ส.อ.ท. เปิดเผยยอดผลิตรถยนต์มี.ค.69 อยู่ที่ 133,413 คัน เพิ่มขึ้น 2.69 % ส่วนยอดขาย 59,865 คัน เพิ่มขึ้น 7.29% เป็นการขายรถยนต์นั่งไฟฟ้า (BEV) 12,074 คัน เพิ่มขึ้น 47.62% การส่งออก 80,394 คัน ลดลง 0.64 % แต่การส่งออกรถยนต์นั่งไฟฟ้าพุ่งแตะ 3,060 คัน พร้อมติดตามนโยบายรถเก่าแลกรถใหม่ของรัฐบาล ชี้หากเกิดขึ้นจริงจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจ และกระตุ้นกำลังซื้อประชาชน
นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่าจำนวนรถยนต์ทั้งหมดที่ผลิตได้ในเดือนมีนาคม 2569 มีทั้งสิ้น 133,413 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน 13.11 %และเปรียบเทียบเดือนมีนาคม 2568 เพิ่มขึ้น 2.69% เพราะผลิตส่งออกเพิ่มขึ้นจากการผลิตรถยนต์นั่งและรถกระบะ 19.91%และ 3.82 %ตามลำดับ
จำนวนรถยนต์ที่ผลิตได้ในเดือนมกราคม - มีนาคม 2569 มีจำนวนทั้งสิ้น 369,751 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 5.32%
โดยรถยนต์นั่งเดือนมีนาคม 2569 ผลิตได้ 43,463 คัน ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน 4.66% แบ่งเป็นรถยนต์นั่งเครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) มีจำนวน 14,361 คัน ลดลงจากจากช่วงเดียวกันปีก่อน 22.08% รถยนต์นั่งไฟฟ้า(BEV)ผลิต 4,962 คัน ลดลง 8.65%รถยนต์นั่งไฟฟ้าผสมแบบเสียบปลั๊ก (PHEV )ผลิต 2,318 คัน ลดลง1.78% รถยนต์นั่งไฟฟ้าผสม (HEV) 21,822 คัน เพิ่มขึ้น12.69% เนื่องจากราคาน้ำมันแพงจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้มีการหันมาซื้อรถไฟฟ้าHEV
ยอดผลิตของรถยนต์นั่ง ตั้งแต่เดือนมกราคม - มีนาคม 2569 มีจำนวน 119,949 คัน คิดเป็น 32.44 %ของยอดการผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 0.38 % โดยแบ่งเป็น รถยนต์ 48,532 คัน ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน 4.46 %รถยนต์นั่ง BEV 10,495 คัน เพิ่มขึ้น 11.98 % รถยนต์นั่งPHEV 4,813 คัน ลดลง28.72% รถยนต์นั่ง HEV 56,109 คัน เพิ่มขึ้น 6.74%
นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ผลิตเพื่อส่งออก
เดือนมีนาคม 2569 ผลิตได้ 88,651 คัน คิดเป็น 66.45 % ของยอดการผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน6.53 %และเดือนมกราคม - มีนาคม 2569 ผลิตเพื่อส่งออกได้ 249,343 คัน คิดเป็น67.44 %ของยอดการผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากปี 2568 5.78%
รถยนต์นั่ง เดือนมีนาคม 2569 ผลิตเพื่อการส่งออก 16,814 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 19.91% และตั้งแต่เดือนมกราคม - มีนาคม 2569 ผลิตเพื่อส่งออกได้ทั้งสิ้น 53,723 คัน คิดเป็น 44.79% ของยอดผลิตรถยนต์นั่ง เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 29.84%
ส่วนการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศเดือนมีนาคม 2569 ผลิตได้ 44,762 คัน เท่ากับ 33.55 % ของยอดการผลิตทั้งหมด ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน 4.15% และเดือนมกราคม - มีนาคม 2569 ผลิตได้ 120,408 คัน เท่ากับ 32.56 %ของยอดการผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน4.39%
รถยนต์นั่ง เดือนมีนาคม 2569 ผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 26,649 คัน ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน15.58 % และตั้งแต่เดือนมกราคม - มีนาคม 2568 ผลิตได้ 66,226 คัน เท่ากับ 55.21 % ของยอดการผลิตรถยนต์นั่ง เทียบกับจากช่วงเดียวกันปีก่อนลดลง 15.22%
ด้านยอดขายรถยนต์ภายในประเทศของเดือนมีนาคม 2569 มีจำนวนทั้งสิ้น 59,865 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน7.29 % มาจากการส่งมอบรถยนต์ที่จองกว่าหนึ่งแสนคันในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์ โชว์ปลายเดือนมีนาคมถึงต้นเดือนเมษายนโดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้าที่มียอดจองกว่าร้อยละห้าสิบของยอดจอง รวมทั้งรถกระบะดัดแปลง PPV ที่มีบริษัทหนึ่งได้ออกใหม่ช่วงกลางปีที่แล้ว จึงไม่มียอดขายในเดือนมีนาคมปีที่แล้ว อย่างไรก็ตามรถกระบะก็ยังขายลดลง 6.36 % จากมีนาคมปีก่อนมาจากการเข้มงวดปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินเพราะเศรษฐกิจของประเทศเติบโตในอัตราต่ำ รายได้ของผู้ซื้ออาจจะไม่สามารถชำระค่างวดได้ครบทุกงวด จึงขอให้รัฐบาลใหม่รีบเสนอนโยบายและงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2670 ต่อรัฐสถาโดยเร็วเพื่อจะได้ลงทุนในโครงการต่าง ๆ ได้เร็วขึ้น รวมทั้งสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนในประเทศและนักลงทุนต่างประเทศลงทุนในโครงการต่าง ๆ ได้เร็วขึ้นเพื่อสร้างงานสร้างรายได้คนไทยมากขึ้น เศรษฐกิจไทยจะได้เติบโตไล่เรี่ยกับประเทศเพื่อนบ้าน และช่วยให้ไทยหลุดพ้นจากประเทศรายได้ปานกลางเสียที โดยจะต้องกระตุ้นอุตสาหกรรมที่มีห่วงโซ่อุปทานมาก มีแรงงานจำนวนมากผลิตสินค้ามากขึ้นจากปีที่ผ่านมา
ตั้งแต่เดือนมกราคม - มีนาคม 2569 รถยนต์มียอดขาย 182,083 คัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 18.86 %
“นโยบายรถเก่าแลกรถใหม่ของรัฐบาล เราต้องติดตามเงื่อนไข แต่เชื่อว่าหากเกิดขึ้นจริง จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยภาพรวม ทั้งยอดซัพพลายเชน ยอดการผลิต การจ้างงาน อีกทั้ง ยังเป็นการกระตุ้นกำลังซื้อประชาชน และ เมื่อเศรษฐกิจเราดีขึ้น แบงก์ก็จะปล่อยสินเชื่อมากขึ้น และ ส่งผลให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบ"
นายสุรพงษ์ กล่าวว่า การส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป เดือนมีนาคม 2569 ส่งออกได้ 80,394 คัน ลดลงจากเดือนที่แล้ว 0.99% และลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน 0.64% มาจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้การส่งออกรถยนต์ไปตะวันออกกลางลดลง 15.96 %จากเดือนมีนาคมปี 2568 แต่ส่งออกรถยนต์เพิ่มขึ้นในตลาดออสเตรเลีย แอฟริกา ยุโรป อเมริกากลางและอเมริกาใต้ แบ่งเป็น รถกระบะ 51,850 คัน ลดลงจากปีก่อน0.93%
รถกระบะ BEV 38 คัน รถยนต์นั่ง ICE 5,620 คัน ลดลงจากปีก่อน 47.13% รถยนต์นั่ง BEV 3,060 คัน รถยนต์นั่ง PHEV 250 คัน รถยนต์นั่ง HEV 6,827 คัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 38.76% มูลค่าการส่งออกรถยนต์ในเดือนมีนาคม 2569 รวม 53,763.38 ล้านบาท ลดลงจากเดือนมีนาคม 2568 ร้อยละ 6.36
สำหรับรถยนต์สำเร็จรูปเดือนมกราคม – มีนาคม 2569 ส่งออก 219,994 คัน ลดลงจากช่วงระยะเวลาเดียวกัน 1.99 % แบ่งเป็นรถกระบะ 139,800 คันลดลง2.47%รถกระบะ BEV 149 คัน รถยนต์นั่ง ICE 23,128 คัน ลดลง 31.11% รถยนต์นั่ง BEV 5,232 คัน รถยนต์นั่ง PHEV 291 คัน รถยนต์นั่ง HEV 21,046 คัน เพิ่มขึ้น70.56% รวมมูลค่าการส่งออกรถยนต์ 146,219.29 ล้านบาท ลดลง 6.11 %