xs
xsm
sm
md
lg

เปิดเบื้องหลัง “โตโยต้า บ้านโพธิ์” ฐานการผลิตระดับโลก โชว์เทคโนโลยีอัจฉริยะตอกย้ำไทยฮับยานยนต์

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด เปิดประตูโรงงานประกอบรถยนต์บ้านโพธิ์ ในอำเภอบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา ให้สื่อมวลชนมากกว่า 50 สำนัก เข้าร่วมกิจกรรม “Toyota Trusted Services Open House III” เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 เพื่อสัมผัสกระบวนการผลิตรถยนต์จริงในทุกขั้นตอน พร้อมตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะหนึ่งในศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ที่สำคัญของโลก


การเปิดโรงงานในครั้งนี้สะท้อนถึงความพร้อมของโตโยต้าในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ด้วยศักยภาพการผลิตรวมจากทั้ง 3 โรงงานในประเทศกว่า 700,000 คันต่อปี โดยปัจจุบันมีการใช้กำลังการผลิตประมาณ 70% หรือราว 500,000 คัน แบ่งเป็นการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศประมาณ 210,000 คัน และเพื่อการส่งออกกว่า 360,000 คัน ซึ่งสามารถปรับเปลี่ยนแผนการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ


สำหรับฐานการผลิตของโตโยต้าในประเทศไทย ประกอบด้วยโรงงานหลัก 3 แห่ง ได้แก่ โรงงานสำโรง จังหวัดสมุทรปราการ กำลังผลิต 240,000 คันต่อปี โรงงานเกตเวย์ จังหวัดฉะเชิงเทรา กำลังผลิต 230,000 คันต่อปี และโรงงานบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา กำลังผลิต 300,000 คันต่อปี ซึ่งเป็นหนึ่งในโรงงานสำคัญที่รองรับทั้งตลาดในประเทศและการส่งออก


ไฮไลต์สำคัญของโรงงานบ้านโพธิ์ คือการเป็นฐานการผลิตรถยนต์หลากหลายรุ่น ทั้งรถกระบะและรถอเนกประสงค์ อาทิ Hilux, Fortuner รวมถึงการเริ่มเดินสายการผลิตรถรุ่นใหม่ Toyota Land Cruiser FJ ในประเทศไทย ซึ่งได้มีการส่งออกไปยังประเทศญี่ปุ่นแล้ว และเตรียมทยอยส่งมอบให้ลูกค้าชาวไทยตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป


นอกจากนี้ สื่อมวลชนยังได้เยี่ยมชมไลน์การผลิตที่ครอบคลุมทั้งรถเครื่องยนต์สันดาปภายใน และรถกระบะไฟฟ้า Hilux Travo-e ซึ่งสะท้อนถึงทิศทางการพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์ของโตโยต้าที่มุ่งสู่ความหลากหลายด้านพลังงาน รองรับทั้งตลาดปัจจุบันและอนาคต


โรงงานประกอบรถยนต์บ้านโพธิ์ตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 1,500 ไร่ เริ่มเปิดสายการผลิตเมื่อวันที่ 12 มกราคม 2550 และได้รับการจัดอันดับให้เป็น 1 ใน 5 โรงงานแห่งความยั่งยืนของโตโยต้าทั่วโลก โดยดำเนินการผลิตภายใต้มาตรฐาน Toyota Production System (TPS) ซึ่งเป็นระบบการผลิตที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล


TPS มีหัวใจสำคัญอยู่ที่ 2 เสาหลัก ได้แก่ “Just in Time” การผลิตตามความต้องการที่แท้จริงในเวลาที่เหมาะสม และ “Jidoka” การควบคุมคุณภาพในทุกขั้นตอน โดยทุกกระบวนการผลิตจะถูกตรวจสอบอย่างละเอียด รวมถึงการใช้ระบบ Poka-Yoke เพื่อลดความผิดพลาดโดยอัตโนมัติ


กระบวนการผลิตภายในโรงงานครอบคลุมตั้งแต่โรงปั๊มชิ้นส่วนที่สามารถผลิตได้ถึง 2,380 ชิ้นต่อชั่วโมง โรงเชื่อมตัวถังที่ใช้หุ่นยนต์ควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์เพื่อความแม่นยำสูงสุด โรงพ่นสีที่ใช้เทคโนโลยี Waterborne Painting System ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โรงฉีดขึ้นรูปชิ้นส่วนพลาสติก ไปจนถึงโรงประกอบรถยนต์ที่รวมชิ้นส่วนทุกระบบเข้าด้วยกัน ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนตรวจสอบคุณภาพอย่างเข้มงวด


ระบบควบคุมคุณภาพของโตโยต้าแบ่งออกเป็น 2 ระดับ คือ การตรวจสอบระหว่างกระบวนการผลิต ซึ่งหากพบความผิดปกติ ระบบจะหยุดทันทีเพื่อแก้ไข และการตรวจสอบขั้นสุดท้ายโดยผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงการทดสอบการขับขี่จริง เพื่อให้มั่นใจว่ารถทุกคันได้มาตรฐานระดับโลกก่อนส่งมอบถึงมือลูกค้า


ในด้านสิ่งแวดล้อม โรงงานบ้านโพธิ์ถือเป็นต้นแบบของโรงงานสีเขียว ด้วยการนำเทคโนโลยีต่าง ๆ มาใช้ลดผลกระทบต่อธรรมชาติ เช่น ระบบพ่นสีแบบใช้น้ำ เตาเผาลดสารระเหย การออกแบบอาคารให้ใช้แสงธรรมชาติ ระบบ Karakuri ที่ใช้หลักฟิสิกส์ลดการใช้พลังงาน รวมถึงการใช้พลังงานหมุนเวียนจากโซลาร์เซลล์และระบบจัดการน้ำแบบหมุนเวียน


อีกหนึ่งจุดเด่นคือ “ศูนย์การเรียนรู้ความหลากหลายทางชีวภาพ ชีวพนาเวศ” ซึ่งสะท้อนความมุ่งมั่นของโตโยต้าในการสร้างสมดุลระหว่างอุตสาหกรรมและสิ่งแวดล้อม พร้อมปลูกฝังจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ

ตลอดระยะเวลาการดำเนินงาน โรงงานทั้ง 3 แห่งของโตโยต้าในประเทศไทยได้ผลิตรถยนต์รวมแล้วกว่า 6.2 ล้านคัน จากเงินลงทุนรวมกว่า 285,000 ล้านบาท และมีสัดส่วนการส่งออกสูงถึง 80% ของกำลังการผลิตทั้งหมด


ประวัติโรงงานโตโยต้า บ้านโพธิ์ :โรงงานประกอบรถยนต์โตโยต้า บ้านโพธิ์ ถือเป็นโรงงานแห่งที่ 3 ของโตโยต้าในประเทศไทย ตั้งอยู่ที่อำเภอบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา บนพื้นที่กว่า 1,500 ไร่ เริ่มเปิดสายการผลิตเมื่อวันที่ 12 มกราคม 2550 ด้วยกำลังการผลิตเริ่มต้น 100,000 คันต่อปี โดยเน้นการผลิตรถกระบะ Hilux เพื่อรองรับทั้งตลาดภายในประเทศและการส่งออก


ปัจจุบัน โรงงานแห่งนี้ได้พัฒนาอย่างต่อเนื่องจนมีกำลังการผลิตสูงถึง 300,000 คันต่อปี และกลายเป็นหนึ่งในฐานการผลิตหลักของโตโยต้าระดับโลก ทั้งในด้านเทคโนโลยี คุณภาพ และความยั่งยืน สะท้อนบทบาทสำคัญของประเทศไทยในอุตสาหกรรมยานยนต์โลกอย่างชัดเจน