SCC เร่งศึกษาความเป็นไปได้ในการร่วมทุนเชิงกลยุทธ์ของธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ในไทยระหว่าง PTTGC และ SCGC เพื่อเสริมความสามารถในการแข่งขันตลาดโลก คาดได้ข้อสรุปปลายไตรมาส3/69 ชี้หากบรรลุข้อตกลงจะจัดตั้งบริษัทร่วมทุนดึงทรัพย์สินธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิเมอร์ในไทยตีมูลค่าเป็นสัดส่วนการถือหุ้นคาดใช้เวลากว่า 12เดือน และไม่เกิดการผู้ขาดตลาด แย้มผลดำเนินงานไตรมาส2/69 ยังดีต่อเนื่อง
นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย ตำกัด(มหาชน)หรือ SCC เปิดเผยว่า ตามที่บริษัทย่อย คือบริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด(มหาชน)หรือ SCGC ร่วมกับบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC ลงนามในบันทึกข้อตกลงเบื้องต้น(MOU) ซึ่งไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการร่วมทุนเชิงกลยุทธ์ของธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ในไทย เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของซัพพลายเชน และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของอุตฯปิโตรเคมีไทยสู่ระดับโลกคาดว่าจะใช้เวลา5เดือนและจะได้ข้อสรุปในปลายไตรมาส3/2569
ซึ่งผลการศึกษาการร่วมทุนดังกล่าวจะขึ้นอยู่กับผลของการตรวจสอบสภาพกิจการ (due diligence) และการได้รับอนุมัติของบริษัททั้งสองและจากหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง หากPTTGCและSCGC บรรลุข้ตกลงร่วมกันก็จะดำเนินการจัดตั้งบริษัทร่วมทุน และดึงทรัพย์สินในธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ของ SCGC ในประเทศไทย รวมถึงโรงงานผลิตโรงงานผลิตพอลิเอทิลีน (PE) และโรงงานผลิตพอลิโพรพิลีน (PP) ตลอดจน บริษัทร่วมทุนที่เกี่ยวข้องของ SCGC ในธุรกิจดังกล่าว และธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ของPTTGCในประเทศไทย เข้ามาในบริษัทร่วมทุนใหม่ จะประกอบด้วยโรงโอเลฟินส์ 7 โรง รวมกำลังผลิต 7 ล้านตัน/ปี และโรงงานผลิตPPและPE รวมกำลังผลิต 6ล้านตัน/ปี สำหรับสัดส่วนการถือหุ้นในบริษัทร่วมทุนนี้จะขึ้นกับมูลค่าทรัพย์สินของแต่ละฝ่าย ขั้นตอนเหล่านี้จะใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 12เดือน
ส่วนประเด็นการผูกขาดตลาดภายหลังการร่วมทุนกันนั้น เนื่องจากตลาดเม็ดพลาสติกเป็นกลไกตลาดสมบูรณ์ บริษัทไม่สามารถกำหนดราคาขายเองได้ขึ้นกับราคาในตลาดโลก ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีการนำเข้าเม็ดพลาสติกราว 25-30%ของความต้องการใช้ และไทยส่งออกราว 45-50%ของกำลังผลิต แต่หลังเกิดสงครามในตะวันออกกลางทำให้ 20%ของกำลังการผลิตเอทิลีนทั่วโลกหายไป เนื่องจากวัตถุดิบไม่สามารถส่งออกจากตะวันออกกลางได้ ทำให้ตลาดปิโตรเคมีตึงตัว ราคาสินค้าสินค้าพลาสติกในไทยปรับตัวสูงขึ้น
ที่ผ่านมา มีการควบรวมกิจการบริษัทปิโตรเคมีเกิดขึ้นในหลายประเทศในแถบเอเชียทั้งเกาหลีใต้ และญี่ปุ่นเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งบริษัทก็มีการศึกษาเรื่องดังกล่าวมาระยะหนึ่งแล้ว ยิ่งเกิดสงครามตะวันออกกลางจึงเป็นตัวเร่งให้ให้มีการศึกษาร่วมลงทุนกับ PTTGC ในธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์อย่างจริงจัง โดยคาดหวังว่าหากมีการร่วมทุนกันแล้ว จะดึงจุดเด่นของแต่ละฝ่ายช่วยบริษัทร่วมทุนนี้มีกำไรจากการดำเนินงาน และเติบโตอย่างแข็งแกร่ง
ทั้งนี้ SCGC รับมือความผันผวนของการนำเข้าวัตถุดิบจากตะวันออกกลาง โดยให้ความสำคัญกับการจัดหาวัตถุดิบจากแหล่งอื่น ๆ ที่ไม่อยู่ในตะวันออกกลาง โดยนำเข้าจากอินเดีย โอมาน ไนจีเรียและออสเตรเลีย รวมทั้งการบริหารจัดการวัตถุดิบและแผนการผลิตให้มีประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมมุ่งส่งมอบสินค้าโดยให้ความสำคัญกับลูกค้าในประเทศเป็นลำดับแรก เพื่อลดผลกระทบในห่วงโซ่อุปทานให้น้อยที่สุด ควบคู่การผลักดันสินค้า HVA สู่ตลาดเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว แม้ล่าสุดจะมีความจำเป็นต้องหยุดการเดินโรงงาน LSP ในเวียดนามชั่วคราวตั้งแต่กลางเดือนพ.ค.นี้ หลังจากหยุดการเดินโรงงาน ROC ในไทย ชั่วคราวไปก่อนหน้านี้ จากการจัดหาวัตถุดิบที่มีข้อจำกัด แต่ SCGC จะใช้เวลาดังกล่าวดำเนินการซ่อมบำรุงและเร่งเตรียมความพร้อมสำหรับโครงการเพิ่มวัตถุดิบก๊าซอีเทนที่โรงงาน LSP ซึ่งล่าสุดคืบหน้า 54% ให้โรงงานและเครื่องจักรพร้อมเริ่มดำเนินการปลายปี 2570 ตามแผน เพื่อสนับสนุนการสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันในระยะยาวให้ธุรกิจต่อไป
นายธรรมศักดิ์ กล่าวว่าแนวโน้มผลการดำเนินงานSCC ไตรมาส 2/2569 สถานการณ์ดูแล้วไม่แย่ แต่ก็ไม่ประมาทสิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการ คือ การดูแลลูกค้า การปรับซัพพลายเชน อย่างไรก็ตามสถานการณ์เงินเฟ้อสูงขึ้นแน่นอนจากราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้น ทำให้ลูกค้าได้รับผลกระทบ ดังนั้นจะหารือกับลูกค้าเพื่อหาทางออกช่วยให้ลูกค้าดำเนินธุรกิจต่อไปได้
การปรับขึ้นราคาสินค้าของกลุ่มบริษัทในปัจจุบันขึ้นอยู่กับราคาตลาดและต้นทุน ยอมรับว่าค่าขนส่งปรับตัวสูงขึ้นมากตามราคาน้ำมันดีเซล หากบริษัทยังยืนราคาขายเดิมแค่โดนค่าขนส่งก็เจ็บแล้ว ทำให้ผู้ผลิตต้องปรับขึ้นราคา
นายธรรมศักดิ์ กล่าวว่าในปี2569 บริษัทคงงบลงทุนไว้ที่ 30,000 ล้านบาท หลังจากในช่วงไตรมาส 1/2569 ใช้เงินลงทุนไปแล้วราว 5,500 ล้านบาท และมีเงินสดคงเหลือ ณ สิ้นไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 67,137 ล้านบาท ซึ่งความผันผวนทางเศรษฐกิจ วินัยการเงินเป็นสิ่งที่บริษัทให้ความสำคัญเข้มข้น โดยเฉพาะการเพิ่มกระแสเงินสด ลดหนี้ และลงทุนเฉพาะโครงการที่จำเป็น
ส่วน Adjusted Cash EBITDA (กระแสเงินสดที่ไม่รวมการปรับปรุงมูลค่าสินค้าคงเหลือ การด้อยค่า และรายการที่ไม่เกิดขึ้นเป็นประจำของธุรกิจที่เป็นรายการที่ไม่ใช่เงินสด)ในช่วงไตรมาส 1-2 ของปีนี้ค่อนข้างสบายใจแล้ว จากไตรมาสแรกนี้ทำได้ 14,929 ล้านบาท แต่ครึ่งหลังปีนี้ สถานการณ์โลกยังมีความไม่แน่นอนสูง แต่บริษัทยังเป้าหมายEBITDA ปีนี้อยู่ที่ 55,000 ล้านบาท
ด้านผลประกอบการ SCCในไตรมาส1/2569 บริษัทมีกำไรสำหรับงวด 6,223 ล้านบาท โตขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 466%จากช่วงเดียวกันปีก่อน และรายได้จากการขายรวม 123,327 ล้านบาท ลดลง1% แม้ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะกดดันให้ราคาพลังงานและวัตถุดิบผันผวน กระทบเศรษฐกิจโลก ไทย และหลายภาคธุรกิจ ซึ่งคาดว่าสถานการณ์นี้จะยืดเยื้อต่อ แต่การที่บริษัทตัดสินใจดำเนิน “กลยุทธ์เชิงรุก” อย่างทันท่วงทีตั้งแต่ระยะต้น ทำให้สามารถ ‘ตั้งรับแรงกระแทกจากความผันผวนได้ก่อน’ และ ‘คุมสถานการณ์ได้จริง’ ส่งผลให้การดำเนินธุรกิจมีเสถียรภาพ