ผู้จัดการรายวัน 360- แบรนด์สินค้าทั้งในและนอก พร้อมเร่งเครื่องฝ่าเกมส์สงคราม ภายใต้งบลงทุนเดิม และเป้าหมายที่ตั้งไว้ต้องไปให้ถึง “ออมนิคอม มีเดีย” หลังรวมทีม พร้อมชูกลยุทธ์เดินคู่ลูกค้า นำเสนอบริการรูปแบบ และสร้างมาตรฐานใหม่ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์สื่อไทย
นายโทนี่ ฮาร์ราดีน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ออมนิคอม มีเดีย เอเชียแปซิฟิก เปิดเผยว่า การร่วมมือกันระหว่าง Omnicom และ IPG ทั่วโลกเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ออมนิคอม มีเดีย ในประเทศไทย ได้ก้าวขึ้นเป็นเครือข่ายที่มีบริการครอบคลุมที่สุดในตลาด ด้วยการรวมตัวของ เอเจนซีระดับโลก 4 แบรนด์ ได้แก่ Initiative, OMD, PHD และ UM ภายใต้โครงสร้างการบริหารเดียว ซึ่งการดำเนินงานหลังจากนี้ เรามุ่งเน้นช่วยให้ลูกค้าก้าวผ่านทุกความเปลี่ยนแปลง ด้วยการผนึกความสามารถที่หลากหลายของเรา และช่วยให้แบรนด์รับมือกับความซับซ้อน ปลดล็อกการเติบโต สร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันอย่างยั่งยืนในตลาดไทยที่มีการเปลี่ยนแปลงสูง
อย่างไรก็ตามพบว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมสื่อของประเทศไทยกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างครั้งสำคัญ ซึ่งขับเคลื่อนโดยอิทธิพลของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ความหลากหลายและความซับซ้อนของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้น พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันการเติบโตของแพลตฟอร์มดิจิทัล ตั้งแต่ TikTok โซเชียลคอมเมิร์ซ อีคอมเมิร์ซ และอินฟลูเอนเซอร์ ทำให้ผู้ชมมีความหลากหลาย แบ่งเป็นกลุ่มเฉพาะ เจาะจงเพิ่มขึ้น ที่สำคัญผู้บริโภคยุคใหม่มีความคุ้นเคยกับเทคโนโลยี จึงมีความคาดหวังที่จะได้รับประสบการณ์จากแบรนด์ที่เป็นส่วนตัวและจริงใจมากยิ่งขึ้น
สอดคล้องกับการคาดการณ์ของสมาคมมีเดียเอเยนซี่และธุรกิจสื่อแห่งประเทศไทย ที่คาดการณ์แนวโน้มตลาดปี 2569 ไว้ว่า เป็นความท้าทายในยุค "Mass Fragmentation" โดยมาจาก 4 ปัจจัยหลัก คือ 1.งบโฆษณาโดยรวม : คาดว่าจะทรงตัวอยู่ที่ประมาณ 1.13 – 1.15 แสนล้านบาท 2.ปัจจัยขับเคลื่อน : ได้รับอิทธิพลจาก GDP ที่เติบโตคงที่ ปัจจัยระดับโลกและท้องถิ่น รวมถึงวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป เช่น การขยายตัวของความเป็นเมืองและสังคมผู้สูงอายุ 3.สื่อที่โดดเด่น : แม้ว่าสื่อดิจิทัล และ Out of Home มีการเติบโตมากและช่วยให้ผู้บริโภคถึงข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว แต่สื่อโทรทัศน์ ยังคงเป็นสื่อหลัก และ 4.อิทธิพลใหม่ : ครีเอเตอร์ระดับ Nano/Micro และ Key Opinion Consumers (KOCs) กำลังก้าวเข้ามามีบทบาทสำคัญในการกำหนดกลยุทธ์การสร้างความผูกพัน (Engagement)
“ความท้าทายที่เรียกว่า Mass Fragmentation คือ การบริโภคสื่อที่มีความหลากหลาย มีความเฉพาะกลุ่มมากขึ้น คนแต่ละรุ่นมีพฤติกรรมการเสพสื่อที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง แบรนด์ต่างๆ จึงต้องเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารสื่อที่เหมาะกับสถานการณ์ ตอบโจทย์ของแบรนด์ และมีผลลัพธ์ที่วัดได้ชัดเจน พร้อมทั้งมองหาพันธมิตรที่มีความรวดเร็ว คล่องตัว และมีความสามารถและความเชี่ยวชาญหลากหลายด้าน”
ดังนั้นด้วยศักยภาพที่เหนือชั้นยิ่งขึ้นทั้งในด้านกลยุทธ์ การวางแผน การดำเนินการ และการเพิ่มประสิทธิภาพ ของ ออมนิคอม มีเดีย ได้สร้างระบบนิเวศแบบบูรณาการที่เชื่อมโยงสื่อ คอมเมิร์ซ ข้อมูล และเทคโนโลยีเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์ แนวทางการดำเนินงานแบบครบวงจรนี้จะช่วยให้แบรนด์สามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
นางจิณณารัชช์ สัมพันธรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ ออมนิคอม มีเดีย ประเทศไทย กล่าวว่า หลังการควบรวมกันครั้งนี้ ส่งผลให้ ออมนิคอม มีเดีย มีพนักงานรวมกว่า 480 คน หรือเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าตัว และได้เสริมทัพทีม KOL และอินโนเวชั่นเข้ามาเพิ่มเติม เพื่อให้บริการลูกค้าได้ครอบคลุมมากขึ้น แน่นอนว่าเซอร์วิสบริการนี้ไม่ใช่แค่การช่วยเรื่องมีเดียแพลนอย่างเดียว แต่เราทำงานเป็นพาร์ทเนอร์ร่วมกับลูกค้า นำเสนอโซลูชั่น อินโนเวชั่น เพื่อสร้างรายได้ให้ลูกค้าเติบโตไปด้วยกัน
สำหรับแนวทางของออมนิคอม มีเดีย ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างผลลัพธ์ที่วัดผลได้ชัดเจนผ่านกลยุทธ์สำคัญ ดังนี้ 1.เข้าถึงผู้บริโภค คอนเทนต์ และวัฒนธรรม (Proximity): เข้าใจวัฒนธรรมที่มีการเปลี่ยนแปลงและละเอียดอ่อน และแพลตฟอร์มเพื่อให้แบรนด์แสดงตัวตนได้อย่างมีความหมาย 2.การบริหารจัดการการตลาดแบบครบวงจร (End-to-end Orchestration): เชื่อมโยงสื่อ ความคิดสร้างสรรค์ คอมเมิร์ซ และข้อมูล ด้วย Omni ซึ่งเป็น intelligence platform ของ Omnicom Media เพื่อดูแลทุกขั้นตอนการเดินทางของลูกค้า
3.ข้อมูลเจาะลึกจากฐานข้อมูลมหาศาล (Scaled Intelligence): นำข้อมูลเรียลไทม์จากการบริหารงบสื่อมูลค่ามหาศาลที่ใช้โครงสร้างพื้นฐาน, ทรัพยากรข้อมูลและเทคโนโลยีร่วมกันในเครือ เช่น Acxiom มาต่อยอดเพื่อการวางแผนเชิงคาดการณ์ (Predictive Planning) การลงทุนที่มีความยืดหยุ่น และการเพิ่มประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง และ 4.วิจารณญาณของมนุษย์และความเป็นพันธมิตร (Human Judgment): แม้ว่า AI จะสามารถนำเสนอความเป็นไปได้และสร้างการเติบโตที่วัดผลได้ แต่ออมนิคอม มีเดีย เชื่อว่า “ความเชี่ยวชาญเชิงกลยุทธ์” (Strategic judgement) ที่ครอบคลุมการจัดการความเสี่ยงของแบรนด์ ความละเอียดอ่อนทางวัฒนธรรม และตลาดที่ซับซ้อน ยังคงเป็นปัจจัยที่สร้างความแตกต่างที่สำคัญ
“การผนึกกำลังกันครั้งนี้ ส่งผลให้ ออมนิคอม มีเดีย มีลูกค้าทั้งแบรนด์ไทยและต่างประเทศในอัตราส่วนเท่าๆกัน จากเดิมลูกค้าแบรนด์ไทยหลักจะมาจากฝั่ง IPG และต่างประเทศมาอีกฝั่งหนึ่ง ซึ่งจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง พบว่าลูกค้าต่างประเทศมีความกังวลมากกว่าลูกค้าแบรนด์ไทย แต่ทั้งสองกลุ่มกลับพร้อมที่จะแอกทีฟและเร่งทำการตลาดมากขึ้นจากแผนเดิม เพราะไม่รู้ว่าอนาคตจะออกมาเป็นอย่างไร ภายใต้การทำงานที่มากขึ้น แต่ยังคงอยู่ภายใต้งบลงทุนเดิมที่วางไว้ และยังไม่มีสัญญาณว่าจะปรับเป้ารายได้ให้ลดลง ส่วนสำคัญเชื่อว่าลูกค้ามีภูมิคุ้มกันเรื่องความไม่แน่นอนมาแล้ว จากสถานการณ์โควิด -19 ที่หากหยุดทำการตลาดก็ยิ่งประสบปัญหา จึงพร้อมก้าวไปข้างหน้ามากกว่า โดยออมนิคอม มีเดีย พร้อมที่จะทำงานช่วยให้ลูกค้าผ่านวิกฤตินี้ไปด้วยกัน เพราะเชื่อว่าในวิกฤติย่อมมีโอกาสเสมอ“ นางจิณณารัชช์ กล่าว