เคทีซีมองเทรนด์กลุ่ม Health & Beauty แนวโน้มยังเติบโตดีตามกระแสรักสุขภาพ เดินหน้าจับมือพันธมิตรทั้งสายโรงพยาบาล-ฟิตเนส-สปาจัดแคมเปญต่อเนื่อง คงเป้ายอดใช้จ่ายทั้งปีโต 10% เผยสถานการณ์ความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นยังเห็นผลกระทบไม่ชัดเจน พร้อมติดตามอย่างใกล้ชิด
นางสาวสิรีรัตน์ คอวนิช ผู้บริหารสูงสุด ฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน)(KTC) กล่าวว่า แนวโน้มการใช้จ่ายในหมวด Health & Beauty,โรงพยาบาล และฟิตเนส โดยภาพรวมยังคงเติบโตต่อเนื่อง แม้จะเกิดความไม่แน่นอนในสถานการณ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลต่อราคาน้ำมัน และค่าครองชีพ แต่อย่างไรก็ต้องเคทีซียังคงต้องติดตามสถานการณ์และผลกระทบอย่างใกล้ชิดเพื่อปรับแนวทางรองรับที่เหมาะสม
"ในไตรมาสแรกที่ผ่านมา ภาพรวมของ 3 กลุ่มดังกล่าว ในส่วนของโรงพยาบาลอยู่ในเกณฑ์ทรงตัวหรือเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่กลุ่มบิวตี้ กับฟิตเนสยังโตได้ โดยเฉพาะฟิตเนสที่โตประมาณ 20% แต่เราก็ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพราะอยู่ในหมวดที่อาจจะโดนตัดออกได้ในชีวิตประจำวัน โดยใน 3 หมวดดังกล่าวเคทีซีตั้งเป้าหมายเติบโตในปีนี้ไว้ที่ 10%และยังคงไว้ในระดับเดิม"
ทั้งนี้ จากแนวโน้มการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตของสมาชิกในช่วง 3–4 ปีที่ผ่านมา พบว่า ผู้บริโภคไทยยอมลงทุนด้านสุขภาพมากขึ้นอย่างชัดเจน ครอบคลุมทั้งการออกกำลังกาย การตรวจสุขภาพเชิงป้องกัน อาหารเพื่อสุขภาพ และการดูแลสุขภาพจิต โดยในปี 2568 การใช้จ่ายผ่านบัตรเคทีซีในหมวดบริการทางการแพทย์และความงาม เติบโต 6% ขณะที่หมวดฟิตเนสเติบโตสูงถึง 20% สะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากการดูแลสุขภาพเมื่อเจ็บป่วย ไปสู่การดูแลเชิงป้องกันแบบองค์รวมมากขึ้น
ล่าสุด เคทีซีร่วมกับเครือข่ายพันธมิตรที่แข็งแรง อาทิ เมดพาร์ค (MedPark) แก้วพิลาทิส (Kaew Pilates) และยูโนะโมริ ออนเซ็น (Yunomori) รวมถึงพันธมิตรกว่า 5,700 แห่ง ทั่วประเทศมอบสิทธิพิเศษด้านบริการสุขภาพครบวงจรผ่าน แคมเปญ “Health Level Up” เพื่อส่งเสริมให้คนไทยได้เข้าถึงการดูแลสุขภาพได้ง่ายขึ้น และมีกิจกรรมด้านสุขภาพอย่างต่อเนื่องตลอดปี 2569 อาทิ กิจกรรม‘Burn & Earn’ ภายใต้ KTC Sports เพื่อผลักดันให้การดูแลสุขภาพเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์อย่างยั่งยืน เริ่มต้นได้ง่าย ทำได้จริงและต่อเนื่อง
แพทย์หญิงปิยนาฏ ปรียานนท์ อายุรแพทย์โรคหัวใจและหลอดเลือด ผู้ชำนาญการด้านการสวนหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาล MedPark กล่าวว่า แนวโน้มโรคของคนไทยในแต่ละช่วงวัยเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน โดยเฉพาะกลุ่มวัยทำงานอายุ 20–35 ปี ที่เริ่มเผชิญกับความเครียดสะสม การนอนหลับผิดปกติ และพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ส่งผลต่อหัวใจโดยไม่รู้ตัว ขณะที่กลุ่มอายุ 35–50 ปี เริ่มพบโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน และไขมันในเลือดสูง ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของภาวะเสียชีวิตเฉียบพลัน (Sudden Death) ดังนั้น ในอนาคต เทรนด์การแพทย์จะมุ่งไปสู่ Precision Medicine, AI และ Preventive & Predictive Healthcare ซึ่งช่วยให้เราสามารถประเมินความเสี่ยงต่อเหตุการณ์รุนแรงได้แม่นยำยิ่งขึ้น แม้เทคโนโลยีบางอย่างอาจทำให้ค่าใช้จ่ายต่อครั้งสูงขึ้น แต่ในภาพรวมจะช่วยลดต้นทุนระยะยาวได้อย่างมีนัยสำคัญ
การลงทุนด้านสุขภาพในวันนี้ จึงไม่ใช่เพียงการดูแลตัวเอง แต่คือการป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัว
นางสาวธัญวษกา นวัตธามกุล ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Kaew Pilates Studio กล่าวว่า “ปัจจุบัน พิลาทิส (Pilates) ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงช่วงวัยใดวัยหนึ่ง แต่เห็นชัดว่ากลุ่ม Gen Y และ Gen Z ให้ความสนใจมากขึ้น ขณะที่กลุ่ม Gen X ยังคงดูแลร่างกายอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในมิติของการฟื้นฟู ส่งผลให้พิลาทิสกลายเป็นไลฟ์สไตล์มากกว่าเทรนด์การออกกำลังกาย เนื่องจากเป็นการสร้างพื้นฐานของร่างกาย ทั้งแกนกลางลำตัว (Core) และท่าทางการเคลื่อนไหวที่ถูกต้อง (Posture) ซึ่งช่วยลดการบาดเจ็บและค่าใช้จ่ายด้านการรักษาในระยะยาว สอดคล้องกับพฤติกรรมคนทำงานยุคใหม่ ที่ร่างกายเริ่มเสื่อมจากพฤติกรรมมากกว่าอายุจริง โดยเฉพาะช่วงอายุ 25–30 ปี ทำให้ผู้บริโภคเปลี่ยนมุมมองจากการออกกำลังกายเพื่อรูปร่าง ไปสู่การดูแลร่างกายให้ใช้งานได้ดีในระยะยาว เทรนด์การเคลื่อนไหวอย่างมีประสิทธิภาพ (Mobility) และการมีสุขภาพดีอย่างยั่งยืน (Longevity) จึงเติบโตอย่างชัดเจน ขณะเดียวกัน ความร่วมมือกับเคทีซียังช่วยลดอุปสรรคในการเริ่มต้น ทั้งเรื่องราคาและการเข้าถึง ทำให้ผู้บริโภคกล้าลองและเริ่มต้นเส้นทางการดูแลสุขภาพของตนเองได้ง่ายขึ้น
นางสาวนพมน สามารถ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท ออนเซ็น รีทรีต แอนด์ สปา กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) Yunomori Onsen เผยว่า พฤติกรรมผู้บริโภค โดยเฉพาะคนเมืองที่ใช้ชีวิตเร่งรีบและมีความเครียดสูง เปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน จากเดิมที่ใช้บริการเพื่อการผ่อนคลายเป็นครั้งคราว เริ่มเข้าใจแนวคิดการฟื้นฟูร่างกาย (Recovery) มากขึ้น และเลือกดูแลสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ สะท้อนว่าเวลล์เนส (Wellness) กำลังเปลี่ยนจากสิ่งฟุ่มเฟือยเป็นครั้งคราว (Occasional Luxury) ไปสู่กิจวัตรประจำ (Regular Habit) เมื่อผู้บริโภคเข้าใจการทำงานของร่างกายมากขึ้น ทั้งระบบประสาท การไหลเวียนเลือด และสมดุลฮอร์โมน การดูแลสุขภาพผ่านออนเซ็นหรือสปา จึงไม่ใช่เพียงการผ่อนคลายระยะสั้น แต่เป็นเครื่องมือดูแลสุขภาพในระยะยาว เห็นได้จากพฤติกรรมลูกค้าที่ไม่ได้ถามว่า ‘คุ้มไหม’ แต่ถามว่า ‘ควรมาบ่อยแค่ไหนถึงจะเห็นผล’ ขณะเดียวกัน การพักผ่อนเชิงคุณภาพ (Quality Rest) ถือเป็นรากฐานสำคัญของสุขภาพ เนื่องจากช่วยฟื้นฟูร่างกายและลดความเสี่ยงด้านสุขภาพทั้งกายและใจในระยะยาว ส่งผลให้ Wellness ไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่กลายเป็นความจำเป็นของคนเมือง และสอดรับกับการเติบโตของเศรษฐกิจการฟื้นฟูสุขภาพ (Healing Economy) ที่ขับเคลื่อนจากความเครียดของวิถีชีวิตเมือง ความเข้าใจเรื่องสุขภาพและการสูงวัย (Aging) ที่ลึกขึ้น รวมถึงทัศนคติของคนรุ่นใหม่ที่มองการใช้จ่ายด้านสุขภาพเป็นการลงทุนมากกว่าค่าใช้จ่าย”