"เมืองไทย แคปปิตอล " เข้าร่วมโครงการ JUMP+ ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เดินหน้ายกระดับองค์กรสู่มาตรฐานโลก วางกรอบแผน 3 ปี ครอบคลุมด้านธุรกิจ ธรรมาภิบาล และ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มุ่งใช้ AI เพิ่มประสิทธิภาพองค์กร เสริมความโปร่งใส และขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน ตอกย้ำบทบาทผู้นำไมโครไฟแนนซ์ไทยระดับสากล พร้อมสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ถือหุ้น นักลงทุน และผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน
นายปริทัศน์ เพชรอำไพ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ MTC เปิดเผยว่า
บริษัทได้รับอนุมัติจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ให้เข้าร่วม “โครงการ JUMP+” ซึ่งนับเป็นอีกก้าวสำคัญของการยกระดับศักยภาพองค์กร เสริมสร้างความเชื่อมั่นในตลาดทุน และผลักดันการดำเนินธุรกิจสู่มาตรฐานสากลอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ บริษัทได้วางกรอบแผนการดำเนินงานระยะ 3 ปี ครอบคลุม 3 มิติสำคัญ ได้แก่ ด้านธุรกิจ (Business) ด้านธรรมาภิบาล (Governance) และด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Action) เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน ควบคู่กับการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว
ในมิติด้านธุรกิจ MTC จะเดินหน้าตามแผนกลยุทธ์องค์กร 3 ด้าน ได้แก่ กลยุทธ์การเติบโตทางธุรกิจ กลยุทธ์การเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บหนี้ และกลยุทธ์การเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน โดยมุ่งนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาองค์กร ทั้งในด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและการยกระดับคุณภาพการให้บริการลูกค้า
สำหรับมิติด้านธรรมาภิบาล บริษัทมุ่งยกระดับกระบวนการตรวจสอบสู่ระบบดิจิทัล โดยในระยะแรกจะให้ความสำคัญกับการวางรากฐานการเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นระบบ ผ่านการทดสอบในสาขานำร่อง การประเมินความเสี่ยง และการเชื่อมโยงข้อมูล เพื่อสนับสนุนการกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ขณะที่มิติด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ บริษัทให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ผ่านการกำหนดแนวทางควบคุมการใช้ทรัพยากร การติดตั้งโซลาร์เซลล์ในสาขา การปรับกระบวนการทำงานสู่ระบบอิเล็กทรอนิกส์เพื่อลดการใช้กระดาษ เพื่อสนับสนุนการบรรลุเป้าหมาย Net Zero และการเติบโตอย่างยั่งยืนของบริษัท
“การเข้าร่วมโครงการ JUMP+ ไม่เพียงสะท้อนถึงความโปร่งใสในการดำเนินธุรกิจของ MTC แต่ยังตอกย้ำความมุ่งมั่นของบริษัทในการพัฒนาองค์กรอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ถือหุ้น นักลงทุน และผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน โดยบริษัทยังคงยึดมั่นในการดำเนินธุรกิจภายใต้หลักธรรมาภิบาล เสริมสร้างเสถียรภาพทางการเงินให้ประชาชนอย่างทั่วถึง สนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ และยกระดับคุณภาพชีวิตของสังคม ควบคู่กับการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน” นายปริทัศน์กล่าว
ขณะเดียวกัน ความมุ่งมั่นดังกล่าวสะท้อนผ่านผลการดำเนินงานและการยอมรับในระดับสากล โดยล่าสุด บริษัทคว้ารางวัลระดับภูมิภาค Best Social Bond Thailand จากเวที The Asset Triple A Awards for Sustainable Finance 2026 ซึ่งจัดโดยนิตยสาร The Asset สื่อการเงินชั้นนำในภูมิภาคเอเชีย
ทั้งนี้ บริษัทฯ ยังร่วมมือกับสถาบันการเงินชั้นนำระดับโลก ได้แก่ บรรษัทการเงินระหว่างประเทศ (IFC), องค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (JICA), บริษัทเพื่อการลงทุนและการพัฒนาแห่งเยอรมนี (KfW DEG) และ Credit Guarantee and Investment Facility (CGIF) เพื่อผลักดันการเข้าถึงบริการทางการเงินอย่างยั่งยืน และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว อีกทั้งยังได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) เพื่อสนับสนุนการพัฒนาและขยายธุรกิจของผู้ประกอบการสตรีในกลุ่ม MSMEs ในพื้นที่ชนบทของประเทศไทย สะท้อนบทบาทของบริษัทฯ ในฐานะผู้นำธุรกิจไมโครไฟแนนซ์ ของไทยในระดับสากล (World-class Thai Microfinance)