นายสิทธิกร ดิเรกสุนทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เปิดเผยว่า ผลดำเนินงานไตรมาสที่ 1 ปี 2569 (ม.ค. - มี.ค. 2569) บสย.มียอดค้ำประกันสินเชื่อ 23,448 ล้านบาท คิดเป็น 33% จากเป้าหมายปี 2569 ที่ตั้งเป้ายอดค้ำประกันสินเชื่อกว่า 70,000 ล้านบาท หากเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (Year on Year) พบว่าสูงขึ้นถึง 2.87 เท่า โดยมีส่วนสำคัญในการช่วยพยุงสินเชื่อในระบบที่ติดลบต่อเนื่องถึง 14 ไตรมาส ให้ขยายตัวเพิ่มขึ้น 26,032 ล้านบาท ช่วย SMEsและรายย่อย Micro SMEs ได้รับสินเชื่อ 27,353 ราย รักษาการจ้างงานรวม 195,641 ตำแหน่ง และสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ 96,842 ล้านบาท ปัจจัยสำคัญมาจาก "มาตรการค้ำประกันสินเชื่อ บสย. Quick Big Win"
**ชี้ตอบโจทย์ SMEs ตรงจุด**
ทั้งนี้ มาตรการค้ำประกันสินเชื่อ บสย. Quick Big Win มีวงเงินค้ำประกัน 50,000 ล้านบาท โดยตั้งแต่ออกมาตรการเมื่อกลางเดือนธันวาคม 2568 ถึง 31 มีนาคม 2569 มียอดค้ำประกัน 24,864 ล้านบาท คิดเป็นเกือบ 50% ของวงเงินโครงการ ช่วย SMEs ได้รับสินเชื่อ 30,684 ราย ด้วยจุดเด่น ฟรีค่าธรรมเนียมค้ำประกัน 3 ปีแรก ค้ำประกันยาว 7 ปี และเป็นครั้งแรกที่มีการนำเครื่องมือเครดิตสกอริ่ง TCG Score ของ บสย. มาใช้กับมาตรการรัฐ เพื่อกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมตามระดับความเสี่ยง Risk-based Pricing (RBP) ด้วยอัตราค่าธรรมเนียมเริ่มต้นเพียง 1% ต่อปี ตามวงเงินคงเหลือในปีที่ 4 พร้อมกับเพิ่มอัตราชดเชย NPL สูงขึ้น (Max Claim) เพื่อดูดซับความเสี่ยงด้าน Credit Cost ลดอัตราการปฏิเสธสินเชื่อ (Rejection Rate) ทำให้สถาบันการเงินกล้าปล่อยสินเชื่อให้ SMEs มากยิ่งขึ้น
ประเภทธุรกิจค้ำประกันสูงสุด 3 ลำดับแรกในไตรมาสที่ 1 ได้แก่ 1. ภาคบริการ 35.1% 2. อาหารและเครื่องดื่ม 9.2% และ 3. การผลิตสินค้าและการค้าอื่นๆ 9% ซึ่งทั้ง 3 ประเภทครองสัดส่วนค้ำประกัน 53.3% สะท้อนอุตสาหกรรมหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากในช่วง 3 เดือนแรกของปีนี้ โดย กรุงเทพฯ และปริมณฑล มีสัดส่วนยอดค้ำประกันสูงสุด คิดเป็น 48% ตามด้วยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 15% ภาคใต้ 10% ภาคเหนือ 9% ภาคตะวันออก 9% ภาคกลาง 5% และภาคตะวันตก 4%
นอกจากช่วย SMEs รายย่อย เข้าถึงสินเชื่อแล้ว บสย. ยังมุ่งช่วย SMEs ที่ถูกจ่ายเคลม ผ่านการปรับโครงสร้างหนี้ ตามมาตรการ “บสย. พร้อมช่วย” โดยไตรมาสที่ 1 ประสบความสำเร็จในการช่วยลูกหนี้ ปรับโครงสร้างหนี้รวม 25,899 ราย คิดเป็นมูลหนี้รวม 16,763 ล้านบาท (ตั้งแต่ออกมาตรการในปี 2563 ถึงไตรมาส 1 ปี 2569) เฉพาะไตรมาสที่ 1 ช่วยลูกหนี้ปรับโครงสร้างหนี้ได้ 1,575 ราย คิดเป็นมูลหนี้ 630 ล้านบาท และสามารถช่วยลูกหนี้ “ปลดหนี้” ปิดบัญชี ได้สูงถึง 384 ราย คิดเป็นมูลหนี้ 93 ล้านบาท นอกจากนี้ยังเดินหน้าช่วยเหลือลูกหนี้ “กลุ่มเปราะบาง” (ยอดหนี้คงเหลือไม่เกิน 2 แสนบาท) ภายใต้มาตรการ บสย. พร้อมช่วย ที่ต้องการปลดหนี้ ปิดบัญชี มอบส่วนลดเงินต้นสูงสุด 50% และลดต้นสูงสุด 40% สำหรับลูกหนี้ SMEs ยอดหนี้คงเหลือมากกว่า 2 แสนบาท พร้อมกันนี้ ยังเตรียมจัดกิจกรรมเชิงรุกต่างๆ อาทิ กิจกรรม “บสย. พร้อมค้ำ พร้อมช่วย ปี 2” ส่งผู้เชี่ยวชาญทางการเงินลงพื้นที่ไปยังภูมิภาคต่างๆ เพื่อสานต่อการช่วยเหลือลูกหนี้ บสย. พร้อมให้คำปรึกษาทางการเงินแก่ SMEs ทั่วไป โดยสามารถติดตามข้อมูลและรายละเอียดของกิจกรรม ผ่านช่องทางออนไลน์ของ บสย.
ลุยค้ำฯ รายย่อย - รถกระบะไฟฟ้า ตอบรับกระแส EV รับวิกฤตพลังงาน
นายสิทธิกร กล่าวอีกว่า ในปีนี้มาตรการค้ำประกันสินเชื่อเช่าซื้อรถกระบะ"กระบะพี่ มีคลังค้ำ"เป็นหนึ่งในมาตรการที่เราให้ความสำคัญ โดยได้ขยายระยะเวลารับคำขอจนถึงสิ้นปี 2569 ช่วย SMEs รายย่อย อาชีพอิสระ กลุ่มเกษตรกร และธุรกิจขนส่งขนาดเล็ก สามารถซื้อรถกระบะเป็นเครื่องมือทำมาหากินได้ง่ายขึ้น ครอบคลุมทั้งรถกระบะสันดาป และรถกระบะไฟฟ้า (EV) ซึ่งตอบโจทย์สถานการณ์วิกฤตพลังงานในขณะนี้ จากราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่มขึ้น และอนาคตเตรียมขยายการค้ำประกันไปที่ “มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า” เพื่อให้ความช่วยเหลือกลุ่มอาชีพอิสระที่ใช้รถมอเตอร์ไซค์ประกอบอาชีพ
"โจทย์หลักของ บสย. ปีนี้ คือการสร้างโอกาสทางการเงินให้ SMEs พร้อมเป็นเครื่องมือหลักประคับประคองเศรษฐกิจฐานราก เพื่อปลดล็อก SMEs เข้าถึงสินเชื่อ และเติบโตได้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืน ภายใต้แนวคิด มุ่งลดความเหลื่อมล้ำการเข้าถึงสินเชื่อของ SMEs (Financial Inclusion) เพิ่มโอกาสทางธุรกิจให้ SMEs ควบคู่กับการยกระดับองค์กร รองรับการเปลี่ยนแปลงนวัตกรรมทางการเงิน เพื่อเชื่อมโยงเข้าสู่ Virtual Bank Ecosystem"