xs
xsm
sm
md
lg

“สิริพงศ์”เร่ง Single Ownership ขร.คลอดตั๋วเหมา40 บาท/วันปรับขึ้นปีละ 5 บาท เล็งเจรจาบีทีเอสแปลงสัญญาจ้างวิ่ง 3 ปีสุดท้าย

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



“สิริพงศ์”มอบนโยบาย ขร.เร่งขยายลดค่าโดยสารรถไฟฟ้า ชงครม.เคาะ Single Ownership ตั้งรฟม.บริหารรายเดียว เตรียมเจรจาบีทีเอส แปลงสัญญาที่เหลือ 3 ปีเป็น Gross Cost จ้างวิ่งแทน คลอดโปรบุฟเฟ่ต์ตั๋ววัน 40 บาท เดินทางไม่เกิน 10 สถานีต่อเที่ยว ปรับขึ้นปีละ 5 บาทอั้นปีที่ 6 ไม่เกิน 90 บาท

วันที่ 27 เม.ย. 69 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายการดำเนินงานแก่กรมการขนส่งทางราง (ขร.) ว่า ให้เร่งขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมภายใต้หลักการพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ. 2568 ที่มีผลบังคับใช้แล้ว และพัฒนาระบบขนส่งของประเทศให้มีความทันสมัย มีประสิทธิภาพ และเชื่อมโยงทุกโหมดการเดินทาง เพื่อให้ประชาชนได้รับความสะดวก ปลอดภัย ได้มาตรฐาน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยมอบนโยบายสำคัญ คือ

เร่งขยายนโยบายรถไฟฟ้าเหมาจ่าย 40 บาทตลอดวัน ออกไปครอบคลุมรถไฟฟ้าทั้ง 8 สาย ภายในม.ค. 2570 เพื่อลดภาระค่าครองชีพ ซึ่งปัจจุบันใช้กับรถไฟฟ้าสายสีแดงและสายสีม่วง ประชาชนได้ประโยชน์และเกิดความคุ้มค่า กำชับให้กำกับดูแลอัตราค่าโดยสารให้มีความเหมาะสม เป็นธรรม และสอดคล้องกับสถานการณ์ราคาพลังงาน และไม่เป็นภาระกับงบประมาณรัฐมากเกินไป โดยกรมรางต้องเร่งเสนอให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เป็นผู้บริหารจัดการโครงการรถไฟฟ้าแบบองค์รวม (Single Ownership) ซึ่งรถไฟฟ้าที่เป็นรูปแบบสัมปทาน PPP Net Cost มี 2 บริษัท อายุสัญญาแต่ละโครงการเหลือไม่เท่ากัน ดังนั้นการเจรจาก็จะไม่เหมือนกัน โดยบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BTSC รถไฟฟ้าสายสีเขียว เส้นทางหลัก สายสุขุมวิท ช่วงหมอชิต-อ่อนนุช และสายสีลม ช่วงสนามกีฬาแห่งชาติ-สะพานตากสิน สัญญาจะสิ้นสุดปี 2572 นับจากนี้เหลือประมาณ 3 ปี ส่วนบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM รับสัมปทานสีน้ำเงินเหลืออายุสัญญาอีกนาน


เบื้องต้นกรณีบีทีเอสอาจไม่ต้องใช้การซื้อคืน แต่แนวทางเบื้องต้นอาจเจรจาปรับรูปแบบสัญญา โดยให้รัฐเป็นผู้กำหนดอัตราค่าโดยสารเพื่อให้เป็นระบบค่าโดยสารร่วมที่ถูกลง ดังนั้นรัฐต้องกำหนดราคาและเป็นผู้จัดเก็บรายได้ ตอนนี้หลักการเน้นรถไฟฟ้าที่เปิดให้บริการอยู่ ยังไม่รวมสายสีส้มเพราะยังก่อสร้างไม่เสร็จ

ส่วนสีเขียว ต่อขยาย 2 ช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต และช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ เดิมเป็นของรฟม.ที่โอนไปให้กทม.แล้วกทม.จ้างบีทีเอสเดินรถ ไม่น่ามีปัญหา เพราะสินทรัพย์เป็นกรรมสิทธิ์ของรัฐ โอนกลับไปจากกทม.มาให้รฟม.ได้ แต่ส่วนขยาย 1 ช่วงสะพานตากสิน-บางหว้า และอ่อนนุช-แบริ่ง กทม.ลงทุนก่อสร้างแล้วจ้างบีทีเอสเดินรถ คาดว่าไม่น่าปัญหาแต่ให้ดูรายละเอียดอีกครั้ง ขณะที่สัมปทานหลัก สายสุขุมวิท ช่วงหมอชิต-อ่อนนุช และสายสีลม ช่วงสนามกีฬาแห่งชาติ-สะพานตากสิน คงต้องเจรจา


@กรมราง คลอดโปรบุฟเฟ่ต์ตั๋ววัน 40 บาท กรณีเดินทางไม่เกิน 10 สถานีต่อเที่ยว

นายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง กล่าวว่า นโยบายค่ารถไฟฟ้าเหมา 40 บาททั้งวันสำหรับสายสีแดงและสีม่วง รัฐใช้เงินอุดหนุนน้อยกว่ารถไฟฟ้า 20 บาทต่อเที่ยว ซึ่งปัจจุบันจำนวนผู้โดยสารเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งทั้ง 2 สายเป็นรถไฟฟ้าที่รัฐลงทุนเองโดยจ้างเอกชนเดินรถ ดังนั้นมีประชาชนใช้บริการมากเท่าไร รัฐก็จะอุดหนุนลดลงมากเท่านั้น ขณะที่ เป้าหมายวันที่ 1 ม.ค. 2570 นั้น ความหมายคือสายไหนสีไหนทำได้ ก็ทำ สายไหนที่ยังติดขัดทำไม่ได้ก็รอไปก่อน และยืนยันว่าจะไม่ใช้งบประมาณไปซื้อคืนหรือกู้เงินเพื่อซื้อคืนแต่อย่างใด ไม่มีผลกระทบต่องบประมาณหรือ เพดานหนี้สาธารณะแต่อย่างใด กรณีตัวเลข 1.4 แสนล้านบาท เป็นการประเมินมูลค่าการลงทุนโครงการรถไฟฟ้าทั้ง 8 สายให้เห็นว่าเป็นเท่าไร แต่ไม่ใช่เอาเงินไปซื้อคืนมา

นายพิเชฐกล่าวว่า การโอนหรือซื้อคืนสัมปทานมาให้รฟม.จะต้องเริ่มจาก Single Ownership ซึ่งขณะนี้รอ นายกฯ ลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนการดำเนินนโยบายการกำหนดอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าเพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชน มีรมว.คมนาคมเป็นประธาน เพื่อสรุปหลักการเรื่องเมื่อรฟม.ทำหน้าที่บริหารจัดการโครงการรถไฟฟ้าแบบองค์รวม(Single Ownership) และเสนอครม.ภายใน 2-3 เดือนนี้ เนื่องจากเดิมเรื่องนี้ เริ่มตั้งแต่รัฐบาลชุดแล้ว มีหลักการไว้หมดแต่เสนอครม.ไม่ทันเพราะยุบสภาไปก่อน ดังนั้นเมื่อมีรัฐบาลใหม่ จึงต้องตั้งคณะกก.ขับเคลื่อนฯใหม่ และนำเรื่องมาพิจารณาทบทวน ค่าโดยสาร 40 บาทตลอดวันสำหรับ เดินทางใกล้ไม่เกิน 10 สถานีต่อเที่ยว ค่าโดยสาร 60 บาทตลอดวัน สำหรับเดินทางไกลเกิน 10 สถานีต่อเที่ยว เป็นต้น

โดยหลังจากครม.เห็นชอบ จะดำเนินการ 2 อย่าง คือ 1.โอนอำนาจในการจัดเก็บค่าโดยสารและภาระการจ่ายค่าจ้างเดินรถ รถไฟฟ้าทุกสาย ให้รฟม. ซึ่งกทม.จะโอนสิทธิสายสีเขียว ส่วนรฟท.โอนสิทธิสายสีแดง เป็นต้น 2.ดำเนินการปรับรูปแบบสัญญาโครงการที่เป็น Net Cost เป็น Gross Cost ทั้งหมด โดยคณะกรรมการมาตรา 43 ซึ่งกรณีบีทีเอส ส่วนสัมปทานหากเจรจาไม่ลงตัวไม่สามารถเปลี่ยนเป็น Gross Cost ก็ปล่อยไปจนสัญญาหมดปี 72 แล้วค่อยไปรวมกับส่วนจ้างวิ่งที่สัญญาจะหมดปี 2585


@เปิดสูตรค่าโดยสารขึ้นปีละ 5 บาท จนถึงปีที่ 6 จากราคา 40 บาทเป็นสูงสุด 90 บาท

“หลักการรัฐจัดเก็บค่าโดยสาร และจ่ายค่าจ้างเดินรถให้เอกชนแน่นอนไม่มีความเสี่ยง สามารถนำทรัพย์สินไปกู้เงินได้ ซึ่งรัฐกำหนดค่าโดยสารเหมาตลอดวัน 40 บาท สำหรับเดินทางไม่เกิน 10 สถานีนั้น จะมีการปรับขึ้นปีละ 5 บาท จากปีแรก 40 บาทตลอดวัน ไปจนถึงปีที่ 6 โดยค่าโดยสารจะไปอยู่ที่ 90 บาทตลอดวัน หรือเท่ากับเที่ยวละ 45 บาท กรณีเดินทางไปและกลับ ก็ถือว่าคุ้มกว่าราคาในปัจจุบัน ที่บางเที่ยวระยะไกลจ่ายมากกว่า 120 บาท ดังนั้นในระยะยาว เชื่อว่าจะจูงใจและเพิ่มจำนวนผู้โดยสาร ซึ่งยิ่งผู้โดยสารเพิ่มเท่าไรก็จะยิ่งทำให้รัฐมีรายได้มากขึ้น และอาจจะพิจารณาชะลอการปรับขึ้นค่าโดยสารปีละ 5 บาทก็ได้”

นายสิริพงศ์กล่าวอีกว่า ได้เน้นย้ำให้เร่งรัดโครงการสำคัญของระบบราง มอบหมายให้เร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2569 และจัดทำงบประมาณปี 2570 อย่างมีประสิทธิภาพ โดยคำนึงถึงความคุ้มค่าและประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน พร้อมทั้งปรับลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น พร้อมเร่งผลักดันโครงการระยะเร่งด่วน (Quick Win) อาทิ เร่งรัดโครงการรถไฟทางคู่ และโครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้างให้เปิดให้บริการโดยเร็ว เพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งสินค้าทางราง รวมถึงการพัฒนา ICD ลาดกระบัง เพื่อลดต้นทุนโลจิสติกส์ เร่งดำเนินโครงการรถไฟความเร็วสูง และโครงการขนาดใหญ่ตามแผน และเร่งรัดลงนามสัญญากับโครงการที่ประมูลเรียบร้อยแล้ว เช่น รถไฟสายสีแดง ส่วนต่อขยาย รังสิต-มธ.ธรรมศาสตร์ และ สายตลิ่งชัน-ศิราช-ศาลายา