xs
xsm
sm
md
lg

Krungthai GLOBAL MARKETS เผยค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ที่ระดับ 32.18-ยังกังวลต่อแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลาง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้(22เม.ย.69)ที่ระดับ 32.18 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย”จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.08 บาทต่อดอลลาร์ และมองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.00-32.35 บาท/ดอลลาร์ โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาทยอยอ่อนค่าลงบ้าง ทดสอบโซนแนวต้าน 32.20-32.30 บาทต่อดอลลาร์ ท่ามกลางความกังวลต่อแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะการเจรจาหยุดยิงรอบที่ 2 ขณะเดียวกัน รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ล้วนออกมาดีกว่าคาด อาทิ ยอดค้าปลีก (Retail Sales) เดือนมีนาคม ขยายตัว +1.7%m/m (ได้อานิสงส์จากราคาน้ำมันสูงขึ้นพอควร แต่หากพิจารณา Retail Sales Control Group ที่ไม่รวมหมวดที่ผันผวนสูง เช่น ยานยนต์ ยอดขายน้ำมัน วัสดุก่อสร้าง เป็นต้น ยังขยายตัวถึง +0.7%m/m ดีกว่าคาด) และที่สำคัญ ว่าที่ประธาน FED Kevin Warsh ยังได้ย้ำจุดยืนดำเนินนโยบายการเงินอย่างเป็นกลาง ปราศจากแรงกดดันทางการเมือง

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานยอดสต็อกน้ำมันดิบสหรัฐฯ ที่อาจส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันดิบ โดยเฉพาะในส่วนของน้ำมันดิบ WTI ได้ และตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง โดยเฉพาะแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงรอบที่ 2 ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน พร้อมทั้งรอลุ้น รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน

สำหรับแนวโน้มของค่าเงินบาท (USDTHB) เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทยังคงเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้เงินบาทอาจผันผวนในกรอบ Sideways ที่กว้างได้

โดยในช่วงนี้ หากเริ่มมีสัญญาณของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน รอบ 2 อาจช่วยหนุนให้ เงินบาทมีโอกาสทยอยแข็งค่าขึ้นได้บ้าง (อาจเห็นเงินบาทแข็งค่าขึ้นทดสอบโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์) แต่การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทจะมีลักษณะ ค่อยเป็น ค่อยไป เนื่องจากผู้เล่นในตลาดจะยังคงไม่รีบปรับสถานะถือครองที่ชัดเจนนัก จนกว่าจะเห็นความชัดเจนของการเจรจาหยุดยิง ทำให้เงินบาทอาจแกว่งตัว Sideways แถวโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ แต่หากเงินบาทแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้ จะมีโซนแนวรับถัดไปในช่วง 31.75-31.85 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งเราประเมินว่า บรรดาผู้เล่นในตลาด อย่าง ฝั่งผู้นำเข้า อาจรอทยอยเข้าซื้อเงินดอลลาร์ตามโซนแนวรับดังกล่าวได้

ในทางกลับกัน หากสถานการณ์ทวีความรุนแรงมากขึ้น เช่น สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีทางอากาศต่อเป้าหมายในอิหร่านมากขึ้น (เน้นโครงสร้างพื้นฐานพลังงานและสะพาน) อาจทำให้อิหร่านมีการตอบโต้กลับที่รุนแรง (รวมถึงอาจมีการปิดช่องแคบ Bab El-Mandeb จากฝั่ง Houthi ที่เป็นพันธมิตรกับอิหร่าน) กดดันให้เงินบาทเสี่ยงอ่อนค่าลงหนัก ตามการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ที่จะมาพร้อมกับการปรับตัวขึ้นแรงของราคาน้ำมันดิบและการปรับตัวลงหนักอีกครั้งของราคาทองคำ โดย เงินบาทอาจอ่อนค่าทะลุโซนแนวต้านแรกแถวโซน 32.20-32.30 บาทต่อดอลลาร์ จนไปทดสอบแนวต้านถัดไปในช่วง 32.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้ไม่ยาก ซึ่งหากสถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับมาร้อนแรงขึ้น ในช่วงสัปดาห์การจ่ายเงินปันผลให้นักลงทุนต่างชาติที่จะเริ่มมีนัยสำคัญต่อเงินบาทในช่วงปลายเดือนเมษายน ถึง ต้นพฤษภาคม (โฟลว์ธุรกรรมมจ่ายเงินปันผลอาจทำให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้ราว 1%-4%) เราประเมินว่า มีโอกาสเห็นเงินบาทอ่อนค่ากลับไปทดสอบโซนแนวต้านสำคัญ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ และมีโอกาสอ่อนค่าทะลุโซนแนวต้านดังกล่าวได้

อนึ่ง การปรับ Outlook ของแนวโน้มอันดับเครดิตไทย จากทาง Moody’s เป็น Stable จากเดิม Negative อาจช่วยลดแรงกดดันต่อเงินบาทได้บ้าง เนื่องจากบรรดานักลงทุนต่างชาติอาจชะลอการขายสินทรัพย์ไทย โดยเฉพาะบอนด์ไทย และอาจใช้จังหวะที่บอนด์ยีลด์ระยะยาวของไทยปรับตัวสูงขึ้น (ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง) ในการทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวของไทยได้บ้าง ทว่า แรงขายหุ้นไทยอาจยังมีอยู่ หากบรรยากาศในตลาดการเงินอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง และรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนไทยไม่ได้ออกมาสดใส ดีกว่าคาดชัดเจน