xs
xsm
sm
md
lg

นักพัฒนาบิทคอยน์ประกาศ Hard Fork "eCash" ท้าชิงบัลลังก์เครือข่ายต้นฉบับ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



พอล สซ์ทอร์ค นักพัฒนาบล็อกเชนชื่อดัง เปิดตัวแผนฟอร์กบิทคอยน์ครั้งใหม่ภายใต้ชื่อ "eCash" กำหนดเปิดตัวเดือนสิงหาคม 2569 พร้อมสัญญาแลกเหรียญ 1 ต่อ 1 และเพิ่มความปลอดภัยด้วยระบบ Drivechain ถึง 7 ชั้น หวังแก้จุดอ่อนที่ Lightning Network ทำได้ไม่สำเร็จ แต่ชุมชนบิทคอยน์กลับตั้งข้อสังเกตโดยเฉพาะประเด็นร้อนที่แผนดังกล่าวระบุว่าจะ "โอนย้าย" บิทคอยน์บางส่วนจากกระเป๋าของ ซาโตชิ นากาโมโต้ ผู้ก่อตั้งนิรนามของบิทคอยน์ ซึ่งจุดชนวนให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในแวดวงคริปโทเคอร์เรนซี

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา พอล สซ์ทอร์ค นักพัฒนาบล็อกเชนผู้มากประสบการณ์ ได้ประกาศผ่านแพลตฟอร์ม X ถึงแผนการ Hard Fork เครือข่ายบิทคอยน์ครั้งสำคัญ โดยใช้ชื่อโปรเจกต์ว่า "eCash" กำหนดเปิดตัวในเดือนสิงหาคม 2569 ด้วยโครงสร้างทางเทคนิคที่ซับซ้อนกว่า Fork รุ่นก่อนหน้าอย่างมีนัยสำคัญ

ในด้านโครงสร้างเทคนิค eCash จะประกอบด้วยเลเยอร์ที่ 1 ซึ่งเป็นบล็อกเชนใหม่แยกออกมาต่างหาก โดยซอฟต์แวร์โหนดจะเป็น "สำเนาเกือบสมบูรณ์" ของ BTC Core Client ยังคงใช้อัลกอริทึม SHA-256 เช่นเดิม แต่ปรับลดระดับความยากในการขุดเริ่มต้นลง เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมเครือข่ายรายใหม่สามารถขุดบล็อกได้ง่ายขึ้นในระยะแรก นอกจากนี้ยังติดตั้งเลเยอร์ที่ 2 อีก 7 ระบบในชื่อ "Drivechain" เพื่อรองรับธุรกรรมปริมาณสูงและเสริมความเป็นส่วนตัวบนเชนตามความต้องการ

ที่มา: Paul Sztorc
สำหรับผู้ถือบิทคอยน์ eCash เปิดช่องทางแลกเปลี่ยนในอัตรา 1 ต่อ 1 ทันทีที่ Fork มีผลบังคับใช้ โดย สซ์ทอร์ค ชี้ชัดว่าความล้มเหลวของ Bitcoin Cash หรือ BCH ในปี 2560 เป็นบทเรียนสำคัญ และ eCash ได้ออกแบบมาเพื่อหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดเดิม รวมถึงการตัดสินใจไม่ใช้คำว่า "Bitcoin" ในชื่อแบรนด์โดยตรง

"นี่คือการแก้ไขปัญหาของบิทคอยน์อย่างถาวรและยั่งยืน" สซ์ทอร์ค ระบุ พร้อมวิเคราะห์ว่าบริบทในปัจจุบันเปลี่ยนไปจากปี 2560 อย่างสิ้นเชิง โดยในเวลานั้น Lightning Network ยังถูกมองด้วยความหวัง แต่วันนี้ความคาดหวังดังกล่าวได้พังทลายลงแล้ว

อย่างไรก็ตาม ประกาศดังกล่าวจุดชนวนกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างเผ็ดร้อนในชุมชนบิทคอยน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากข้อเสนอที่ระบุว่าเชนใหม่จะ "โอนย้าย" บิทคอยน์บางส่วนจากกระเป๋าของ ซาโตชิ นากาโมโต้ ผู้สร้างบิทคอยน์ ซึ่งเชื่อกันว่าถือครองราว 1.1 ล้านบิทคอยน์ ไปยังนักลงทุนกลุ่มแรกเริ่ม

ที่มา: Paul Sztorc
ขณะที่ ปีเตอร์ แมคคอร์แมค นักส่งเสริมบิทคอยน์ชื่อดัง ออกมาแสดงจุดยืนว่า การยึดเหรียญของซาโตชิถือเป็นการโจรกรรมและเป็นการขาดความเคารพ พร้อมชี้ว่าชื่อ eCash นั้นถูกใช้ไปแล้วในระบบการชำระเงินผ่าน Lightning อย่าง Cashu และ Fedi ซึ่งทำให้การตั้งชื่อดังกล่าวเป็นทางเลือกที่ไม่ฉลาดนัก ขณะที่ PakoVM นักส่งเสริมบิทคอยน์รายอื่น ตั้งคำถามว่าตนให้เวลาโปรเจกต์นี้เพียง 2 ถึง 3 ปีก่อนที่จะล่มสลาย

การประกาศนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่วงการคริปโตกำลังถกเถียงอย่างเข้มข้นถึงทิศทางพัฒนาของ Bitcoin Tech Stack โดยเฉพาะประเด็นว่าโปรโตคอลบิทคอยน์ควรเพิ่มฟีเจอร์ด้านความเป็นส่วนตัวและการป้องกันภัยคุกคามจากคอมพิวเตอร์ควอนตัมหรือไม่ ซึ่งกลายเป็นเวทีถกเถียงที่ดุเดือดและยังหาข้อสรุปไม่ได้ในชุมชนนักพัฒนาและผู้ถือครองบิทคอยน์ทั่วโลก