ท่ามกลางสถานการณ์อุบัติเหตุทางถนนในประเทศไทยที่ยังคงคร่าชีวิตคนไทยปีละประมาณ 18,000 ราย หรือเฉลี่ยชั่วโมงละ 2 คน และมีผู้บาดเจ็บพิการปีละมากกว่า 5 แสนคน ซึ่งผู้สูญเสียส่วนใหญ่คือวัยทำงาน เสาหลักของครอบครัว ขณะที่เด็กและเยาวชนจำนวนไม่น้อย อนาคตของชาติไปไม่ถึงฝั่งฝัน สร้างผลกระทบอย่างใหญ่หลวงทั้งต่อครอบครัว สังคมและเศรษฐกิจของประเทศ
โดยหนึ่งในสาเหตุสำคัญของการเกิดอุบัติเหตุคือ พฤติกรรมการขับขี่รถด้วยความเร็วสูงและความเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด และการไม่มีวัฒนธรรมความปลอดภัยทางถนน หลายหน่วยงานในประเทศไทยจึงมีความพยายามในการศึกษา รณรงค์ เพื่อแก้ไขปัญหานี้ื โดย เมื่อวันที่ 23 เมษายน พ.ศ.2569 ที่ผ่านมา เครือข่ายเป็นหูเป็นตาเพื่อสังคม และสสส. ได้จัดเวทีสาธารณะสรุปผลการขับเคลื่อนสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยทางถนน และนำเสนอผลการวิจัยติดตั้งป้ายจราจรอัจฉริยะ "ชะลอเพื่อรอยยิ้ม STAY SAFE”
ดร. อุดม หงส์ชาติกุล ประธานเครือเครือข่าย “เป็นหูเป็นตาเพื่อสังคม” กล่าวว่า ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า ตั้งแต่ปี 2566 เครือข่ายฯ มีการทำงานร่วมกับผู้นำท้องถิ่น หน่วยงานรัฐ ภาคการศึกษา ภาคเอกชน และภาคีเครือข่ายด้านความปลอดภัยทางถนน ทั้งภาครัฐ และเอกชน ในพื้นที่กรุงเทพฯ ราชบุรี และนครปฐม เพื่อสร้างค่านิยมใหม่ และสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยทางถนนอย่างต่อเนื่อง โดยใช้แนวคิดการสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก ควบคู่กับการพัฒนาพลังของครู เด็ก และเยาวชน นอกจากนี้ เครือข่ายฯ ยังได้มีการทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายสำคัญๆ คือ มูลนิธิไทยโรดส์ กองบังคับการตำรวจจราจร และบริษัทไทย ฮอนด้า จำกัด ในการศึกษาการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ความเร็ว ด้วยนวัตกรรม “ป้ายจราจรอิเล็กทรอนิกส์ Speed Awareness Monitor (SAM) หรือป้าย “ชะลอเพื่อรอยยิ้ม STAY SAFE” เข้ามาทดลองใช้ในประเทศไทย เพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมการขับขี่ด้านความเร็ว ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการสูญเสียร้ายแรงของอุบัติเหตุทางถนน
สำหรับการติดตั้งป้ายจราจรอิเล็กทรอนิกส์ ชะลอเพื่อรอยยิ้ม ดำเนินการทดลองใน 3 พื้นที่ คือ ตำบลเจ็ดเสมียน จ. ราชบุรี ต. ศาลายา อ. พุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม และ ถนนเจริญกรุงเชื่อมต่อเขตบางคอแหลม สาทร บางรัก โดยมีการศึกษาพฤติกรรมการใช้ความเร็วก่อนการติดตั้งป้าย ระหว่างติดตั้งป้าย และหลังจากการติดตั้งป้ายชะลอเพื่อรอยยิ้ม ซึ่งเป็นป้ายอัจฉริยะที่ตรวจจับความเร็วแบบเรียลไทม์ และสื่อสารกับผู้ขับขี่ผ่านสัญลักษณ์ทางอารมณ์ กล่าวคือ หากขับไม่เกิน 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ป้ายจะแสดงหน้ายิ้มพร้อมสัญลักษณ์ขอบคุณ แต่หากขับเร็วเกิน ป้ายจะแสดงหน้าเศร้าเพื่อเตือน ซึ่งเป็นการใช้ “จิตวิทยาเชิงบวก” ในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม แทนการพึ่งพากฎหมายเพียงอย่างเดียว
ผลวิจัยป้ายชะลอเพื่อรอยยิ้ม ในเบื้องต้นพบผลที่น่าสนใจและเป็นความหวังในการลดอุบัติเหตุอันเนื่องมาจากความเร็วในการขับขี่ คือ "คนไทยเปลี่ยนได้” โดยพบพฤติกรรมการใช้ความเร็วในพื้นที่นำร่องทั้ง 3 แห่ง ในช่วงที่ติดป้ายชะลอเพื่อรอยยิ้มลดลง โดยบางพื้นที่ เช่น บริเวณพื้นที่ตลาดเอื้ออาทร ศาลายา มีการใช้ความเร็วลดลงถึง 20% ขณะที่พื้นที่หน้าโรงเรียนและชุมชนลดลงประมาณ 7–12% สะท้อนว่าป้ายสามารถ “กระตุ้นให้เกิดการชะลอ” ขณะที่ผู้ใช้ถนนพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และเมื่อเจาะลึกเฉพาะ “กลุ่มผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์” ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงสำคัญ พบว่าแนวโน้มการใช้ความความเร็วในการขับขี่ลดลงเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตามหลังจากการรื้อถอนป้ายแล้ว พบว่าพฤติกรรมการขับขี่มีการกลับมาใช้ความเร็วเพิ่มขึ้นแ แต่ก็ยังต่ำกว่าก่อนติดตั้งป้าย
อย่างไรก็ตาม แม้ผลวิจัยจะสะท้อนว่าคนไทยเปลี่ยนได้ และแนวโน้มพฤติกรรมการใช้ความเร็วจะลดลง แต่จากพฤติกรรมการใช้ความเร็วในการขับขี่ในชุมชนและหน้าโรงเรียนก็ยังคงสูงกว่าระดับปลอดภัย โดยมีการใช้ความเร็วมากกว่า 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เช่น หน้าตลาดวัดเจ็ดเสมียน และหน้าโรงเรียนวัดสนามชัย รวมถึง บริเวณตลาดเอื้ออาทร ศาลายา ซึ่งยังคงมีการการขับขี่ด้วยความเร็วมากกว่า 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง สะท้อนว่า การติดตั้งป้ายอย่างเดียวอาจไม่พอ ในระยะยาวจำเป็นต้องมีการมารวมพลังเพื่อแก้ไขระบบใหม่ มีการใช้มาตรการเสริมทั้งด้านการบังคับใช้กฎหมาย (Enforcement) การสื่อสารรณรงค์ (Education) และการออกแบบถนน (Engineering) ควบคู่กันไป เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ความเร็วของผู้ขับขี่ให้อยู่ในระดับที่มีความเหมาะสมและปลอดภัยตามบริบทของพื้นที่ที่เป็นเขตชุมชน
ในวันเดียวกันนี้ ยังได้มีการสรุปผลการขับเคลื่อนในมิติของโรงเรียนเครือข่ายผึ้งน้อยเป็นหูเป็นตาเพื่อสังคม ซึ่งมีการทำงานร่วมกับโรงเรียน ผู้นำท้องที่ ผู้นำท้องถิ่น จำนวน 16 โรงเรียน ในเขตบางคอกแหลม บางรัก สาทร และเจ็ดเสมียน ออกมาเป็นโมเดล “4 สร้าง + 3 เชื่อม” เพื่อให้คนในสังคมได้นำไปใช้ในการรณรงค์ส่งเสริมความปลอดภัยทางถนน โดย 4 สร้าง ประกอบด้วย การสร้างความรู้ การสร้างการตระหนัก การสร้างวินัย และการสร้างระบบความปลอดภัย ส่วน 3 เชื่อม คือ การเชื่อมการเรียนรู้จากห้องเรียนสู่หน้าโรงเรียน และต่อเนื่องไปยังครอบครัวและชุมชน ทั้งนี้ ได้ภาพรวมจะเห็นว่าการสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยให้เกิดขึ้น ไม่ใช่เพียงเรื่องของการสอน แต่ต้องฝังอยู่ในชีวิตจริงของผู้คน ซึ่งจะต้องอาศัยความร่วมมือและการบูรณาการอย่างต่อเนื่อง
ประธานเครือข่ายเป็นหูเป็นตาเพื่อสังคม ยังชี้ว่า “เด็กคือจุดเปลี่ยนของสังคม” โดยเมื่อเด็กได้รับโอกาสในการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง เช่น การสำรวจจุดเสี่ยง การออกแบบป้ายเตือน หรือการสื่อสารกับชุมชน เด็กจะไม่ใช่เพียงผู้เรียน แต่กลายเป็น “ผู้นำการเปลี่ยนแปลง” ที่สามารถส่งผลต่อพฤติกรรมของผู้ใหญ่ได้
ด้านนางก่องกาญจน์ ทักษ์หิรัญฤทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสังคม สำนัก10 สสส. กล่าวว่า ขอเชิญชวนให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมขับเคลื่อน ทั้งช่วยกันสะกิดเตือนด้วยความรัก ชะลอความเร็วลงเมื่อเข้าเขตพื้นที่ชุมชน และโรงเรียน เพื่อทำให้เรื่องความปลอดภัยทางถนนกลายเป็นเรื่องปกติของสังคม และไม่ใช่เพียงโครงการระยะสั้น แต่เป็นวัฒนธรรมที่ฝังอยู่ในชีวิตประจำวันของทุกคน
ผู้ที่สนใจมีส่วนร่วมขับเคลื่อนสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยทางถนน กับทางเครือข่ายฯ รวมถึงต้องการนำองค์ความรู้ต่างๆ ไปขยายผล สามารถติดต่อและติดตามกิจกรรมการชขับเคลื่อนได้ทางเพจเป็นหูเป็นตาเพื่อสังคม https://www.facebook.com/penhoopentar/