวมถึงการพัฒนาบุคลากรให้มีทักษะสอดคล้องกับบริบทโลกยุคใหม่ สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคตได้อย่างมั่นคง
“การขับเคลื่อนภารกิจของการท่าเรือฯ มีความสำคัญต่อการเสริมศักยภาพการแข่งขันของไทยในเวทีการค้าโลก การดำเนินงานจึงต้องมุ่งตอบสนองต่อความต้องการของผู้ใช้บริการและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างรอบด้าน ทั้งการยกระดับประสิทธิภาพการให้บริการ การแก้ปัญหาด้านคมนาคมขนส่งและการจราจร โดยการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ รวมถึงเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเชื่อมโยงระบบขนส่งอย่างไร้รอยต่อ พร้อมเดินหน้าพัฒนาท่าเรือสีเขียวและดูแลชุมชนโดยรอบ เพื่อให้การพัฒนาท่าเรือสามารถเติบโตไปกับเมืองและสังคมได้อย่างสมดุล”
ว่าที่ร้อยตรี รัฐกร เขียวไพศาล รองผู้อำนวยการ กทท. สายบริหารการเงินและกลยุทธ์องค์กร รักษาการแทนผู้อำนวยการ กทท.กล่าวว่า การท่าเรือฯ รับนโยบายของกระทรวงคมนาคมและขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อยกระดับการดำเนินงานและการให้บริการให้มีประสิทธิภาพสอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้บริการและทิศทางเศรษฐกิจโลก พร้อมบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การพัฒนาท่าเรือเป็นไปอย่างสมดุลและยั่งยืน