จับตาสถานการณ์ "น้ำแล้ง" ผนวก "น้ำมันแพง" ตั้งแต่เดือนเมษายน 2569 จะกลายเป็นวิกฤตซ้อนที่กระทบต่อต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพของคนไทยอย่างรุนแรง โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลาง (ไม่จบง่าย) ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงกว่า 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่ปรากฎการณ์เอลนีโญ (ร้อน-แล้ง) กำลังทวีความเข้มข้นแบบลากยาวจนถึงปีหน้า
รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต เตือนว่าแม้ไทยยังไม่ได้เข้าสู่ปรากฎการณ์เอลนีโญเต็มที่ ซึ่งคาดการณ์ว่าจะมีผลกระทบตั้งแต่ในช่วงกลางปีนี้ต่อเนื่องไปถึงต้นปีหน้า สงกรานต์ปี 2569 ร้อนสุดๆ แทบทุกจังหวัด ผลพวงของกิจกรรมมวลมนุษยชาติบนโลกจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ทำให้โลกเข้าไปสู่สมดุลใหม่ ทั้งอุณหภุมิน้ำทะเล และบนบกสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิต อนาคตยิ่งจะได้รับผลกระทบรุนแรง เมื่อมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เชิงประจักษ์บ่งชี้ เราจึงจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมรับมือทุกภาคส่วน
ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลให้โลกไม่สมดุล เมื่อก่อนพลังงานที่ส่งมาจากดวงอาทิตย์สะท้อนกลับไปยังชั้นบรรยากาศโลก แต่ปัจจุบันพลังงงานถูกดูดซับไว้ในน้ำ 91% และบนแผ่นดินกว่า 5 % ทำให้โลกร้อนไปหมด หากคนรุ่นปัจจุบันไม่ทำอะไรเลยจะเกิดสภาพอากาศสุดขั้วมากขึ้นอย่างแน่นอน ภัยพิบัติที่เกิดความต่อเนื่อง บอกเราว่ากำลังจะก้าวสู่ยุค Climate Reality ที่วิกฤตสภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบชัดเจนและรุนแรงผ่านภัยธรรมชาติสุดขั้ว ซึ่งมหาอุทกภัยหาดใหญ่ ปี 68 เป็นเหตุการณ์บ่งบอกที่ชัดเจน
ขณะนี้เรากำลังเปลี่ยนผ่านสู่เอลนีโญ และจะลากยาวจนถึงเดือนเมษายนปีหน้า จะเป็นช่วงที่เอลนีโญเข้ามาแช่อยู่ในไทยเต็มที่ ทำให้อากาศจะร้อนกว่านี้ และอาจทำสถิติร้อนที่สุดได้ ส่วนคาดการณ์อุณหภูมิสูงสุดในเดือนเมษายนนี้ ประเมินว่า ไม่น่าจะเกิน 43 องศาฯ อยู่ที่ประมาณ 41-42 องศาฯ อดีตประเทศไทยเคยร้อนถึง 44.6 องศาฯ มาแล้วในช่วงซูเปอร์เอลนีโญ
“ขณะเดียวกันสภาวะโลกร้อนผสมเอลนีโญจะส่งผลให้ระดับอุณหภูมิร้อนพุ่งสูงขึ้นอีก งานวิจัยยังแสดงแนวโน้มอุณหภูมิสูงสุดที่จะทำลายสถิติในเดือนเมษายนจะถี่ขึ้นในอนาคต”
• โลกร้อน ผนวกเอลนีโญ เสี่ยงสภาพอากาศสุดขั้วเพิ่มขึ้น
ในรายงานของคณะทำงาน IPCC บ่งชี้ชัดเจนสภาพอากาศแปรปรวนเป็นผลสืบเนื่องจากโลกร้อนอย่างแน่นอน หนีไม่พ้นภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยเฉพาะประเทศไทย มีความเสี่ยงสภาพอากาศสุดขั้ว จากแล้งไปท่วม จากท่วมไปแล้ง การเปลี่ยนแปลงเฉพาะความถี่เกิดขึ้นมากกว่า 200% ขณะที่ความรุนแรงเพิ่มขึ้น 20% เป็นแนวโน้มในอนาคต ส่วนคลื่นความร้อน (Heat Wave ) อนาคตบ่งชี้อายุยืน เดินทางไกล ไปอย่างช้าๆ พฤติกรรมเหมือนน้ำท่วม ฝนตกแช่ จากข้อมูลพื้นที่อุณหภูมิสูงเกิน 35 องศาฯ จำนวนวันยาวนานกว่า 20 วัน ในหลายพื้นที่ อนาคตจะร้อนนาน 3-4 เดือน หลายหน่วยงานและทุกภาคส่วนต้องช่วยกันเตรียมรับมือในระดับพื้นที่ให้มากที่สุด
“ ความแปรปรวนสภาพภูมิอากาศอดีตถึงปัจจุบัน ทั้งแล้งและท่วมเพิ่มขึ้น เผชิญมาแต่อดีต แต่โลกร้อนเร่งให้เกิดบ่อยขึ้น สภาพอากาศสุดขั้วที่เกิดในไทย มีข้อมูลบ่งชี้เห็นเอลนีโญอาจเกิดน้ำท่วมได้ ลานีญาก็แล้งได้เหมือนกัน แต่แน่นอนปีที่หนัก เช่น 2548 แล้งหนักเพราะเอลนีโญ ท่วมหนักเป็นปีลานีญา อย่างไรก็ตาม ปีนี้ฝนไม่ดี ฝนที่ไม่ดีอาจนำไปสู่แล้งที่หนักขึ้น ประเด็นสำคัญถ้าดัชนีเอลนีโญปลายปีนี้บ่งชี้พัฒนาเป็นซูเปอร์เอลนีโญ ภาคเกษตรกรรมเหนื่อยแน่นอน “ รศ.ดร.เสรี กล่าว
นอกจากนี้ อากาศร้อน-แล้งยังส่งผลกระทบต่อมลพิษ อากาศที่แห้งและร้อนจัดจะเอื้อต่อการเกิดไฟป่าและทำให้ปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือรุนแรงมากขึ้นเนื่องจากสภาพอากาศที่นิ่งและการระบายอากาศไม่ดี
“ไทยจะเผชิญสภาพอากาศร้อนและเป็นอันตรายต่อร่างกายมากที่สุด เช่นเดียวกับกัมพูชาและพม่า ถึงเวลาแล้วที่เป็นวาระแห่งชาติ ฝากภาคนโยบายหาแนวทาง ปัญหาจะอยู่ที่ปลายปีนี้และปีหน้าที่จะเป็นซูเปอร์เอลนีโญ หรือสตรอง เอลนีโญ
ต้องวิเคราะห์ผลกระทบและความเสี่ยงฝนทิ้งช่วง ความเสี่ยงขาดแคลนน้ำที่อาจจะเกิดขึ้น”
• สทนช.ชูความพร้อมรับมือ "น้ำแล้ง" ช่วงเอลนีโญ
แม้ข้อมูลการบริหารจัดการน้ำในปี 2569 จะเน้นไปที่การเฝ้าระวัง แต่ความเสี่ยงหลักอยู่ที่ "ภาคเกษตรกรรม"
ผลกระทบซ้ำเติม: เมื่อน้ำแล้ง เกษตรกรต้องใช้เครื่องสูบน้ำมากขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนน้ำมันที่แพงอยู่แล้วกลายเป็นภาระหนักขึ้นเป็นสองเท่า
มาตรการรับมือ: เน้นการบริหารจัดการน้ำในเขื่อนหลักให้เพียงพอต่อการอุปโภคบริโภคเป็นอันดับแรก และขอความร่วมมือเกษตรกรลดการทำนาปรังเพื่อประหยัดน้ำ
สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ได้เตรียมความพร้อมรับมือน้ำแล้งในปี 2569 ผ่านกลไกหลักคือ "8 มาตรการรองรับฤดูแล้ง ปี 2568/2569" ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) เพื่อบริหารจัดการน้ำให้เพียงพอตลอดฤดูกาล
ทั้งนี้ 8 มาตรการดังต่อไปนี้เน้นการทำงานเชิงรุกและการบูรณาการระหว่างหน่วยงาน
1.การคาดการณ์และชี้เป้า: เฝ้าระวังและแจ้งเตือนพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำอย่างต่อเนื่อง
2.การจัดสรรน้ำ: วางแผนจัดสรรน้ำตามลำดับความสำคัญ โดยเน้นน้ำเพื่ออุปโภคบริโภคเป็นอันดับแรก ตามด้วยระบบนิเวศ และเกษตรกรรม
3.การควบคุมการเพาะปลูก: กำหนดพื้นที่เพาะปลูกพืชฤดูแล้งให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำที่มีอยู่
4.การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ: รณรงค์ให้ทุกภาคส่วนประหยัดน้ำและลดการสูญเสียน้ำ
5.การเตรียมเสบียงน้ำ: สำรองน้ำในแหล่งน้ำต่างๆ และเตรียมความพร้อมเครื่องจักรเครื่องมือเพื่อช่วยเหลือประชาชน
6.การเฝ้าระวังปรากฏการณ์เอลนีโญ: สทนช. ได้ปรับแผนรับมือสภาวะ เอลนีโญ ที่อาจลากยาวไปจนถึงสิ้นปี 2569 โดยยกระดับระบบข้อมูลและการเฝ้าระวังเพื่อลดความเสี่ยงจากน้ำน้อย
7.ปริมาณน้ำใช้การ: จากข้อมูลล่าสุดในเดือนเมษายน 2569 สทนช. ระบุว่าปริมาณน้ำใช้การคงเหลืออยู่ที่ประมาณ 50% ซึ่งต้องบริหารจัดการอย่างระมัดระวังเนื่องจากมีฝนตกน้อย
8.การทำงานในพื้นที่: มีการลงพื้นที่เชิงรุก เช่น ในจังหวัดน่าน และจังหวัดอื่นๆ เพื่อจัดทำแผนงานเตรียมความพร้อมทั้งน้ำแล้งและน้ำท่วมให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่จริง
• ความพร้อมรับมือด้าน "น้ำมันแพง"
ไทยพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง (คิดเป็น 6.5% ของ GDP) ทำให้ได้รับผลกระทบโดยตรงผ่านภาคการขนส่งและต้นทุนสินค้า
ระดับความพร้อมของรัฐบาล:
-การสำรองพลังงาน: ไทยมีน้ำมันสำรองพร้อมใช้ประมาณ 39 วัน และมีที่อยู่ระหว่างขนส่งหรือจัดหาอีกรวมแล้วครอบคลุมประมาณ 95 วัน
-กลไกราคา: รัฐบาลพยายามใช้ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อพยุงราคา แต่ยอมรับว่าทรัพยากรมีจำกัดและราคาน้ำมันอาจไม่ถูกลงในระยะ 1-2 ปีนี้
-นโยบายสนับสนุน: รณรงค์ให้ทำงานจากที่บ้าน (WFH) และการใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล
การปรับตัวของภาคธุรกิจ:
-ผู้ผลิตสินค้าพยายามตรึงราคาโดยเน้นการลดต้นทุนส่วนอื่นแทน ข้อมูลจาก BBC Thai ชี้ให้เห็นว่าหลายประเทศรวมถึงไทยเริ่มพิจารณาการเลิกตรึงราคาน้ำมันและปล่อยให้สะท้อนต้นทุนจริงมากขึ้นเพื่อรักษาสภาพคล่องทางการคลัง
• ‘ดร.ธรณ์’ ชี้วิกฤตโลกสองเด้ง
ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักวิชาการด้านทะเลและสิ่งแวดล้อม และอาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่าสงคราม - ยังไม่จบ อิหร่านยังไม่เข้าร่วมเจรจารอบใหม่ ช่องแคบปิด น้ำมันกลับมาอยู่ที่ 95+ ส่วนเอลนีโญ - โอกาสเกิด 60+% ในเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม หมายความว่าคงมาและจะแรงขึ้นเรื่อยๆ ไปจนสิ้นปีเป็นอย่างน้อย หน้าร้อนที่อุณหภูมิกระฉูดอยู่ตอนนี้ ไม่ได้เกิดจากเอลนีโญเพราะยังไม่มา แต่เกิดเพราะโลกร้อนล้วนๆ
เอลนีโญของจริงจะส่งผลกระทบช่วงครึ่งหลังของปีนี้ โดยเฉพาะฝนปลายปีอาจมีน้อย ต้องระวังภาคใต้ที่หน้าฝนตรงกับช่วงเอลนีโญแรง อาจทำให้ฝนน้อยกว่าปีก่อน หน้าแล้งปีหน้าต้องระวังให้ดี เพราะฝนอาจเติมน้ำในปีนี้ไม่มาก
แม้เอลนีโญอาจทำให้แล้งในภาพรวม แต่พายุ/ไต้ฝุ่นฝั่งเอเชียอาจรุนแรงขึ้น ต้องระวังพวกที่อาจแรงมาถึงไทย พื้นที่ได้รับผลจากไต้ฝุ่น/น้ำท่วมฉับพลันในภาคเหนือ/อีสานตอนบน ต้องเตรียมรับมือให้ดี
ด้าน ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย เตือนว่าประชาชนคนไทยต้องเตรียมรับมือจากสภาวะปรากฏการณ์เอลนีโญในปี 2569 รวมทั้งมีแนวโน้มในช่วงครึ่งหลังของปีที่คาดว่าจะเข้าสู่สภาวะ “ซูเปอร์เอลนีโญ” ซึ่งจะทำให้เกิดสภาวะร้อนจัด แห้งแล้งรุนแรง และฝนทิ้งช่วงยาวนานกว่าปกติ จะมีผลกระทบอุณหภูมิพุ่งสูงและดัชนีความร้อนระดับอันตราย
อากาศร้อนจัดทำลายสถิติของอุณหภูมิเฉลี่ยทั่วประเทศโดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อนเดือนมีนาคม–พฤษภาคม จะมีอุณ หภูมิสูงกว่าค่าปกติประมาณ 1.5 องศาฯ อาจพุ่งสูงถึง 42– 43 องศาฯ ในหลายพื้นที่ .ดัชนีความร้อนช่วงเดือนเมษายนอยู่ในระดับที่เป็นอันตราย เสี่ยงต่อโรคฮีทสโตรก รวมถึงภาวะฝนทิ้งช่วงและภัยแล้งรุนแรง จะมีฝนน้อยกว่าปกติโดยปริมาณฝนมีแนวโน้มลดลงอย่างชัดเจนลดลงประมาณถึง 40%ตั้งแต่เดือนพ.ค.–มิ.ย. เป็นต้นไป โดยเฉพาะภาคใต้และภาคตะวันออกที่เสี่ยงจะเจอฝนน้อยกว่าค่าเฉลี่ยมากที่สุด
นอกจากนี้ มีความเสี่ยงขาดแคลนน้ำโดยเฉพาะพื้นที่นอกเขตชลประทานจะได้รับผลกระทบหนักที่สุดในจังหวัดจันทบุรี ประ จวบคีรีขันธ์และชุมพรซึ่งอาจจะขาด แคลนน้ำเพื่อการเกษตรและการอุปโภคบริโภค แม้ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำปัจจุบันจะยังเพียงพอ ประมาณร้อยละ 50 เมื่อสิ้นสุดฤดูแล้ง หากฝนทิ้งช่วงยาวนานจะส่งผลต่อปริมาณน้ำสะสมสำหรับปี 2570 อีกทั้งต้นทุนพลังงานสูงขึ้น โดยอากาศที่ร้อนจัดทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าพุ่งสูงขึ้น และรัฐอาจต้องบริหารจัดการน้ำเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าทดแทนพลังงานรูปแบบอื่นส่งผลต่อต้นทุนค่าครองชีพ การจัดการน้ำรัฐบาลควรเตรียมการบริหารจัดการน้ำอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงนอกเขตชลประทาน