ความก้าวหน้าล่าสุดในสนามควอนตัมเริ่มขยับจากทฤษฎีสู่การทดลองที่จับต้องได้ เมื่อนักวิจัยสามารถถอดกุญแจเข้ารหัสแบบ elliptic curve แม้ยังเป็นเพียง 15 บิต แต่ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่อาจเขย่าความเชื่อมั่นของระบบคริปโตทั่วโลก ช่องว่างระหว่างขีดความสามารถของควอนตัมกับระบบเข้ารหัสหลักกำลังแคบลงอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางเสียงถกเถียงในชุมชนบิทคอยน์ว่า “ภัยคุกคาม” นี้อยู่ห่างออกไปอีกนาน หรือใกล้เข้ามาเร็วกว่าที่ประเมิน
Project Eleven บริษัทวิจัยด้านความปลอดภัยควอนตัม เปิดเผยความสำเร็จเชิงสัญลักษณ์ที่อาจกลายเป็น “จุดเปลี่ยน” ของอุตสาหกรรมคริปโต หลังมอบรางวัลให้แก่นักวิจัย จิอันคาร์โล เลลลี ที่สามารถใช้คอมพิวเตอร์ควอนตัมเจาะกุญแจเข้ารหัสแบบ elliptic curve ขนาด 15 บิตได้สำเร็จ
แม้ขนาดกุญแจดังกล่าวยังห่างไกลจากมาตรฐานของบิทคอยน์ที่ใช้กุญแจระดับ 256 บิต แต่แก่นสำคัญไม่ได้อยู่ที่ “ขนาด” หากแต่อยู่ที่ “แนวโน้ม” ของเทคโนโลยีที่กำลังเร่งสปีดเร็วกว่าที่หลายฝ่ายเคยคาดการณ์
ตามคำชี้แจงของ Project Eleven เลลลีสามารถถอด “private key” จาก “public key” ที่จับคู่กันได้ โดยใช้รูปแบบดัดแปลงของอัลกอริทึมของชอร์ (Shor’s algorithm) ซึ่งเป็นอัลกอริทึมสำหรับการแยกตัวประกอบจำนวนเต็มบนคอมพิวเตอร์ควอนตัมซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้ระบบเข้ารหัสสมัยใหม่เริ่มสั่นคลอน
แม้ช่องว่างระหว่างกุญแจ 15 บิต กับ 256 บิต จะยังถือว่า “มหาศาล” ในเชิงเทคนิค แต่ Project Eleven ระบุชัดว่า ตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นมา ระยะห่างดังกล่าว “หดตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ” สะท้อนให้เห็นว่าขีดความสามารถของควอนตัมกำลังไล่ทันโลกคริปโตอย่างรวดเร็ว
อเล็กซ์ พรูเดน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Project Eleven ระบุว่า ต้นทุนทรัพยากรที่ใช้ในการโจมตีลักษณะนี้กำลังลดลงต่อเนื่อง และอุปสรรคในการนำไปใช้งานจริงก็ลดลงตามไปด้วย นั่นหมายความว่า “สิ่งที่เคยเป็นไปไม่ได้” อาจกลายเป็น “ความเสี่ยงเชิงปฏิบัติ” ในเวลาไม่นาน
การทดลองครั้งนี้ยังถูกยกให้เป็น “การสาธิตสาธารณะที่ใหญ่ที่สุด” ของการใช้คอมพิวเตอร์ควอนตัมเจาะกุญแจ ECDSA ซึ่งเป็นโครงสร้างหลักของระบบเข้ารหัสในคริปโต โดยมีมูลค่าทรัพย์สินที่พึ่งพาเทคโนโลยีนี้สูงถึงประมาณ 2.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
ในอีกด้านหนึ่ง ความกังวลเริ่มชัดเจนขึ้นในหมู่ผู้เชี่ยวชาญอุตสาหกรรมคริปโตและนักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ โดยประเมินว่า บิทคอยน์มูลค่าราว 4.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่เก็บอยู่ในกระเป๋าเงินรุ่นเก่าซึ่งเปิดเผย public key อาจตกอยู่ในความเสี่ยงโดยตรงหากควอนตัมก้าวข้ามข้อจำกัดปัจจุบันได้
รายงานวิเคราะห์จาก Bernstein ประเมินว่า ชุมชนบิทคอยน์อาจมีเวลาเพียง 3-5 ปีในการเตรียมความพร้อมรับมือภัยคุกคามควอนตัม ซึ่งถือเป็นกรอบเวลาที่ “สั้นกว่าที่ตลาดเคยเชื่อ”
อย่างไรก็ตาม มุมมองในอุตสาหกรรมยังคงแตกออกเป็นสองฝั่งอย่างชัดเจน อดัม แบ็ก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Blockstream ให้ความเห็นบนเวที Paris Blockchain Week เดือนเมษายนว่า แม้ภัยคุกคามควอนตัมอาจยังอยู่ห่างออกไปหลายทศวรรษ แต่อุตสาหกรรมควรเริ่มพัฒนาโซลูชัน post-quantum ตั้งแต่วันนี้
เขาย้ำว่า เทคโนโลยีควอนตัมยังอยู่ในระยะทดลองเป็นหลัก และความก้าวหน้าที่เกิดขึ้นในช่วงกว่า 25 ปีที่ผ่านมาเป็นเพียงการพัฒนาแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ใช่การก้าวกระโดดแบบพลิกโลกในทันที
ทว่าอีกด้านหนึ่ง รายงานจาก Google ในเดือนมีนาคมได้จุดกระแสใหม่ในวงการ โดยชี้ว่า คอมพิวเตอร์ควอนตัมอาจต้องใช้จำนวนคิวบิต (qubits) ซึ่งเป็นหน่วยประมวลผลพื้นฐาน “น้อยกว่าที่เคยประเมินไว้” ในการเจาะระบบเข้ารหัสสมัยใหม่
ข้อค้นพบดังกล่าวเปรียบเสมือน “แรงเร่ง” ที่ทำให้สมมติฐานเรื่องภัยควอนตัมต้องถูกนำกลับมาประเมินใหม่ทั้งหมด
ในภาพรวม เหตุการณ์นี้อาจยังไม่ใช่ “จุดล่มสลาย” ของระบบคริปโต แต่กำลังเป็น “สัญญาณเตือนล่วงหน้า” ที่ชัดเจนที่สุดว่า สมดุลระหว่างความปลอดภัยและเทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนทิศ
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า “ควอนตัมจะมาถึงหรือไม่” แต่คือ “เมื่อไหร่” และ “อุตสาหกรรมจะปรับตัวทันหรือไม่” ก่อนที่รากฐานการเข้ารหัสที่โลกการเงินยุคใหม่พึ่งพา จะถูกท้าทายอย่างแท้จริง