“เอกนัฏ” บีบกลุ่มผู้ประกอบการพลังงานหมุนเวียนแบบมี Adder รวมกว่า 4 พันเมกะวัตต์มาเจรจาเพื่อปรับลดค่าไฟลง ขู่พร้อมเลิกสัญญาซื้อขายไฟ ชี้ต้นเหตุค่าไฟแพง พร้อมชง ครม.พรุ่งนี้ปรับโครงสร้างค่าไฟใหม่ ยอมรับผู้ใช้ไฟเกิน 400 หน่วย/เดือนจ่ายค่าไฟเพิ่มขึ้นอีก 1 บาท/หน่วยมาอยู่ที่ 5
บาทกว่าจากเดิม 4.50 บาท/หน่วย อุ้มกลุ่มผู้ใช้ไฟต่ำกว่า 200 หน่วย คิดค่าไฟไม่เกิน 3 บาท/หน่วย คาดเริ่มใช้ในรอบบิล มิ.ย.นี้
นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ปัญหาหนักที่ทำให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าโดยรวมของประชาชนสูงขึ้น คือการแบกภาระการรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการพลังงานหมุนเวียนในอดีตที่ได้รับการสนับสนุนในรูปแบบส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า (Adder) ที่ปัจจุบันมีการต่อสัญญาอัตโนมัติกว่า 4,000 เมกะวัตต์ ในอัตราค่าไฟฟ้า ประมาณ 3-5 บาทต่อหน่วย คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 10% ของกำลังผลิตไฟฟ้า หรือเป็นภาระส่งผ่านต้นทุนค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ(Ft) ประมาณ 20 สตางค์ต่อหน่วย
โดยตนได้เรียกทีมงานมาหารือในเรื่องนี้ รวมทั้งปรึกษาสำนักอัยการสูงสุด เพื่อเตรียมยกเลิกสัญญากับผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนดังกล่าว หากไม่สามารถเจรจาปรับลดค่าไฟฟ้าลงมาให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เช่น การผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์ฯ ไม่ควรเกิน 2.20 บาทต่อหน่วย ส่วนเชื้อเพลิงไบโอแมสก็ต้องมาเจรจาราคาที่เหมาะสม ซึ่งโครงการเหล่านี้คืนทุนหมดแล้ว และปัจจุบันสถานการณ์ต้นทุนราคาพลังงานเปลี่ยนไปจากอดีตจึงควรปรับราคารับซื้อให้เป็นธรรม ทั้งนี้ หากเจรจากันไม่รู้เรื่อง ก็ยินดีให้ภาคเอกชนฟ้องร้องดำเนินคดีกับรัฐได้
อย่างไรก็ตาม คาดว่าหากสามารถแก้ไขปัญหาในส่วนของแอดเดอร์กลุ่มนี้ได้ จะช่วยประหยัดต้นทุนค่าไฟฟ้าลงได้ประมาณ 10 กว่าสตางค์ต่อหน่วย
“เรื่องนี้ก็คุยกันตรงๆ เหมือนกรณีโรงกลั่นฯ ผู้ประกอบการไม่ได้ขาดทุน แต่เป็นการขาดทุนกำไร แต่หากคุยไม่รู้เรื่อง ก็ต้องยกเลิกสัญญา ซึ่งจะฟ้องก็ยินดี แต่จะปล่อยให้ค่าไฟแพงไม่ได้”
ส่วนการปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าใหม่ ครอบคลุม 23.2 ล้านครัวเรือน ตั้งเป้าหมายจะเริ่มดำเนินการในรอบบิลเดือน มิ.ย. 2569 เบื้องต้นรายละเอียดมีดังนี้ คือ ผู้ที่ใช้ไฟฟ้าน้อยกว่า 200 หน่วย ครอบคลุม 15.4 ล้านครัวเรือนจะมีอัตราค่าไฟฟ้าไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย
ผู้ที่ใช้ไฟฟ้า 200-400 หน่วย ครอบคลุม 4.6 ล้านครัวเรือน จะได้รับอัตราค่าไฟฟ้า 3.95 บาทต่อหน่วย (อัตราปกติ) แต่ค่าไฟช่วง 200 หน่วยแรกอยู่ที่ 3 บาท/หน่วย
ผู้ที่ใช้ไฟฟ้าเกิน 400 หน่วยขึ้นไป ครอบคลุม 3.2 ล้านครัวเรือน จะต้องจ่ายค่าไฟแพงขึ้นจากที่อัตราเดิมจะจ่ายอยู่ที่ 4.50 บาทต่อหน่วย จะเพิ่มขึ้นประมาณ 1 บาท เป็นต้องจ่ายกว่า 5 บาทต่อหน่วย ฉะนั้นถ้าเกิน 400 หน่วยไม่มาก ก็ยังถือว่าค่าไฟยังเป็นอัตราปกติถ้าใช้ไฟตั้งแต่ 480 -500 หน่วยขึ้นไป ก็อาจจะเท่าทุนจากการปรับโครงสร้างค่าไฟใหม่ ดังนั้นจึงเป็นกลุ่มที่รัฐส่งเสริมให้ติดโซลาร์เซลล์บนหลังคา หากไม่มีงบประมาณติดตั้ง ภาครัฐจะหาสินเชื่อในอัตราดอกเบี้ยต่ำสุดให้ รวมทั้งลดขั้นตอนกระบวนการติดตั้งโซลาร์ฯ ที่เดิมใช้เวลาเป็นปี ก็ไม่ควรเกิน 1 เดือน แต่หากติดตั้งโซลาร์ฯ เพื่อผลิตไฟฟ้าใช้แอง (ไม่ขายเข้าระบบ) จะใช้เวลาดำเนินการประมาณ 7 วัน ซึ่งได้หารือกับกระทรวงมหาดไทยแล้ว
ทั้งนี้ ผู้ที่ติดตั้งโซลาร์ฯ ผลิตไฟใช้เอง และต้องการขายไฟส่วนเกินกลับเข้าสู่ระบบ จะรับซื้อในอัตรา 2.20 บาทต่อหน่วย(สูงกว่าอัตรารับซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์ฟาร์ม) โดยจะขยายการรับซื้อไฟจากประชาชนเป็น 500 เมกะวัตต์จากเดิมรัฐกำหนดไว้ไม่เกิน 90 เมกะวัตต์ และจะขยายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามการตอบรับของประชาชน เพราะหลักการคือ ถ้าผลิตไฟจากโซลาร์ฯ ได้จะช่วยลดนำเข้า LNG ที่ทำให้ต้นทุนค่าไฟแพงลดลงได้
ปัจจุบันไทยใช้ก๊าซฯ ผลิตไฟฟ้าสูงกว่า 60% ของเชื้อเพลิง และต้องนำเข้า LNG ราว 30% จากต่างประเทศ ที่บางช่วงเจอวิกฤตจะมีต้นทุนแพง ฉะนั้น หากลดการนำเข้า LNG ลงได้ 5-10% เหลือนำเข้าสัดส่วนเพียง 20% ก็จะช่วยลดต้นทุนค่า Ft ลงได้ราว 10 สตางค์ต่อหน่วย
นอกจากนี้ ยังจะต้องไปดูเรื่องประสิทธิภาพการใช้ไฟฟ้าสาธารณะของรัฐ เช่น ไฟถนนทางหลวงต่างๆ ที่อาจต้องปรับไปใช้หลอดไฟ LED เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพไฟฟ้าและประหยัดต้นทุนค่าไฟ เนื่องจากเป็นต้นแฝงที่ต้องจ่ายในต้นทุนค่าไฟฟ้ารวมที่สุดท้ายแล้วคนแบกรับภาระคือประชาชน หากประหยัดได้ 1 ใน 3 ก็จะช่วยลดต้นทุนค่าไฟลงได้กว่า 10 สตางค์ต่อหน่วย
นายเอกนัฏกล่าวอีกว่า ขณะเดียวกันกระทรวงพลังงานกำลังหาแนวทางปรับลดต้นทุนค่าไฟฟ้าปัจจุบัน ที่งวดเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม มีอัตราเรียกเก็บเฉลี่ยอยู่ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย ปรับขึ้นจากงวดเดือนมกราคม-เมษายน ที่มีอัตราเรียกเก็บเฉลี่ยอยู่ที่ 3.88 บาทต่อหน่วย จากต้นทุนค่า Ft ที่เพิ่มขึ้น 7 สตางค์ต่อหน่วย ตามผลกระทบต้นทุนราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นจากวิกฤติตะวันออกกลาง โดยจะหารือกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาแนวทางช่วยเหลือ เช่น อาจจะของบกลาง, เงินของการไฟฟ้าฯ และเงินช็อตฟอล (Shortfall) หรือส่วนต่างต้นทุนก๊าซธรรมชาติที่เกิดขึ้นจริงต่ำกว่าที่ประมาณการไว้จาก ปตท. ทำให้ผู้ผลิตไฟฟ้าต้องไปนำเข้า LNG เข้ามาใช้แทน โดยคาดหวังว่าจะนำเงินในส่วนนี้มาลดต้นทุนค่า Ft โดยตั้งเป้าหมายให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยลดลงจาก 3.95 บาทต่อหน่วย เหลือประมาณ 3.50 บาทต่อหน่วย