นายวุธว์ ธนิตติราภรณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด(มหาชน) (CIMBT) เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานของกลุ่มธนาคารสำหรับ งวดสามเดือน สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2569 มีกำไรสุทธิจำนวน 908.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจำนวน 70.1 ล้านบาท หรือร้อยละ 8.4 เมื่อเปรียบเทียบผลกำไรสุทธิของงวดเดียวกันปี 2568 สาเหตุหลักเกิดจากค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานลดลงร้อยละ 0.6 และผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นลดลงร้อยละ 21.1 สุทธิกับรายได้จากการดำเนินงานลดลงร้อยละ 3.1
รายได้จากการดำเนินงาน สำหรับงวดสามเดือนปี 2569 มีจำนวน 3,473.3 ล้านบาท ลดลงจำนวน 110.6 ล้านบาท หรือร้อยละ 3.1 เมื่อเปรียบเทียบกับงวดเดียวกันปี 2568 เนื่องจากการลดลงของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิจำนวน 156.8 ล้านบาท หรือร้อยละ 7.1 โดยมีสาเหตุหลักจากอัตราผลตอบแทนของสินทรัพย์ที่ลดลงตามสภาพแวดล้อมของอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำ และการลดลงของรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิจำนวน 82.2 ล้านบาท หรือร้อยละ 22.7 เกิดจากการลดลงของค่าธรรมเนียมจากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ประกันภัยและรายได้ค่าธรรมเนียมการจัดจำหน่าย สุทธิกับรายได้จากการดำเนินงานอื่นเพิ่มขึ้นจำนวน 128.4 ล้านบาท หรือร้อยละ 12.6 สาเหตุหลักมาจากกำไรสุทธิจากเงินลงทุน
ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานสำหรับงวดสามเดือนปี 2569 เปรียบเทียบกับงวดเดียวกันปี 2568 ลดลง จำนวน 9.4 ล้านบาทหรือร้อยละ 0.6 เนื่องจากการลดลงของค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับพนักงานสุทธิกับการเพิ่มขึ้นของ ค่าเผื่อการด้อยค่าของทรัพย์สินรอการขาย อัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานต่อรายได้จากการดำเนินงานสำหรับงวดสามเดือนสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2569 อยู่ที่ร้อยละ 48.9 เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปี 2568 อยู่ที่ร้อยละ 47.6
อัตราส่วนรายได้ดอกเบี้ยสุทธิต่อสินทรัพย์เฉลี่ย (Net Interest Margin – NIM) สำหรับงวดสามเดือนปี 2569 อยู่ที่ร้อยละ 1.96 ลดลงจากงวดเดียวกันปี 2568 อยู่ที่ร้อยละ 2.04 เนื่องจากการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายซึ่งส่งผลให้ผลตอบแทนจากสินทรัพย์ลดลง นอกจากนี้ยังได้รับแรงกดดันเพิ่มเติมจากการลดลงของสินเชื่อ แม้ว่าจะได้รับการชดเชยบางส่วนจากต้นทุนทางการเงินที่ลดลงก็ตาม
วันที่ 31 มีนาคม 2569 เงินให้สินเชื่อสุทธิจากรายได้รอตัดบัญชี (รวมเงินให้สินเชื่อซึ่งค้ำประกันโดยธนาคารอื่นและเงินให้สินเชื่อแก่สถาบันการเงิน) ของกลุ่มธนาคารอยู่ที่ 236.6 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.6 เมื่อเทียบกับ เงินให้สินเชื่อ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 กลุ่มธนาคารมีเงินฝาก (รวมตั๋วแลกเงิน หุ้นกู้ และผลิตภัณฑ์ทางการเงิน บางประเภท) จำนวน 286.9 พันล้านบาท ลดลงร้อยละ 4.8 จากสิ้นปี 2568 ซึ่งมีจำนวน 301.5 พันล้านบาท อัตราส่วนสินเชื่อต่อเงินฝาก (the Modified Loan to Deposit Ratio) ของกลุ่มธนาคารเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 82.5 จากร้อยละ 77.2 ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568
สินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPLs) อยู่ที่ 5.0 พันล้านบาท อัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพ ต่อเงินให้สินเชื่อทั้งสิ้นอยู่ที่ร้อยละ 2.1 ลดลงเมื่อเทียบกับ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 อยู่ที่ร้อยละ 2.2 เป็นผลจากการที่กลุ่มธนาคารมีนโยบายการจัดการความเสี่ยงด้านการให้สินเชื่อที่รัดกุม มาตรการบริหารจัดการความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงการปรับปรุงแนวทางในการเรียกเก็บหนี้จากสินเชื่อด้อยคุณภาพที่มีอยู่ และการแก้ปัญหาสินเชื่อด้อยคุณภาพอย่างต่อเนื่อง
อัตราส่วนค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพ ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 อยู่ที่ร้อยละ 178.0 เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2568 ซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 171.5 ค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นของกลุ่มธนาคารอยู่ที่จำนวน 8.8 พันล้านบาท ซึ่งเป็นเงินสำรองส่วนเกินตามเกณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทยจำนวน 1.5 พันล้านบาท
และเงินกองทุนรวมของกลุ่มธนาคาร ณ สิ้นวันที่ 31 มีนาคม 2569 มีจำนวน 58.6 พันล้านบาท คิดเป็นอัตราส่วนเงินกองทุนรวมต่อสินทรัพย์เสี่ยงร้อยละ 19.6 โดยเป็นอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 ร้อยละ 15.2