สรส.ออกแถลงการณ์ ค้านนโยบายให้เอกชนนำรถจักรมาวิ่งบนโครงข่ายของการรถไฟฯ ชี้เอกชนจะเลือกเส้นทางกำไร ทิ้งเส้นทางขาดทุนเป็นภาระงบประมาณ หวั่นกระทบความมั่นคงและปลอดภัย เสี่ยงถูกครอบงำกิจการรัฐสู่การแปรรูป ขอให้ยุติแนวคิด และเปิดเวทีฟังความเห็นให้รอบด้านก่อน ชี้บทเรียนหลายประเทศล้มเหลว ปล่อยเอกชนบริหารจัดการระบบรางสุดท้ายมักกลายเป็นภาระภาษีที่รัฐต้องซื้อกิจการกลับคืนมา
วันที่ 23 เมษายน 2569 สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) ออกแถลงการณ์ คัดค้านนโยบายการให้เอกชนนำรถจักรมาวิ่งบนโครงข่ายของการรถไฟแห่งประเทศไทย โดยระบุว่า ขอแสดงจุดยืนอย่างชัดเจน ไม่เห็นด้วยและคัดค้านอย่างยิ่ง ต่อแนวคิด นโยบายที่เปิดให้ภาคเอกชนนำรถจักรเข้ามาวิ่งบนโครงข่ายรางของการรถไฟแห่งประเทศไทยซึ่งถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานสาธารณะที่มีความสำคัญต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม และความปลอดภัยของประชาชน ด้วยเหตุผลสำคัญที่กระทบต่อความมั่นคงและประโยชน์สูงสุดของประชาชน ดังนี้
1. โครงสร้างพื้นฐานสาธารณะต้องอยู่ภายใต้การกำกับของรัฐ
ระบบรางเป็นสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ที่รัฐมีหน้าที่ต้องจัดให้บริการแก่ประชาชนอย่างทั่วถึง เป็นธรรมโดยไม่แสวงหากำไรสูงสุด การเปิดเสรีให้เอกชนใช้โครงข่ายดังกล่าวอาจนำไปสู่การผูกขาดในทางปฏิบัติ โดยให้เอกชนเลือกให้บริการเฉพาะเส้นทางที่ทำกำไร และผลักภาระเส้นทางขาดทุนให้รัฐรับผิดชอบ ซึ่งจะสร้างความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการของประชาชน
2. ผลกระทบด้านความมั่นคงและความปลอดภัยของระบบราง
การให้ผู้ประกอบการหลายรายใช้โครงข่ายเดียวกันภายใต้มาตรฐานการบริหารจัดการที่แตกต่างกัน อาจส่งผลต่อความปลอดภัยในการเดินรถและการบำรุงรักษาโครงสร้างพื้นฐาน ขาดความเป็นเอกภาพในการและควบคุมการจราจรทางราง ซึ่งล้วนเป็นหัวใจสำคัญของระบบขนส่งสาธารณะ
3. ความเสี่ยงต่อการแปรรูปรัฐวิสาหกิจโดยพฤตินัย
นโยบายดังกล่าวมีลักษณะเป็น “การเปิดทางให้เอกชนเข้าครอบงำกิจการรัฐ” ในระยะยาว อาจนำไปสู่การลดทอนบทบาทและความสำคัญของการรถไฟแห่งประเทศไทย กระบวนการนี้ถือเป็นขั้นตอนหนึ่งของการแปรรูปรัฐวิสาหกิจโดยไม่ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน
4. ผลกระทบต่อสิทธิแรงงานและความมั่นคงในการจ้างงาน
การเปิดให้เอกชนเข้ามาดำเนินการในระบบราง อาจนำไปสู่การปรับลดจำนวนพนักงานรัฐวิสาหกิจเกิดการจ้างงานที่ไม่มั่นคง (outsourcing / contract) รวมถึงอาจมีการลดทอนสิทธิประโยชน์และสวัสดิการของคนทำงาน ซึ่งขัดต่อหลักการคุ้มครองแรงงานที่มีมาตรฐานและหลักความเป็นธรรมทางสังคม
5. ขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ
ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย รัฐมีหน้าที่จัดให้มีบริการสาธารณะที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของประชาชนอย่างทั่วถึง และต้องรักษาผลประโยชน์สูงสุดของรัฐและประชาชนเป็นสำคัญ การดำเนินนโยบายที่เอื้อให้เอกชนแสวงหากำไรจากโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ ต้องอยู่ภายใต้การตรวจสอบอย่างเข้มงวดและต้องไม่กระทบต่อประโยชน์ส่วนรวม
บทเรียนความล้มเหลวจากหลายประเทศชี้ให้เห็นว่า การปล่อยให้เอกชนเข้ามาบริหารจัดการระบบรางสุดท้ายมักกลายเป็นภาระภาษีที่รัฐต้องซื้อกิจการกลับคืนมา ซึ่งขัดแย้งอย่างสิ้นเชิงกับแนวทางของรัฐบาลและกระทรวงคมนาคมในปัจจุบัน ที่แม้จะมีแนวคิดซื้อคืนรถไฟฟ้าจากเอกชน แต่กลับเปิดทางให้เอกชนนำรถจักรมาวิ่งบนรางของการรถไฟแห่งประเทศไทยแทน ความย้อนแย้งนี้จึงนำไปสู่การตั้งคำถามถึงจุดยืนและนโยบายที่แท้จริงว่า ได้ยึดถือผลประโยชน์ของชาติและประชาชนเป็นสำคัญหรือไม่
@เรียกร้อง ยุติแนวคิดนี้ และเปิดเวทีสาธารณะฟังความเห็นให้รอบด้าน
สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) ซึ่งมีสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งประเทศไทยเป็นองค์กรสมาชิกขอแสดงจุดยืนเพื่อคัดค้านการให้เอกชนนำรถจักรมาวิ่งบนรางของการรถไฟแห่งประเทศไทย และข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังนี้
1. ยุติแนวคิดหรือนโยบาย การให้เอกชนนำรถจักรมาวิ่งบนโครงข่ายของรัฐทันที
2. เปิดเวทีสาธารณะ รับฟังความคิดเห็นจากตัวแทนแรงงาน ประชาชน และผู้มีส่วนได้เสียอย่างรอบด้าน
3. ยกระดับศักยภาพของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ให้สามารถบริหารจัดการและให้บริการได้อย่างเต็มประสิทธิภาพโดยไม่ต้องพึ่งพาเอกชน
4. สร้างหลักประกันด้านสิทธิแรงงานและความมั่นคงในการจ้างงานให้แก่พนักงานรัฐวิสาหกิจทุกคน
5. ดำเนินนโยบายด้านระบบรางภายใต้หลัก “บริการสาธารณะเพื่อประชาชนไม่ใช่เพื่อกำไรของเอกชน”
สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) ขอยืนยันในจุดยืนว่า โครงสร้างพื้นฐานระบบรางต้องเป็นสมบัติของชาติและดำเนินการเพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชนเท่านั้น หากภาครัฐยังเดินหน้านโยบายดังกล่าว โดยไม่รับฟังเสียงของประชาชนและผู้ใช้แรงงาน สรส.พร้อมยกระดับมาตรการและกลไกสาธารณะเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนอย่างถึงที่สุด พร้อมทั้งขอเรียกร้องให้พี่น้องคนงานรถไฟร่วมผนึกกำลังแสดงพลัง เพื่อร่วมกันรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนให้คงอยู่สืบไป