บล. โกลเบล็ก (GBS) ประเมินหุ้นไทยสัปดาห์นี้ผันผวนในกรอบ 1,420-1,470 จุด จากปัจจัยกดดันหลักสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางที่อาจยืดเยื้อและราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น พร้อมจับตาการประชุมนโยบายการเงินของ กนง. (29 เม.ย.) และ FED (30 เม.ย.) แนะกลยุทธ์เก็งกำไรหุ้นกลุ่มยางพารา รับอานิสงส์ราคายางในตลาดโลกอยู่ในระดับสูง
นางสาววิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ GBS ประเมินทิศทางตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์นี้ว่า มีโอกาสแกว่งตัวผันผวน โดยคาดการณ์กรอบดัชนีไว้ที่ระดับ 1,420-1,470 จุด สาเหตุหลักมาจากสัญญาณที่บ่งชี้ว่าการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่านยังคงชะงักงัน ซึ่งทำให้นักลงทุนกังวลว่าสงครามจะยืดเยื้อยาวนานและส่งผลกระทบต่อการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ประกอบกับราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ยังคงปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันต้นทุนพลังงานในวงกว้าง
อย่างไรก็ตาม ตลาดยังคงได้รับแรงหนุนจากปัจจัยเชิงบวกหลายประการ ทั้งสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สะท้อนผ่านดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) รวมภาคการผลิตและบริการเบื้องต้นเดือนเมษายน ซึ่งปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 52.0 เป็นสถิติสูงสุดในรอบ 3 เดือน ส่วนความเคลื่อนไหวในประเทศ กระทรวงการคลังกำลังอยู่ระหว่างพิจารณาออก พ.ร.ก.กู้เงิน วงเงินไม่เกิน 5 แสนล้านบาท เพื่อรองรับวิกฤตเร่งด่วน โดยคาดว่าจะดำเนินการได้ในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงตุลาคม 2569 ซึ่งยังคงยึดกรอบวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด ปัจจุบันหนี้สาธารณะของไทยอยู่ที่ 66% ของ GDP ทำให้รัฐบาลยังมีช่องว่างในการบริหารจัดการอีกเกือบ 8 แสนล้านบาทก่อนที่จะชนเพดาน 70%
ขณะเดียวกันสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ก็ยังมีประเด็นที่สร้างความกังวลเพิ่มเติม เนื่องจากผู้นำสหรัฐฯ ยืนยันว่าจะยังคงตรึงกำลังปิดล้อมท่าเรืออิหร่านในช่องแคบฮอร์มุซจนกว่าจะบรรลุข้อตกลงร่วมกัน ขณะที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ แถลงว่ากองกำลังได้เข้ายึดเรือบรรทุกน้ำมันที่เชื่อมโยงกับอิหร่านในมหาสมุทรอินเดีย ด้านเศรษฐกิจสหรัฐฯ เองก็มีตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกเพิ่มขึ้นแตะระดับ 214,000 ราย สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ สำหรับผลกระทบในไทย สสว. รายงานว่าดัชนีความเชื่อมั่น SME ในเดือนมีนาคมลดลงจากภาระต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น และประเมินว่าหากสงครามยืดเยื้อ ธุรกิจ SME กว่า 80% จะอยู่รอดได้ไม่เกิน 6 เดือนเนื่องจากมีสายป่านที่จำกัด
ด้านศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยที่ 1.00% ต่อปีในการประชุมวันที่ 29 เมษายนที่จะถึงนี้ เพื่อประเมินผลกระทบจากสถานการณ์โลกอย่างรอบด้าน ซึ่งเป็นท่าทีเดียวกับธนาคารกลางหลักหลายแห่งทั่วโลก
สำหรับปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนต้องติดตามอย่างใกล้ชิดในช่วงสัปดาห์นี้ ในประเทศจะมีการแถลงยอดผลิตและส่งออกยานยนต์จาก ส.อ.ท. ในวันที่ 27 เมษายน รวมถึงการประชุมกนง.เกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยนโยบายในวันที่ 29 เมษายน และการรายงานภาวะเศรษฐกิจจากธนาคารแห่งประเทศไทยและกระทรวงการคลังในช่วงปลายเดือน รวมถึงการทยอยรายงานงบการเงินในช่วงไตรมาสแรกของบริษัทจดทะเบียน ส่วนปัจจัยต่างประเทศที่ต้องจับตา ได้แก่ การรายงานกำไรภาคอุตสาหกรรมของจีน ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของสหรัฐฯ และยุโรป รวมถึงการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ในวันที่ 28 เมษายน และไฮไลต์สำคัญที่สุดคือการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ในวันที่ 28-29 เมษายน ซึ่งตลาดจะทราบผลการตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ยในช่วงเช้าของวันที่ 30 เมษายนนี้
ด้าน นายวัชเรนทร์ จงยรรยง ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล. โกลเบล็ก แนะนำกลยุทธ์การลงทุนในหุ้นที่มีปัจจัยบวก โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจยางพาราที่ได้รับอานิสงส์โดยตรงจากราคายางพาราในตลาดโลกที่ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูง ได้แก่ STA, NER, TRUBB และ TEGH เพื่อลดความเสี่ยงและสร้างโอกาสรับผลตอบแทนที่ดีในช่วงสัปดาห์นี้