กระทรวงการคลังสหรัฐเปิดเกมรุก ปราบอาชญากรรมไซเบอร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สั่งคว่ำบาตร “ก๊ก อาน”สมาชิกวุฒิสภากัมพูชา พร้อมเครือข่ายรวม 29 ราย พบศูนย์สแกมฝังตัวในคาสิโนและอาคารสำนักงานทั่วประเทศใช้กลลวง “เชือดหมู” หลอกเหยื่อสูญเงินมหาศาลระดับพันล้านดอลลาร์ กระทรวงยุติธรรมสหรัฐยึดโดเมนปลอมกว่า 503 เว็บไซต์ โยงคริปโตขยายผลล้างบางเครือข่ายในเมียนมา กัมพูชา และลาวเตือนนักลงทุนเร่งยกระดับความปลอดภัย หลังความเสียหายยังพุ่งไม่หยุด
กระทรวงการคลังสหรัฐอเมริกา โดยสำนักงานควบคุมทรัพย์สินต่างประเทศ (OFAC) เดินหน้ากดดันเครือข่ายอาชญากรรมไซเบอร์ข้ามชาติอย่างจริงจัง ด้วยการประกาศมาตรการคว่ำบาตร “ก๊ก อาน” สมาชิกวุฒิสภากัมพูชา พร้อมบุคคลและนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องรวม 28 ราย จากข้อกล่าวหาว่ามีส่วนพัวพันในการดำเนินกิจการศูนย์หลอกลวง (Scam Centers) กระจายตัวทั่วประเทศกัมพูชา
ข้อมูลจากกระทรวงการคลังสหรัฐระบุว่า ศูนย์สแกมเหล่านี้ฝังตัวอยู่ในพื้นที่คาสิโนและอาคารสำนักงานจำนวนมาก และถูกใช้เป็นฐานปฏิบัติการหลอกลวงทางการเงินในรูปแบบ “เชือดหมู” ซึ่งถือเป็นหนึ่งในกลโกงที่ซับซ้อนและสร้างความเสียหายรุนแรงที่สุดในยุคดิจิทัล
กลไกของสแกมเมอร์ “เชือดหมู” ไม่ใช่เพียงการหลอกลวงแบบฉาบฉวย หากแต่เป็นกระบวนการสร้างความสัมพันธ์เชิงจิตวิทยาระยะยาว ผู้ก่อเหตุจะค่อย ๆ สร้างความไว้วางใจกับเหยื่อผ่านช่องทางออนไลน์ ทั้งในรูปแบบมิตรภาพ โอกาสทางธุรกิจ หรือแม้แต่ความสัมพันธ์เชิงโรแมนติก ก่อนจะชักนำให้เหยื่อลงทุน และค่อย ๆ ดูดเงินออกจากระบบจนหมด
กระทรวงการคลังสหรัฐประเมินว่า เพียงปีเดียว พลเมืองอเมริกันสูญเสียเงินจากขบวนการสแกมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไม่น้อยกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนขนาดของอุตสาหกรรมอาชญากรรมที่เติบโตควบคู่กับเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างน่ากังวล
ในอีกด้านหนึ่ง กระทรวงยุติธรรมสหรัฐ (DOJ) ได้จัดตั้งหน่วยปฏิบัติการเฉพาะกิจ “Scam Center Strike Force” เพื่อเร่งปราบปรามเครือข่ายเหล่านี้ โดยล่าสุดได้ยึดแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ และโดเมนเว็บไซต์ปลอมอีก 503 แห่ง ซึ่งใช้เป็นเครื่องมือหลอกลวงด้านคริปโต
อย่างไรก็ดีหน่วยงานดังกล่าวได้ระดมทั้งเจ้าหน้าที่สืบสวนและอัยการจากหลายหน่วย เพื่อขยายผลสอบสวน ทำลายเครือข่าย และดำเนินคดีผู้อยู่เบื้องหลัง โดยเน้นพื้นที่เสี่ยงหลัก ได้แก่ เมียนมา กัมพูชา และลาว ซึ่งถูกระบุว่าเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมสแกมระดับภูมิภาค
ขณะที่ตัวเลขความเสียหายยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยในไตรมาส 1 ปี 2569 เพียงช่วงเวลาไม่กี่เดือน มูลค่าความเสียหายจากการหลอกลวงและการแฮ็กในตลาดคริปโตแตะระดับ 482 ล้านดอลลาร์ ตอกย้ำความเปราะบางของระบบการเงินดิจิทัลที่ยังขาดกลไกป้องกันที่มีประสิทธิภาพ
ขณะเดียวกัน กระบวนการยุติธรรมสหรัฐยังเดินหน้าลงโทษผู้กระทำผิดอย่างเข้มข้น โดยในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ศาลรัฐบาลกลางในรัฐแคลิฟอร์เนียมีคำพิพากษาจำคุก “ดาเรน หลี่” เป็นเวลา 20 ปี พร้อมกำหนดคุมประพฤติอีก 3 ปี หลังพบว่าเป็นหนึ่งในหัวหน้าขบวนการ “เชือดหมู” และอาชญากรรมฉ้อโกงรูปแบบอื่น
จากการสอบสวนพบว่า “ดาเรน หลี่” และผู้สมรู้ร่วมคิดอย่างน้อย 8 ราย ได้สร้างเว็บไซต์ปลอมในลักษณะของแพลตฟอร์มซื้อขายคริปโตและศูนย์แลกเปลี่ยน เพื่อหลอกลวงผู้ใช้งานผ่านโซเชียลมีเดียและแอปพลิเคชันส่งข้อความ
เมื่อเหยื่อหลงเชื่อและเริ่มลงทุน เงินจะถูกโอนเข้าสู่แพลตฟอร์มปลอมดังกล่าว ก่อนจะถูกดูดออกไปโดยผู้ก่อเหตุในที่สุด ความเสียหายจากเครือข่ายของ “ดาเรน หลี่” เพียงกลุ่มเดียว ถูกประเมินว่าสูงถึง 73 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ขณะที่ภาพรวมทั้งหมดสะท้อนให้เห็นว่า อาชญากรรมคริปโตไม่ได้เป็นเพียงภัยทางเทคโนโลยี หากแต่เป็น “อุตสาหกรรมสีเทา” ที่มีโครงสร้างองค์กรชัดเจน เชื่อมโยงกับการค้ามนุษย์ การฟอกเงิน และเครือข่ายอิทธิพลในระดับรัฐ
ทั้งนี้ภายใต้แรงกดดันจากสหรัฐ การปราบปรามในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ แต่คำถามที่ยังคงค้างคา คือ ความร่วมมือระดับรัฐในภูมิภาคจะสามารถสกัดวงจรอาชญากรรมนี้ได้จริง หรือจะยังคงเป็นเพียง “เกมแมวจับหนู” ที่ผู้เสียหายต้องจ่ายราคาอย่างต่อเนื่องในโลกคริปโตที่ไร้พรมแดน