“โรคมะเร็ง” เป็นหนึ่งในสาเหตุการเสียชีวิตหลักของประเทศไทย และเป็นภาระสำคัญต่อระบบสาธารณสุข ทั้งในด้านการรักษาและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยและครอบครัว การรักษาด้วยยาภูมิคุ้มกันบำบัด (immunotherapy) ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลงแนวทางการดูแลผู้ป่วยมะเร็งหลายชนิด สามารถช่วยยืดอายุและเพิ่มประสิทธิภาพของการรักษาในผู้ป่วยมะเร็ง แม้ว่านวัตกรรมทางการแพทย์ดังกล่าวจะสร้างความก้าวหน้าอย่างมีนัยสำคัญ แต่ข้อจำกัดด้านต้นทุนของยานวัตกรรมยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการเข้าถึงการรักษาของผู้ป่วยมะเร็งจำนวนมาก โดยเฉพาะในบริบทของระบบสาธารณสุขไทยที่ต้องคำนึงถึงความสมดุลระหว่างประสิทธิภาพของการรักษาและความยั่งยืนด้านทรัพยากร
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยคณะแพทยศาสตร์ ร่วมกับสภากาชาดไทย และพันธมิตรทางคลินิก จัดงานแถลงข่าวความก้าวหน้าโครงการพัฒนายาชีววัตถุรักษามะเร็งเพื่อคนไทย พร้อมพิธีลงนามความร่วมมือด้านการวิจัยทางคลินิกในมนุษย์ ระหว่างคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และคณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569 ณ ห้องประชุม 302 ชั้น 3 อาคารรัตนวิทยาพัฒน์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย
โดยมี รศ.ดร.นพ.จิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เป็นประธานเปิดงาน พร้อมกล่าวถึงวัตถุประสงค์ของโครงการที่มุ่งลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงยานวัตกรรมด้านมะเร็ง และผลักดันผลงานวิจัยของไทยสู่การใช้ประโยชน์จริงในระบบสาธารณสุขของประเทศ ศ.นพ.สุทธิพงษ์ วัชรสินธุ ผู้ช่วยเลขาธิการสภากาชาดไทย และผู้อำนวยการสถานเสวภา สภากาชาดไทย กล่าวถึงบทบาทของสภากาชาดไทยที่ทำหน้าที่ผสานความเชี่ยวชาญด้านการวิจัย จากคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ เข้ากับความพร้อมด้านการผลิตและบริหารจัดการชีววัตถุ เพื่อขับเคลื่อนงานวิจัยเข้าสู่ระยะการวิจัยในมนุษย์อย่างเป็นระบบ มุ่งหวังเป็นต้นแบบการบูรณาการระหว่างหน่วยงานเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาได้อย่างเท่าเทียม
จากนั้น ผศ.นพ.จักราวุธ มณีฤทธิ์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช กล่าวถึงวชิรพยาบาลที่สนับสนุนบุคลากรและโครงสร้างพื้นฐานเพื่อขับเคลื่อนงานวิจัยจากห้องปฏิบัติการสู่การศึกษาทางคลินิกในผู้ป่วยจริง ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยและข้อมูลที่มีคุณภาพ ถือเป็นก้าวสำคัญในการรวมองค์ความรู้เพื่อสร้างโอกาสให้ผู้ป่วยไทยเข้าถึงนวัตกรรมการแพทย์ที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
อีกหนึ่งช่วงสำคัญของงาน คือการนำเสนอความก้าวหน้าโครงการพัฒนายาชีววัตถุรักษามะเร็งโดยนักวิจัยไทย รวมถึงความพร้อมของโครงการสำหรับการวิจัยในมนุษย์ โดย อ.นพ.ไตรรักษ์ พิสิษฐ์กุล ผู้ช่วยคณบดีด้านยุทธศาสตร์องค์กร คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ และรองผู้อำนวยการสถานเสวภา สภากาชาดไทย
นอกจากนี้ ยังมีการนำเสนอแผนการดำเนินการวิจัยในมนุษย์ โดย ศ.ดร.นพ.วิโรจน์ ศรีอุฬารพงศ์ อาจารย์สาขามะเร็งวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อ.นพ.ยศวัจน์ รุ่งโรจน์วัฒนา อาจารย์สาขามะเร็งวิทยา คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช และ อ.นพ.ไตรรักษ์ พิสิษฐ์กุล ผู้ช่วยคณบดีด้านยุทธศาสตร์องค์กร คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ และรองผู้อำนวยการสถานเสวภา สภากาชาดไทย สรุปได้ว่า โครงการพัฒนายาชีววัตถุรักษามะเร็งกำลังเข้าสู่ขั้นตอนสำคัญ โดยอยู่ระหว่างการขออนุมัติจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ คาดว่าจะเริ่มรับผู้ป่วยเข้าร่วมโครงการภายในประมาณ 3 เดือน โดยระยะแรกจะมุ่งศึกษาผู้ป่วยมะเร็งปอดที่มีการแสดงออกของโปรตีน PD-L1 ในระดับสูง เพื่อเพิ่มโอกาสการตอบสนองต่อการรักษา ผู้เข้าร่วมจะได้รับการรักษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดและการประเมินผลตามมาตรฐานทางการแพทย์ เบื้องต้นตั้งเป้าศึกษาผู้ป่วย 20 ราย ก่อนขยายผลในระยะต่อไป
ปัจจุบันยากลุ่มดังกล่าวมีราคาสูงประมาณ 80,000–100,000 บาทต่อรอบการรักษา และยังไม่ครอบคลุมในสิทธิประโยชน์ของระบบหลักประกันสุขภาพส่วนใหญ่ ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงได้ การพัฒนายาภายในประเทศจึงมีเป้าหมายลดต้นทุน เพิ่มโอกาสเข้าถึง และผลักดันเข้าสู่บัญชียาหลักแห่งชาติในอนาคต สำหรับด้านประสิทธิภาพ ยาภูมิคุ้มกันบำบัดสามารถช่วยยืดอายุผู้ป่วยได้มากกว่าการรักษาแบบเดิมอย่างมีนัยสำคัญ โดยผู้ป่วยบางรายสามารถมีชีวิตยืนยาวเกิน 2 ปี และบางส่วนถึง 5 ปี โครงการนี้จึงไม่เพียงมุ่งพัฒนานวัตกรรมการรักษา แต่ยังเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางยา ลดความเหลื่อมล้ำ และขยายโอกาสการเข้าถึงการรักษามะเร็งของคนไทยในระยะยาว
ในช่วงท้ายของงาน เป็นพิธีลงนามในหนังสือแสดงเจตจำนง (Letter of Intent) ความร่วมมือโครงการวิจัยชีววัตถุในคนไทย ระหว่างคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และคณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการผลักดันงานวิจัยไทยสู่การศึกษาทางคลินิกในมนุษย์อย่างเป็นรูปธรรม
ก้าวต่อไปของโครงการ ภายหลังจากการวิจัยในมนุษย์ โครงการมีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนการนำยาดังกล่าวไปใช้ในระบบบริการสุขภาพของประเทศอย่างเหมาะสม ภายใต้กรอบการกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง ความร่วมมือในครั้งนี้จึงเป็นต้นแบบของการพัฒนายาชีววัตถุในประเทศไทยที่เกิดจากการบูรณาการองค์ความรู้ ทรัพยากร และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อมุ่งสู่การยกระดับการรักษาและความมั่นคงด้านสุขภาพของประเทศ ./