“พิพัฒน์” ปรับโครงสร้างตั้ง “ศูนย์ความปลอดภัยด้านคมนาคมขนส่ง” ยกระดับจากสำนักอากาศสำนักงานคณะกรรมการสอบสวนอุบัติเหตุและอุบัติการณ์ของอากาศยาน ขยายบทบาทหน้าที่ ครอบคลุมทุกมิติ บก ราง น้ำ อากาศ เร่งผลักดันร่างกฎกระทรวงฯ ให้มีผลบังคับใช้
วันที่ 22 เมษายน 2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการพัฒนาโครงสร้างระบบราชการของกระทรวงคมนาคม ครั้งที่ 1/2569 เพื่อพิจารณาข้อเสนอการปรับปรุงโครงสร้างภายในสำนักงานปลัดกระทรวงคมนาคม โดยการประชุมครั้งนี้เป็นการเดินหน้าผลักดันนโยบายด้านความปลอดภัย โดยกระทรวงคมนาคมเร่งยกระดับการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างความปลอดภัยสูงสุดให้กับประชาชน โดยมี นายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม สำนักงาน ก.พ. สำนักงาน ก.พ.ร. สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานสภาพัฒน์ กระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ และผู้บริหารหน่วยงานในสังกัด เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมกระทรวงคมนาคม ซึ่งที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบการปรับปรุงโครงสร้างหน่วยงานภายในสำนักงานปลัดกระทรวงคมนาคม เพื่อบูรณาการภารกิจด้านการสอบสวนและป้องกันอุบัติเหตุให้ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพสูงสุด
นายพิพัฒน์กล่าวว่า กระทรวงคมนาคมได้ยกระดับสำนักงานคณะกรรมการสอบสวนอุบัติเหตุและอุบัติการณ์ของอากาศยาน โดยขยายบทบาทหน้าที่และเปลี่ยนชื่อเป็น “ศูนย์ความปลอดภัยด้านคมนาคมขนส่ง” ซึ่งศูนย์ฯ นี้จะไม่ได้ดูแลแค่เฉพาะด้านการบินอีกต่อไป แต่จะครอบคลุมทุกระบบการขนส่ง ทั้งทางถนน ทางน้ำ และทางราง เพื่อให้กระทรวงคมนาคมมีหน่วยงานแกนกลางที่มีความเป็นอิสระและมีเอกภาพในการสอบสวนวิเคราะห์หาสาเหตุเชิงลึกอย่างเป็นระบบ นำไปสู่การวางมาตรการป้องกันที่ได้มาตรฐานสากล
นายพิพัฒน์กล่าวว่า การดำเนินการปรับปรุงโครงสร้างในครั้งนี้เป็นการขับเคลื่อนนโยบายภายใต้รูปแบบการปรับจัดโครงสร้างส่วนราชการใหม่ (Rearrange) ตามมติคณะรัฐมนตรีและแนวทางของสำนักงาน ก.พ.ร. คือเป็นการปรับเปลี่ยนจากโครงสร้างเดิมโดยไม่มีการเพิ่มจำนวนกองในภาพรวม ซึ่งเป็นการใช้ทรัพยากรบุคคล และงบประมาณที่มีอยู่ให้เกิดความคุ้มค่าและประสิทธิภาพสูงสุด ลดความซ้ำซ้อน และสามารถบูรณาการข้อมูลความปลอดภัยระหว่างหน่วยงานได้อย่างไร้รอยต่อ
เป้าหมายสูงสุดของการตั้งศูนย์ฯ คือการสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบคมนาคมของประเทศ ความปลอดภัยของประชาชน นักท่องเที่ยว และการขนส่งสินค้าจะต้องได้รับการดูแลอย่างยั่งยืน ซึ่งขณะนี้ได้ผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมและหน่วยงานกลางที่เกี่ยวข้องแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการเร่งผลักดันร่างกฎกระทรวงฯ ให้มีผลบังคับใช้ เพื่อให้ศูนย์ฯ สามารถเดินหน้าปฏิบัติงานและยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของประเทศไทยได้อย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด