xs
xsm
sm
md
lg

ทลฉ.เฟส 3 วุ่นไม่จบ GPC เรียกค่าเสียหาย 4 พันล้านขยายเวลา 2 ปี “สรรเพชร”ตั้งทีมเร่งแก้ปัญหาถมทะเล ย้ำต้องไม่เป็น"ค่าโง่"

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



ท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 วุ่นไม่จบ GPC เรียกค่าเสียหายรัฐ 4,000 ล้านบาท พร้อมขยายเวลาอีก 2 ปี ปมส่งมอบพื้นที่ช้า สเปกความหนาแน่นทรายถมไม่ตรง TOR “สรรเพชญ”เร่งตั้งคณะกก.แก้ปัญหาดึง วสท.ช่วยหาเทคนิคใหม่หลังตอกเข็มเพิ่ม ค่าใช้จ่ายพุ่ง 2,000 ล้าน พร้อมหาผู้รับผิดชอบ หวั่น”ค่าโง่”ขีดเส้นสรุป 60 วัน ขณะที่เป้าเปิดท่า F1ขยับเป็นปี 74

วันที่ 30 เม.ย.69 นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) ว่า ได้เร่งรัดโครงการท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 โดยเฉพาะการหาข้อสรุปแนวทางดำเนินงานท่าเทียบเรือ F1 และ F2 ซึ่งกำหนดเป็นภารกิจเร่งด่วน หลังจากที่ กลุ่ม GPC (ประกอบด้วย บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) บริษัท พีทีที แทงค์ เทอร์มินัล จำกัด (PTT TANK) บริษัท ไชน่า ฮาร์เบอร์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด) ผู้รับสัมปทานได้มีหนังสือถึงกทท. เมื่อวันที่ 1 เม.ย. 2569 เรียกร้องค่าเสียหายประมาณ 4,000 ล้านบาทเป็นค่าชดเชยผลตอบแทนที่ลดลงจาก NPV ที่คิดไว้ จากที่เกิดความล่าช้าของโครงการและค่าใช้จ่ายอื่นที่ต้องดำเนินการเพิ่ม ร่วมกับการขยายสัญญาอีก 2 ปี

ทั้งนี้เนื่องจากกรณีปัญหาที่ยังไม่สามารถส่งมอบพื้นที่ถมทะเล ส่วนของท่าเทียบเรือ F1 ให้กลุ่ม GPC ได้ แม้งานถมทะเล พื้นที่ F1จะเสร็จแล้ว แต่กลุ่ม GPC ไม่ยอมรับพื้นที่ เนื่องจากมีประเด็นทางเทคนิคของการถมทะเล ที่ไม่ตรงกับที่กำหนดไว้ในสัญญาสัมปทาน

โดยงานถมทะเลนั้น กทท. ทำสัญญาว่าจ้างกิจการร่วมค้า CNNC ประกอบด้วย บริษัท เอ็น.ที.แอล.มารีน จำกัด (บริษัทลูกของ บมจ.พริมามารีน บริษัท นทลิน จำกัด และ บริษัท จงก่าง คอนสตรั๊คชั่น กรุ๊ป จำกัด (ประเทศจีน) เป็นผู้รับจ้าง วงเงิน 21,320 ล้านบาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) กำหนดทางเทคนิคของการถมทะเลเป็นค่าทรุดตัวที่ไม่เกิน 20 เซนติเมตร ตลอดระยะเวลา 30 ปี ขณะที่ สัญญาสัมปทานระหว่างกทท.กับ กลุ่ม GPC กำหนดสเปกเป็นค่าความหนาแน่นสัมพัทธ์ไม่น้อยกว่า 75%


@ขีดเส้น สรุปใน 60 วัน 

นายสรรเพชญกล่าวว่า เรื่องนี้มอบเป็นนโยบายด่วนให้เร่งแก้ไขโดยเร็ว ซึ่งต้องถูกกฎหมาย ดำเนินการอย่างรอบคอบและโปร่งใส รัฐได้ประโยชน์และเป็นธรรมและทุกฝ่ายยอมรับ เบื้องต้น กทท.มีคณะทำงานฯ เจรจาแก้ปัญหาอยู่แล้ว ในส่วนของกระทรวงคมนาคม จะเร่งตั้งคณะกรรมการฯ ที่เป็นคนกลางเข้ามาร่วมหาแนวทางแก้ปัญหา โดยมีผู้เชี่ยวชาญจาก วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย (วสท.) ร่วมด้วย ตั้งเป้าภายใน 60 วัน หากสรุปแนวทางแก้ปัญหาได้ จะเร่งเสนอต่อนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯและรมว.คมนาคม เพื่อนำหารือในระดับนโยบายต่อไป

ซึ่งแนวทางปรับปรุงคุณภาพงานถมทะเลให้มีความแข็งแรงด้วยวิธีการตอกเข็มแผ่แล้วจากการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญจากวสท.ให้คำแนะนำใช้เทคโนโลยีเสาเข็มแบบสั่น (Vibro Pile) ซึ่งมีข้อมูลว่าจะลดค่าใช้จ่ายลง50% จากเข็มแผ่ 2,000 ล้านบาท เหลือ 1,000 ล้านบาท ซึ่งทาง GPC จะเข้าร่วมในการพิจารณาและต้องยอมรับในแนวทางการแก้ปัญหาด้วยไม่เช่นนั้นจะกระทบและไม่สามารถส่งมอบพื้นที่ให้ GPC ได้

“นโยบายผมชัดเจน เร่งหาทางออกให้เร็วที่สุด เพื่อแก้ปัญหา ที่รอบคอบและโปร่งใส ไม่กังวลหากทำอย่างโปร่งใสและไม่ได้มาเพื่อกล่าวโทษใคร มาเพื่อแก้ปัญหาหาทางออก เพื่อผลประโยชน์ของประเทศ ส่วนจะมีใครต้องรับผิดชอบก็ต้องดูต่อไป “

ทั้งนี้ผู้เชี่ยวชาญให้ข้อมูลว่า เทคโนโลยีเสาเข็มแบบสั่นหลักการคือ จะลงเข็มในชั้นดินและทำให้คลื่นสั่นสะเทือนเพื่อให้เม็ดทรายถมแน่นขึ้น ซึ่งพื้นที่ ที่ค่ายังไม่ได้ตามต้องการจะใช้รูปแบบเข็มแผ่ เป็นการใช้เทคโนโลยีร่วมกัน ทั้งแบบตอกเข็มแผ่และเสาเข็มแบบสั่น ซึ่งกระทรวงฯจะประสาน วสท.ขอความร่วมมือช่วยประเมินว่าแนวทางใหม่นี้จะสามารถดำเนินการได้หรือไม่


นายปัญญา ชูพานิช รองปลัดกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า หลักการเอกชนมีสิทธืเรียกร้องค่าเสียหายจากค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นหรือค่าเสียเวลา เสียโอกาส ซึ่งกทท.มีคณะทำงานเจรจาหารือกับเอกชนและมีนักวิชาการเข้ามาช่วยดูในด้านเทคนิค ร่วมหารือหารูปแบบที่เหมาะสมโดยเร็วที่สุดตามข้อสั่งการรมช.คมนาคม จากข้อเสนอ GPC ขอขยายระยะเวลาสัญญาอีก 2 ปี จากสัญญา 35 ปี (ก่อสร้าง 2 ปี ดำเนินงาน 33 ปี) ซึ่งกรณีการส่งมอบพื้นที่ให้เข้าดำเนินการล่าช้า จะต้องไม่กระทบระยะเวลาที่ GPC ที่ 35 ปี

@ ค่าตอกเข็มพื้นที่F1,F2 พุ่ง 2,000 ล้านบาท

รายงานข่าวระบุว่า กรณีที่GPC เรียกค่าเสียหายถึง 4,000 ล้านบาท มาจากกรณีมีการปรับปรุงคุณภาพงานถมทะเลให้มีความแข็งแรง ด้วยวิธีการตอกเข็มแผ่ทุกๆ3 ตารางเมตรทั่วพื้นที่เพื่อรองรับน้ำหนักของท่าเทียบเรือ ประเมินค่าใช้จ่ายเพิ่มประมาณ 1,800-2,000 ล้านบาท โดยเป็นส่วนของท่าเทียบเรือ F 1 มีค่าใช้จ่ายเพิ่มประมาณ 800 ล้านบาท ส่วนของท่าเทียบเรือ F2
มีค่าใช้จ่ายเพิ่มประมาณ 1,000 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีค่าเสียหายที่ต้องเสียเวลาจากการขาดรายได้ทางธุรกิจ และกรณีที่ GPC ก่อสร้างงานโครงสร้างหรือระบบที่ดำเนินการอยู่เหนือพื้นฐาน หรือSuperstructure ล่าช้าจากระยะเวลาที่กำหนดเดิม ทำให้มีต้นทุนที่ปรับเพิ่มขึ้นจากภาวะเศรษฐกิจ และราคาน้ำมันโลก

สเปกทรายถมทะเลค่าความแข็งแรง กทท.ว่าจ้างบริษัท ที่ปรึกษาในการดำเนินการ ทั้งในส่วนของงานจ้างผู้รับเหมา และ การกำหนดใน RFP แบบก่อสร้าง  สัญญาPPP ของ กลุ่ม GPC โดยเป็นที่ปรึกษารายเดียวกัน เรื่องนี้จึงต้องพิจารณาว่า ค่าใช้จ่ายการตอกเข็มแผ่ที่เพิ่ม 2,000 ล้านบาท รวมถึงค่าเสียหายที่GPC เรียกร้องมานั้น ใครจะรับผิดชอบ นอกจากนี้ ไม่ว่าจะสรุปรูปแบบทางเทคนิคใดในการเพิ่มความแข็งแรงของพื้นที่ถมทะเล ต้องให้กลุ่ม GPC ยอมรับด้วย หากตกลงกันไม่ได้ จะไม่สามารถออกNTP ได้


@กทท.ประเมินใช้เวลา 6 เดือนตอกเข็มเพิ่ม คาดเปิดบริการท่าเรือF1 ปี 74

ว่าที่ร้อยตรี รัฐกร เขียวไพศาล รองผู้อำนวยการ กทท. สายบริหารการเงินและกลยุทธ์องค์กร รักษาการแทนผู้อำนวยการ กทท.กล่าวว่า ทาง GPC ทำหนังสือเรียกร้องค่าเสียหายจากค่าใช้จ่ายและค่าเสียเวลากรณีตอกเข็ม และรายได้ทางธุรกิจที่ต้องเสียเวลาเพิ่ม รวมประมาณ 4,000 ล้านบาท ปัญหาที่เกิดขึ้นทำให้โครงการ ล่าช้ากว่า 6 เดือน ขณะที่กำหนดเปิดให้บริการท่าเทียบเรือ F1 ในปี 2574

หลักการส่วนกรณีที่ มีค่าก่อสร้างเพิ่มเติม จะมีการเจรจาหาแนวทางแก้ปัญหาร่วมกัน รวมถึงพิจารณาว่าใครจะต้องรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้น ตอนนี้ จะต้องหาวิธีการที่ประหยัดและใช้เวลาน้อยที่สุด ซึ่งหากสามารถตกลงกันได้ การตอกเสาเข็มเพิ่ม จะดำเนินการภายใน 6 เดือน


ส่วนความคืบหน้า งานโครงสร้างพื้นฐาน มี 4 งานประกอบด้วย ส่วนที่ 1 งานถมทะเล ผู้รับจ้าง กิจการร่วมค้า CNNC ดำเนินการถมทะเล F1 แล้วเสร็จ100% และส่งมอบพื้นที่ให้ กทท. แล้ว ปัจจุบันอยู่ระหว่างการแก้ไขปัญหาทางเทคนิคความหนาแน่นทรายถม เพื่อให้สามารถส่งมอบพื้นที่ท่าเทียบเรือ F1 ให้กลุ่ม GPC ได้ โดยกำหนดส่งมอบพื้นที่ให้ GPC เดิมเป็นเดือนพ.ย. 2568 แต่ขยายส่งมอบเป็นเดือนมิ.ย. 2569

ในส่วนของพื้นที่ถมทะเล ท่าเทียบเรือ F2 ปัจจุบันมีความคืบหน้าในการก่อสร้างมากกว่า 89% และคาดว่า กิจการร่วมค้า CNNC จะส่งมอบพื้นที่ถมทะเล F2 ให้ กทท. ประมาณกลางปี 2569

2.งานก่อสร้างอาคารท่าเทียบเรือ ระบบถนนและระบบสาธารณูปโภค ริษัท ซีเอชอีซี (ไทย) จำกัด เป็นผู้รับจ้าง วงเงิน 7,298 ล้านบาท เริ่มงานตั้งแต่วันที่ 13 ธ.ค. 2567 ปัจจุบัน ผลงานคืบหน้า 20-30 %

3. งานก่อสร้างระบบรถไฟ และ 4. งานจัดหาประกอบและติดตั้งเครื่องจักรและระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ อยู่ระหว่างร่าง TOR คาดว่าจะเปิดประกวดราคาได้ตัวผู้รับจ้าง ภายในปลายปี 2569