ท่ามกลางความกังวลว่าเศรษฐกิจไทยจะเกิดภาวะถดถอยรุนแรงจากผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง สถาบันจัดอันดับเครดิตชั้นนำของโลก “มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส” กลับมีมุมมองเชิงบวกต่อประเทศไทย โดยปรับอันดับจากเชิงลบสู่ระดับมีเสถียรภาพ และคงอันดับความน่าเชื่อถือ Baa1
เหตุผลที่มูดี้ส์มีมุมมองเชิงบวก เนื่องจากเสถียรภาพของรัฐบาลช่วยลดความไม่แน่นอนทางการเมือง ซึ่งเคยเป็นปัจจัยลบต่อเศรษฐกิจ ความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกคลี่คลายลง โดยเฉพาะความไม่แน่นอนจากนโยบายการจัดเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้ที่ลดลงภายหลังการเจรจา การลงทุนภาคเอกชนฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยได้รับแรงสนับสนุนจากยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนที่เพิ่มขึ้น
หนี้ภาครัฐต่ออัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 60% และ 62% ในปีงบประมาณ 2569 และ 2571 อันเป็นผลจากการดำเนินนโยบายการคลังแบบขาดดุลเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังคงมีความสามารถในการชำระหนี้อยู่ในระดับที่ดี
ประเทศไทยยังมีฐานะการเงินต่างประเทศแข็งแกร่งและเงินทุนสำรองระหว่างประเทศในระดับสูง โดยเดือนมีนาคม 2569 มีเงินทุนสำรองกว่า 23.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สามารถรองรับการนำเข้าสินค้าและบริการได้มากถึง 7 เดือน
การปรับมุมมองประเทศไทยในเชิงบวกของมูดี้ส์ถือเป็นข่าวดีที่จะกระตุ้นความเชื่อมั่นของนักลงทุน และตลาดหุ้นควรตอบรับ แต่ภาวะการซื้อขายวันพุธที่ 22 เมษายนกลับซบเซาต่อเนื่องนับจากช่วงเทศกาลสงกรานต์ โดยดัชนีปิดที่ระดับ 1,479.74 จุด ลดลง 3.76 จุด เพราะแรงกดดันจากสงครามตะวันออกกลางยังครอบงำตลาดหุ้นอยู่ ขณะที่นักลงทุนต่างชาติยังเทขายหุ้นต่อเนื่อง
แม้นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ส่วนใหญ่มองว่าการปรับมุมมองเชิงบวกของมูดี้ส์จะเป็นปัจจัยกระตุ้นการลงทุน และดึงนักลงทุนให้สนใจตลาดหุ้นไทยมากขึ้น แต่ปรากฏการณ์จริง หุ้นไม่ได้กระเตื้องขึ้นแต่อย่างใด ข่าวดีชิ้นใหญ่จากมูดี้ส์จึงกลายเป็นสิ่งสูญเปล่า
ความวิตกจากผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง ความหวั่นไหวจากการเทขายของนักลงทุนต่างชาติ และแนวโน้มเศรษฐกิจตกต่ำ โดย GDP ปีนี้คาดว่าจะโตต่ำกว่า 2% ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงและชี้นำตลาดหุ้นในระยะสั้น
หากสงครามไม่จบจริง และต่างชาติไม่กลับมาซื้อหุ้นคืน ดัชนีอาจซึมลงอย่างยืดเยื้อ และมีโอกาสถอยลงไปแตะระดับ 1,450 จุด
หุ้นขนาดใหญ่ในกลุ่มหลักที่มีพื้นฐานดี มีเงินปันผลสูง และช่วยพยุงดัชนีไม่ให้ผันผวนรุนแรง แต่เมื่อฝรั่งถอยและทยอยลดน้ำหนักการลงทุน หุ้นใหญ่เงินปันผลงามก็ถูกเทขายไปด้วย จนกลายเป็นกลุ่มเสี่ยงที่ราคาจะปรับฐานลง
สถานการณ์ตลาดหุ้นช่วงนี้อยู่ในภาวะไม่น่าไว้วางใจ ไม่มีสัญญาณการดีดตัวกลับ ไม่มีข่าวดีที่มีน้ำหนักมากพอจะปลุกหุ้นให้ฟื้น นักลงทุนควรชะลอการลงทุนไว้ชั่วคราว รอจนกว่าจะมีข้อยุติสงครามระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน และรอต่างชาติกลับมาใหม่
หากยังฝืนช้อนซื้อหุ้นสะสมเพิ่มเติม เสี่ยงเจ็บตัวมากกว่า เพราะหุ้นไม่ตอบรับข่าวดีใด ๆ แม้แต่ข่าวดีชิ้นใหญ่จากมูดี้ส์ก็ไม่สามารถปลุกให้หุ้นฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้