xs
xsm
sm
md
lg

“สิริพงศ์”เผยไม่ตรึงค่าโดยสารรถสาธารณะ ปล่อยขึ้น-ลงตามกลไกต้นทุนน้ำมัน เน้นเป็นธรรมทุกฝ่าย

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



“สิริพงศ์”เผยหลัง 19 เม.ย.69 เลิกตรึงค่าโดยสารรถสาธารณะ ปล่อยขึ้นลงตามกลไกราคาน้ำมัน เน้นเป็นธรรมและคล่องตัว ขณะที่ช่วงน้ำมันผัวผวน กก.ขนส่งทางบกกลางเคาะปรับขึ้นค่าโดยสารไปแล้วรวม 9 สตางค์ต่อกม. ขณะที่แนวโน้มเตรียมปรับลด ตามราคาดีเซลที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า จากที่กระทรวงคมนาคมมีนโยบายให้ตรึงอัตราค่าโดยสาร รถโดยสาร บขส.และรถร่วมเอกชนฯ เพื่ออำนวยความสะดวกและลดค่าครองชีพของประชาชน ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา จนถึงวันที่ 19 เม.ย. 2569 หลังจากนั้นให้มีการปรับอัตราค่าโดยสารตามกรอบต้นทุนราคาน้ำมัน โดยเป็นไปมติของคณะกรรมการขนส่งทางบกกลาง ซึ่งจะทำให้อัตราค่าโดยสารมีการปรับขึ้นและปรับลงตามกลไกต้นทุนราคาน้ำมันที่เป็นธรรม และแตกต่างจากเดิมที่พอให้ขึ้นราคาไปแล้ว แต่พอราคาน้ำมันลดลง ค่าโดยสารไม่ได้ลดตาม

“หลังจากวันที่ 19 เม.ย.ที่ผ่านมา ค่าโดยสารจะปล่อยให้เป็นไปตามกลไก โดยมีคณะกรรมการขนส่งทางบกกลางกำกับดูแลให้เป็นธรรมกับทุกฝ่าย ซึ่งตอนนี้ราคาน้ำมันลดลงมากว่า 7.50 บาทต่อลิตร ดังนั้นค่าโดยสารสามารถปรับลดลงได้อีก”

โดยวันนี้ ( 23 เม.ย.2569) คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) มีมติเห็นชอบปรับลดราคา ณ โรงกลั่นใหม่สำหรับน้ำมันดีเซลหมุนเร็วบี 0 บี7 และ บี20 เป็น 2 ช่วงคือ ช่วงวันที่ 24 เมษายน 2569 ถึง วันที่ 9 พฤษภาคม 2569 ปรับลด 5บาทต่อลิตร และช่วงวันที่ 10 พฤษภาคม 2569 ถึงวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 ปรับลด 3 บาทต่อลิตร เพื่อบรรเทาผลกระทบค่าครองชีพของประชาชนและดูแลเสถียรภาพราคาพลังงานช่วงภาวะวิกฤติ สำหรับราคาน้ำมันดีเซล วันที่ 23 เม.ย.69 อยู่ที่ 41.70 บาทต่อลิตร คาดว่าจะมีปรับราคาลงอีก ซึ่งจะส่งผลให้มีการปรับลดค่าโดยสารลงตามไปด้วย

ด้านนายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) กล่าวว่า หลังเกิดวิกฤติราคาน้ำมัน ตั้งแต่เดือนมี.ค.ที่ผ่านมา คณะกรรมการขนส่งทางบกกลาง มีมติปรับอัตราค่าโดยสารแล้ว 3 ครั้ง ตามการผันผวนของราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นลง โดยเป็นการปรับขึ้นค่าโดยสาร 2 ครั้งและปรับลดค่าโดยสาร 1 ครั้ง

ครั้งที่ 1 คณะกรรมการขนส่งทางบกกลาง มีการประชุมวันที่ 30 มี.ค. 2569 และมีมติให้มีการปรับราคาค่าโดยสารขึ้น 5 สตางค์ต่อกิโลเมตรต่อที่นั่ง ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 6 เม.ย. 2569 โดยพิจารณาจากราคาน้ำมันดีเซลที่ระดับ 38.99 บาทต่อลิตร มีผลต่อ รถโดยสาร 3 ประเภท ได้แก่

1. รถโดยสารประจำทางหมวด 2 และ 3 ครอบคลุมรถ บขส. และรถร่วมฯ ที่เป็นรถโดยสารขนาดใหญ่ กรุงเทพมหานครไปยังส่วนภูมิภาค ,รถโดยสารซึ่งมีเส้นทางระหว่าง จังหวัด ปรับขึ้น 5 สตางค์/กิโลเมตร/ที่นั่ง เช่น หากมีการเดินทาง 100 กิโลเมตร ก็จะปรับขึ้น 5 บาท/ที่นั่ง เป็นต้น ( ตรึงค่าโดยสารราคาเดิมไปถึงวันที่19 เม.ย. 69 โดยกรมขนส่งฯ นำเงิน กปถ.อุดหนุนลดผลกระทบประชาชนช่วงสงกรานต์)

ส่วนรถตู้โดยสารสาธารณะ และรถโดยสารสาธารณะขนาดเล็ก (มินิบัส) ปรับขึ้น 2 สตางค์/กิโลเมตร/ที่นั่ง เช่น หากมีการเดินทาง 100 กิโลเมตร ก็จะปรับขึ้น 2 บาท/ที่นั่ง เป็นต้น

2. รถโดยสารประจำทางหมวด 4 กรุงเทพมหานคร (รถสองแถว) รถใหม่ มีอายุไม่เกิน 2 ปี ปรับขึ้น 1 บาท/ที่นั่ง, รถเกิน 2 ปี ปรับขึ้น 2 บาท/ที่นั่ง

3. รถโดยสารประจำทางหมวด 1 และ 4 ต่างจังหวัด การกำหนดอัตราค่าโดยสารเป็นอำนาจคณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกประจำจังหวัด โดยให้แต่ละจังหวัดพิจารณาขึ้นค่าโดยสารโดยใช้สูตรคำนวณที่อ้างอิงตามปัจจัยโครงสร้างต้นทุนที่แท้จริงมาคำนวณ เพื่อให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงในแต่ละพื้นที่

ครั้งที่ 2 คณะกรรมการขนส่งทางบกกลาง ประชุมวันที่ 7 เม.ย. 2569 มีมติให้ปรับราคาค่าโดยสารขึ้น 7 สตางค์/กิโลเมตรต่อที่นั่ง มีผลตั้งแต่วันที่ 12 เมษายน 2569 โดยพิจารณาจากราคาน้ำมันดีเซลที่เพิ่มมาอยู่ที่ระดับ 50.54 บาทต่อลิตร มีผลเฉพาะรถโดยสาร บขส. และรถร่วมฯ

ครั้งที่ 3 คณะกรรมการขนส่งทางบกกลาง ประชุมวันที่ 11 เม.ย.2569 มีมติปรับลดค่าโดยสารลง 3 สตางค์ต่อกิโลเมตรต่อที่นั่ง มีผลตั้งแต่วันที่ 14 เมษายน 2569 โดยพิจารณาจากราคาน้ำมันดีเซลที่เพิ่มมาอยู่ที่ระดับ 44.40 บาทต่อลิตร มีผลเฉพาะรถโดยสาร บขส. และรถร่วมฯ

นายสรพงษ์กล่าวว่า สรุปโดยรวมหลังเกิดปัญหาราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้น มีการอนุมัติปรับค่าโดยสารจำนวน 9 สตางค์ต่อกิโลเมตรต่อที่นั่ง และปัจจุบันสถานการณ์ราคาน้ำมันเริ่มลดลง จึงอยู่ระหว่างพิจารณาปรับลดอัตราค่าโดยสารลงอีกทำให้สถานการณ์ดีขึ้น โดยหลังสิ้นสุดเทศกาลสงกรานต์ การเดินทางของประชาชนไม่หนาแน่นแล้วประกอบกับรัฐมีนโยบายช่วยเหลือต้นทุนค่าน้ำมันให้ผู้ประกอบการส่วนหนึ่ง โดยมีผู้ประกอบการลงทะเบียนรับเยียวยาแล้วกว่า 53,000 ราย คิดเป็นรถจำนวน 197,000 คัน

“ราคาน้ำมันดีเซลซึ่งเป็นต้นทุนหลักของการขนส่ง โดยค่าเชื้อเพลิงซึ่งคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 45% ของต้นทุนการเดินรถทั้งหมด โดยมีกรอบอัตราราคาน้ำมันกำหนดไว้แบบขั้นบันได้ ตามราคาน้ำมันดีเซล ส่วนการพิจารณาขึ้นค่าโดยสาร ใช้สูตรคำนวณที่อ้างอิงตามปัจจัยโครงสร้างต้นทุนที่แท้จริงมาคำนวณร่วมด้วย ได้แก่ ดัชนีราคาผู้บริโภค (Consumer Price Index - CPI), ดัชนีค่าพลังงาน (Energy Index) และค่าจ้างแรงงาน เพื่อสร้างความเป็นธรรมในระยะยาวสำหรับผู้ประกอบการ โดยโครงสร้างราคาใหม่นี้จะถูกปรับปรุงให้เป็นปัจจุบันแบบเดือนต่อเดือน ซึ่งสามารถปรับขึ้นและลงตามสถานการณ์ที่แท้จริงของต้นทุนพลังงาน หากสถานการณ์กลับสู่สภาวะปกติ ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงมีแนวโน้มลดลงก็จะปรับลดค่าโดยสารลงเช่นเดียวกัน เพื่อให้สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของดัชนีทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริง”